ภายในตำหนักสีขาวทางทิศตะวันออกของตระกูลหวง ร่างสีดำของไป๋เฉินกำลังกวัดแกว่งกระบี่สีดำที่นำติดตัวมาตลอดด้วยความคล่องแคล่ว
หลังจากจัดหาที่พักแล้ว เขาจำต้องวอร์มกล้ามเนื้อให้อยู่ในสถานะพร้อมต่อสู้ทุกขณะ และการฝึกฝนกระบี่เป็สิ่งที่ไป๋เฉินชอบเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว หากแต่ในชีวิตที่แล้วคงไม่มีคนบ้าที่ไหนลอบสังหารด้วยกระบี่หนักเกือบจะสองกิโลกรัมเป็แน่
ดังนั้นเมื่อเขาข้ามมายังอีกโลกหนึ่งแล้ว นี่คือโอกาสทองที่เขาจะฟาดฟันและถือกระบี่ไปไหนมาไหนได้โดยไม่ผิดกฏหมาย
ซ้ำแล้วหากเป็การเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ซึ่งๆหน้า แน่นอนว่ากระบี่ย่อมได้เปรียบเื่ความกว้างของระยะ เขาจึงตัดสินใจนำความทรงจำของไป๋เฉินคนเก่ามาฝึกฝนกระบี่ให้คุ้นชินกับน้ำหนักจนกว่าจะชำนาญ
"พรึ่บ!"
ฝีเท้าของไป๋เฉินย่ำลงก่อนจะหายไปประดุจดั่งเงาเลือนรางในเวลากลางวันแสกๆ ด้วยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วทำให้เขาสามารถเพิ่มความสามารถในการกวัดแกว่งหรือฟาดฟันกระบี่ไปอีกหนึ่งระดับ
ต้องเข้าใจว่าบุคคลที่เป็นักดาบหรือผู้ใช้กระบี่ย่อมมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้...นั่นคือความเร็วและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ความเร็วเป็ของปีศาจ! ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดคำๆนี้ยังคงใช้งานได้เป็อย่างดี
ไป๋เฉินค่อยๆกลั่นกรองข้อมูลกระบวนท่ากระบี่ของไป๋เฉินคนเก่านำมาใช้งานและพลิกแพลงให้เข้ากับสภาพของกล้ามเนื้อและส่วนสูงที่เขามีให้เป็กระบวนท่าที่สามารถปกปิดช่องโหว่และจุดอ่อนในทุกๆกระบวนท่าที่ปล่อยออกไป
ดังนั้นท่วงท่าของไป๋เฉินจึงแลดูพิลึกพิลั่นเพราะจำต้องปกปิดจุดอ่อนอื่นไปด้วยในขณะออกกระบวนท่า
ไป๋เฉินปรับจังหวะลมหายใจให้เสมอและมั่นคงก่อนจะนั่งลงเข้าสู่สภาวะฌาณเฉกเช่นทุกที
เพราะก่อนหน้านี้หลังจากสังหารหยางลั่วและฉินฟง เขายังไม่ได้กลั่นกรองความทรงจำของดวงตาที่สามของจักรพรรดิมารเก้าเนตร และเวลานี้เป็โอกาสอันดีที่มีสถานที่ที่เงียบสงบและสามารถปลดปล่อยปราณออกมาได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็ต้องหลบซ่อน
"ซู่!"
ปราณโลหิตหมุนทวนเข็มนาฬิกาบังเกิดแสงสีแดงปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ!
คิ้วของไป๋เฉินขมวดเข้าหากันและเขายังคงท่วงท่าเดิมไว้นานเกือบจะครึ่งก้านธูป
. . .
หลังจากครบหนึ่งก้านธูปไป๋เฉินค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในแววตาปรากฏร่องรอยแห่งความรู้แจ้งถึงบางสิ่งบางอย่าง "เคล็ดวิชาตราประทับโลหิต มีความลับซ่อนอยู่มากมายจริงๆ"
ทุกๆั์ตาของจักรพรรดิมารเก้าเนตรจะมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ ยิ่งเขาสามารถทะลวงและเบิกเนตรจักรพรรดิมารได้มากเพียงใด ความทรงจำของจักรพรรดิมารเก้าเนตรก็ค่อยๆถูกกลั่นกรองด้วยเคล็ดวิชาตราประทับโลหิต
ขณะนี้ข้อมูลหนึ่งในความสามารถที่ซ่อนอยู่ของจักรพรรดิมารเก้าเนตรได้แปรเปลี่ยนเป็ทักษะประจำตัวโดยอัตโนมัติอันเนื่องมาจากเขาเป็ผู้บำเพ็ญเคล็ดวิชาตราประทับโลหิต แน่นอนว่าการประทับตราใส่ร่างของบุคคลเป็หนึ่งในความสามารถที่ได้มาจากดวงเนตรเช่นกัน
เขาลุกขึ้นพรวดก่อนจะควงกระบี่สีดำเก็บลงฝักตามเดิม สายตาของเขาทอดมองไปยังทิศเหนือของเมืองเทียนเฟิงก่อนที่มุมปากจะค่อยๆขดเป็รอยยิ้ม "ได้เวลาสืบค้นข้อมูล"
เสื้อคลุมสีดำกลับสู่ร่างพร้อมทั้งจัดระเบียบหน้ากากไหม เขาหมุนเวียนปราณโลหิตก่อนจะพุ่งทะยานออกจากตำหนักด้วยความเร็วปานสายฟ้า
โดยหารู้ไม่ว่าสถานที่แห่งหนึ่งที่ซึ่งเป็อาคารสูงใหญ่ ปรากฏร่างของหวงเทียนหลงที่ยืนขมวดคิ้วอยู่นอกระเบียง "เฟยเฉินผู้นี้มีรัศมีเหมือนกันกับาานักฆ่าทุกประการจริงๆ แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันจะใช่ลูกศิษย์ของาานักฆ่าหรือไม่"
หวงเทียนหลิงยิ้มจางๆพร้อมทั้งกล่าวว่า "ั้แ่ข้ารู้จักกับาานักฆ่ามา ข้าไม่เคยได้ยินว่าเขารับศิษย์มาก่อน"
แม้นหวงเทียนหลิงจะสุภาพและชื่นชอบไป๋เฉินมากเพียงใด แต่มันยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แม้นข้อมูลทุกอย่างที่ได้ยินจากปากของหวงเทียนลู่จะสามารถยืนยันได้ แต่มันมีสัญชาตญาณว่าเื่นี้มีบางสิ่งผิดปกติและผิดสังเกต
ยกตัวอย่างเช่นเหตุใดไป๋เฉินจึงได้ยกนามของาานักฆ่าในการสนทนาครั้งแรกกับหวงเทียนลู่?
หากเป็บุคคลอื่นได้ยินเช่นนั้น การให้เหตุผลและการแสดงออกของไป๋เฉินนั้นไร้ที่ติ แต่หวงเทียนหลิงเป็ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการจัดยุทธวิธีและแผนการ ซ้ำแล้วมันยังมีสัญชาตญาณที่บ่งบอกว่าไป๋เฉินอาจจะมิใช่ลูกศิษย์ของาานักฆ่า
หวงเทียนหลงแสดงสีหน้าเสียดายไม่น้อย "พี่ใหญ่ ท่าน้าจะตรวจสอบด้วยตัวเองหรือไม่?"
หวงเทียนหลิงครุ่นคิดอยู่นานสองนานด้วยการลูบเครา ผลสุดท้ายมันตัดสินใจกล่าวอย่างเด็ดขาด "เ้าไปจ้างวานให้าานักฆ่ามาพบข้าภายในวันนี้ ข้าอยากจะรู้เช่นกันว่ามันเป็อาจารย์ของเฟยเฉินจริงหรือไม่...หากาานักฆ่าบอกว่าไม่รู้จักเฟยเฉิน หลังจากมันกลับมาก็ให้สังหารมันทันที!"
"แต่หากาานักฆ่ารู้จักเฟยเฉินจริงๆ พวกเราจะให้มันอยู่ในเมืองเทียนเฟิงของพวกเรา และเราต้องให้สถานะแก่มันดีพอที่จะไม่หักหลังพวกเรา"
หวงเทียนหลงพยักหน้าอย่างเข้าใจ มันหันหลังกลับเข้าสู่อาคารหมายจะส่งคำจ้างวานไปให้าานักฆ่า
ไป๋เฉินไม่รู้เลยว่าาานักฆ่านั้นอาศัยอยู่ในเมืองเทียนเฟิงั้แ่แรกเริ่ม!
แต่บัดนี้ความสงสัยของหวงเทียนหลิงยังไม่คลาย มันเป็บุคคลที่มีความระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ดังนั้นการจะประชันกับไป๋เฉินย่อมมีสติปัญญาที่สูสีกันเป็ธรรมดา
.
.
.
ไป๋เฉินออกจากตำหนักตระกูลหวงก่อนจะหยุดลงตรงหน้าโรงเตี๊ยมไม้เก่าๆ เขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อนจะนั่งลงอย่างสุภาพเรียบร้อย
หากจะอ้างอิงจากนิยายกำลังภายในแล้ว โรงเตี๊ยมเป็สถานที่สำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนแหล่งข้อมูลกันมากมาย และที่เขามาก็เพื่อมาฟังการเคลื่อนไหวของเมืองเทียนเฟิงในขณะนี้
ยิ่งเขานั่งอยู่ที่นี่นานเท่าใด เขาก็จะยิ่งได้ข้อมูลมากมายยิ่งขึ้น
เพราะไป๋เฉินมิอาจซักไซ้ถามหวงเทียนหลิงโดยตรงได้ เพราะเข้ารู้อยู่แล้วว่ามันเป็คนขี้สงสัยอย่างยิ่ง
เขานั่งลงที่โต๊ะว่างก่อนจะโบกมือให้แก่บริกร "น้องชาย ขอเนื้อตุ๋นหนึ่งจานและสุราหนึ่งเหยือก"
ในเวลาเดียวกันนั้นกลับมีชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในโรงเตี๊ยมเป็ปกติโดยมีไม้เท้ากำลังค้ำยันและเดินกะเผลกข้างอย่างยากลำบาก
หากเป็สายตาของคนปกติแน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต แต่สำหรับไป๋เฉินแล้วเขาสามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลที่มาถึงนั้นไม่มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับอวัยวะภายในอย่างแน่นอน เพราะทักษะการควบคุมโลหิตของเขา เขาสามารถรู้ได้ว่าคนผู้นี้มีการไหลเวียนโลหิตไปทุกส่วนของอวัยวะที่ปกติ แต่การที่มีไม้เท้ามาค้ำยันและแสดงการเดินเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่คนปกติเขาทำกัน
ไป๋เฉินตัดสินใจลุกจากโต๊ะตัวเดิมพร้อมกับเดินตรงไปยังชายชราพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มเป็มิตร "ท่านผู้เฒ่า ข้าขอนั่งกับท่านได้หรือไม่?"
ชายชราชำเลืองมองด้วยตาที่เหี่ยวย่นเปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อย "ท่านชาย อย่าได้มาปล้นข้าเลย ของมีค่าทั้งหมดข้าก็ถูก่ชิงไปแล้ว เ้า้าจะปล้นข้าอีกคนงั้นหรือ?"
สายตาของทุกคนในโรงเตี๊ยมหันกลับมามองไป๋เฉินด้วยความรังเกียจ
ไม่ว่าจะมองในมุมใดไป๋เฉินที่สวมหน้ากากไหมแลดูจะเป็ผู้ร้ายที่้ารีดไถชายชราที่ไม่มีทางสู้เท่านั้น
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะกลอกตา 'จิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์ แค่เพียงประโยคเดียวมันสามารถทำให้ข้าเป็ศัตรูกับฝูงชนทั้งโรงเตี๊ยมได้แล้ว'
ทักษะการหว่านล้อมและการอ่านสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา และไป๋เฉินก็เข้าใจจุดประสงค์ของชายชราเป็อย่างดี
"ท่านผู้เฒ่า ท่านกำลังเข้าใจข้าผิดไป ข้าเห็นว่าท่านแลดูยากจนและข้าเพียงแค่้าเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อเท่านั้น" ไป๋เฉินกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลราวกับคนใจบุญสุนทาน
ชายชราที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นเลิกคิ้วเล็กน้อยโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ก่อนที่สีหน้าของมันจะกลับมาเป็เศร้าโศกพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า "ชายชราอย่างข้ามีดีอะไรให้เ้ามาเลี้ยงอาหารข้า? เป็ไปได้ไหมว่าเ้าเป็พรรคพวกของกลุ่มที่ชิงทรัพย์ข้าไปเมื่อเช้านี้และ้ากลับมาเยาะเย้ยข้า..."
"เ้าจะรังแกข้าไปถึงเมื่อใดกัน!?" ชายชราตะคอกด้วยเสียงสั่นๆคลับคล้ายกับจะร่ำไห้
ราวกับไป๋เฉินรู้อยู่แล้วว่าชายชราจะสาดสีตีไข่ใส่เขาเช่นนี้เพื่อเบี่ยงเบนให้เขาเลิกยุ่งกับมัน มุมปากของเขายกขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เขาเป็หนูจำไมและไม่ละความพยายามเพียงแค่นั้นพร้อมทั้งป้องมือแอบกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนว่า "เ้าเล่นละครได้ดี แต่สิ่งที่เ้ากำลังทำอยู่เ้าไม่สามารถหลอกข้าได้..."
"ข้าพูดถูกหรือไม่...าานักฆ่า?"
