หลังจากที่หมัวหมัวพานางมาถึงที่ ก็บอกให้รออยู่ใต้ชายคา ส่วนตนจะเข้าไปแจ้งข่าว
ตรงนี้เป็ช่องลมพอดี ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดมาเป็ระลอก แม้ว่าวันนี้หวาชิงเสวี่ยจะสวมเสื้อนวมกันหนาวเพิ่มมาอีกชั้น แต่ก็ยังหนาวจนหน้าเขียวคล้ำไปหมด
โชคดีที่ไม่ต้องรอนาน ก็เห็นนางกำนัลอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปีเดินออกมาพร้อมกับหมัวหมัว
เสื้อผ้าของนางกำนัลคนนี้ประณีตมาก ชายแขนเสื้อและลายปักบนกระโปรงก็ดูพิถีพิถันมาก หวาชิงเสวี่ยคาดว่านางน่าจะเป็คนรับใช้ใกล้ชิดของไทเฮา
เมื่อหมัวหมัวออกมาแล้วก็ถอยกลับไป
นางกำนัลสาวส่งยิ้มให้หวาชิงเสวี่ยพลางกล่าวว่า “ซือปิงฟูเหรินมาเสียที ไทเฮาทรงรออยู่นานแล้ว”
คำพูดนี้ช่างไม่เกรงใจเอาเสียเลย ถึงกับกล้าพูดว่าไทเฮาทรงรออยู่นาน
หวาชิงเสวี่ยอ้าปากค้าง อยากจะบอกว่าข้ามาั้แ่ฟ้าสางแล้ว แต่พวกท่านทั้งตรวจ ทั้งให้ข้าเรียนรู้กฎเกณฑ์ ตอนนี้ก็เลย...
คำพูดมาถึงปาก สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป็กล่าวว่า “ข้าน้อยหยาบช้า ไม่รู้กฎเกณฑ์ในวังหลวง จึงได้ชักช้าจนเสียเวลาไป ขอไทเฮาประทานอภัยด้วย...”
หากนางพูดตามที่ใจคิดออกมา เกรงว่าจะยิ่งทำให้ขุ่นเคืองใจมากกว่า การที่ให้ไทเฮาทรงรอนานก็ถือเป็ความผิดมหันต์แล้ว หากยังไม่สำนึกผิด กลับไปโทษว่ากฎเกณฑ์ในวังหลวงมากเกินไป นั่นก็เท่ากับโทษว่าไทเฮาไม่ได้ต้อนรับนางดีเท่าที่ควรไม่ใช่หรือ?
นางกำนัลยังคงยิ้มแย้ม กล่าวด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมว่า “ซือปิงฟูเหรินไม่ต้องกังวล ไทเฮาทรงพระทัยดีที่สุด จะทรงกริ้วด้วยเื่เล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร? เพียงแต่ตอนนี้เป็เวลาสายแล้ว ไทเฮากำลังเสวย หากไม่เป็การรบกวนท่านช่วยรอสักครู่ เมื่อไทเฮาทรงเสร็จธุระแล้ว บ่าวจะรีบไปรายงานให้ทราบ”
หวาชิงเสวี่ยชะงักไป ที่แท้ก็ถึงเวลาเสวยมื้อกลางวันแล้วหรือนี่?
นางวุ่นวายมาั้แ่เช้าตรู่จนถึงตอนนี้ สรุปแล้วได้ทำอะไรไปบ้าง? ช่างเสียเวลาเปล่าจริงๆ! คนในวังหลวงใช้ชีวิตกันอย่างไม่มีประสิทธิภาพเช่นนี้เลยหรือ?
พอมองนางกำนัลสาวสวยที่ยังรักษารอยยิ้มไว้อย่างดี หวาชิงเสวี่ยก็จนปัญญา ได้แต่พยักหน้ารับ
นางกำนัลนำหวาชิงเสวี่ยไปยังห้องพักห้องหนึ่งแล้วก็เดินจากไป
หวาชิงเสวี่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องกว้างขวาง มีโต๊ะและเก้าอี้วางอยู่บ้าง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย จึงทำให้ดูว่างเปล่า
ที่นี่เหมือนจะเป็ที่ไว้สำหรับให้แขกรอคอยโดยเฉพาะ?
ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน แม้แต่กาน้ำชาก็ไม่มี...
หวาชิงเสวี่ยหดคอ ถูมือที่เย็นเฉียบ แล้วขมวดคิ้วมองออกไปด้านนอก
ประตูหน้าต่างที่นี่เปิดกว้าง ลมเย็นพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับที่ที่นางยืนรอเมื่อครู่ ก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่นัก
หวาชิงเสวี่ยจำได้ว่าหมัวหมัวที่มาสอนได้บอกกฎเกณฑ์ในวังหลวงแก่นาง ให้ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ควรหลีกเลี่ยงการััสิ่งของใดๆ ก็ตาม
นางไม่แน่ใจว่าการเปิดหน้าต่างไว้แบบนี้เป็กฎเกณฑ์ของวังหลวงหรือไม่ แต่...นางคิดว่าไม่ััสิ่งใดๆ น่าจะดีที่สุด
หวังว่าไทเฮาจะเสวยมื้อกลางวันเสร็จโดยเร็ว
...
ภายในห้องที่ให้บรรยากาศแบบโบราณ ดูอบอุ่นและหรูหรา
เจิ้งซูเหวินค่อยๆ ทานอาหารในจานอย่างไม่รีบร้อน
บนโต๊ะมีอาหารหลากหลายวางอยู่มากมาย แต่ไทเฮาตักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะให้เป็รางวัลแก่ข้ารับใช้ในวัง
นางกำนัลยืนอยู่ข้างโต๊ะ เพื่อคอยคีบอาหารให้ไทเฮา
เจิ้งซูเหวินถาม “นางผู้นั้นเป็อย่างไรบ้าง ได้ถามอะไรบ้างหรือไม่?”
นางกำนัลรับใช้ตอบว่า “ไม่ได้ถามเพคะ รออยู่ที่เรือนข้างตำหนักตลอด ไทเฮาเรียกให้เข้าเฝ้า นางจะกล้าทำสิ่งใดได้”
เจิ้งซูเหวินแค่นเสียงเ็า “่นี้ฝ่าาออกไปเที่ยวเล่นไร้สาระกับนาง ถึงได้ติดนิสัยเสียๆ มา ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ชื่นชมผู้มีความสามารถแม้แต่น้อย ถึงขนาดกล้าหยอกล้อขุนนางในท้องพระโรง! ทำอะไรตามใจชอบเกินไปแล้ว!”
นางกำนัลปลอบด้วยเสียงเบา “ฝ่าายังทรงพระเยาว์ ต้องมีไทเฮาคอยอบรมสั่งสอน วันหนึ่งพระองค์จะทรงเข้าพระทัยของพระนางเองเพคะ”
เจิ้งซูเหวินขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ ท่าทางดูหงุดหงิดใจจนความอยากอาหารลดลงไปมาก
“บอกให้นางรอต่อไป” ในดวงตาของเจิ้งซูเหวินฉายความรังเกียจออกมาชัดเจน “จะได้ไม่ลำพองใจไปมากกว่านี้”
“เพคะ พระนาง”
...
หวาชิงเสวี่ยรออยู่ในเรือนข้างตำหนักประมาณหนึ่งชั่วยามแล้ว
ตอนแรกนางยังนั่งอยู่ได้ แต่ต่อมาก็หนาวเกินทน ได้แต่เดินไปเดินมาในห้องเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย
เวลาผ่านไปทีละนิด หวาชิงเสวี่ยก็เริ่มหิวจนแสบท้อง ความหิวโหยนี้ยิ่งทำให้รู้สึกหนาวเหน็บมากกว่าเดิม...
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้น
หวาชิงเสวี่ยรีบตั้งสติ มองออกไปด้านนอก
นางกำนัลเดินเข้ามา ยังคงส่งยิ้มอย่างสนิทชิดเชื้อเหมือนเดิม
“ให้ซือปิงฟูเหรินต้องรอนานแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจ ถามว่า “ไทเฮาทรงอยากพบข้าแล้วหรือ?”
“ไทเฮาทรงมีอุปนิสัยต้องบรรทมหลังจากเสวยมื้อกลางวัน ไม่เช่นนั้นพระนางจะปวดพระเศียรอย่างรุนแรง ตอนนี้พระนางบรรทมแล้วเ้าค่ะ” นางกำนัลกล่าวพลางส่งยิ้ม
หวาชิงเสวี่ยชะงักไป “ถ้าอย่างนั้นข้า...”
“ท่านไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไทเฮาตื่นจากบรรทม บ่าวจะรีบมารายงานให้ท่านทราบ”
หวาชิงเสวี่ยจะพูดอะไรได้อีกเล่า? นอกจากรอต่อไปอย่างว่าง่าย นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น
นางกำนัลเดินจากไป
เหลือเพียงหวาชิงเสวี่ยที่ต้องยืนรับลมหนาวอยู่ตรงนี้อีกครั้ง...
นอนกลางวัน...เอาเถอะ การได้นอนหลับพักผ่อนหลังอาหารนั้นดีจริงๆ ไม่รู้ว่าไทเฮาจะบรรทมไปนานเท่าไหร่
นางคำนวณเวลาดูแล้ว เกรงว่าจะต้องรอไปอีกหนึ่งชั่วยามแล้ว...
เฮ้อ
หวาชิงเสวี่ยรออยู่ในเรือนข้างตำหนักต่อไป ตะวันข้างนอกค่อยๆ เคลื่อนคล้อยต่ำลง เวลาล่วงเลยไป นางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองต้องเสียเวลาทั้งวันอยู่ที่นี่...
จนถึงตอนนี้หวาชิงเสวี่ยก็ยังไม่รู้ว่าตนถูกผู้อื่นแกล้งให้รอเก้ออยู่ที่นี่ นางเพียงคิดว่าคนสูงศักดิ์ในวังหลวงคงจะหยิ่งยโสเช่นนี้ ชอบใช้กฎระเบียบที่ยุ่งยากมากลั่นแกล้งคน
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดัง ‘ตึก ตึก ตึก’ เหมือนกำลังวิ่ง หรืออาจจะเดินเร็วกว่าปกติ อย่างไรก็ตามเสียงนั้นไม่ใช่ของนางกำนัลแน่นอน
หวาชิงเสวี่ยหมดเรี่ยวแรง ได้แต่เหลือบตาขึ้นไปมองช้าๆ
“นี่! หวาชิงเสวี่ย!”
หลี่จิ่งหนานปรากฏตัวที่ประตูด้วยท่าทางร่าเริง ทำให้หวาชิงเสวี่ยใมาก!
“เ้าเข้ามาในวังได้อย่างไร? ฮ่าๆ ข้ากำลังอยากออกไปเล่นกับเ้าอยู่พอดี ไปๆๆ ข้าจะพาเ้าไปเดินเล่น!”
“ข้า...” หวาชิงเสวี่ยยังไม่ทันจะพูดจบ ก็ถูกหลี่จิ่งหนานดึงขึ้นมาจากเก้าอี้
เห็นท่าทีว่ากำลังจะถูกเขาลากออกไป หวาชิงเสวี่ยรีบพูดว่า “ไม่ได้นะ...ข้า ข้ายังต้องรอไทเฮาเรียกเข้าเฝ้านะ...”
“ไม่เป็ไรหรอก ยังมีเวลาอีกตั้งเยอะ!” หลี่จิ่งหนานทั้งลากทั้งดึง หวาชิงเสวี่ยจึงถูกลากออกไปแล้ว
ทั้งสองคนจูงมือกันเดินไปบนทางเดินที่คดเคี้ยวรวดเร็วราวกับติดปีก เหล่าข้าราชบริพารตามทางไม่กล้าขัดขวาง ต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความเคารพ
หลี่จิ่งหนานจับมือนางไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “มือของเ้าเย็นมาก ไป เข้าไปในราชยาน [1] ของข้าสิ อบอุ่นร่างกายเสียหน่อย”
หวาชิงเสวี่ยรีบพยักหน้า มีอะไรที่ทำให้อุ่นขึ้นได้ก็ดีทั้งนั้น ระยะทางระหว่างพระตำหนักแต่ละที่ห่างกันมาก หากต้องเดินดูจริงๆ นางคงจะเหนื่อยตายแน่ๆ
เดินไปข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นพระราชยานของหลี่จิ่งหนานแล้ว พร้อมกับเสี่ยวโต้วจื่อที่กำลังรออยู่ข้างๆ
การได้เห็นคนคุ้นเคยในวังหลวง หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
นางถูกหลี่จิ่งหนานผลักเข้าไปในพระราชยาน ภายในมีพื้นที่กว้างขวาง ที่นั่งกว้างพอที่จะรองรับหลี่จิ่งหนานและหวาชิงเสวี่ยได้ ทั้งยังอบอุ่นและสว่างไสวอีกด้วย
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจออกมาอย่างสบายใจ
หลี่จิ่งหนานเอี้ยวตัวไปข้างหนึ่ง เอามือคลำใต้ที่วางแขนพักหนึ่ง ก่อนจะดึงลิ้นชักออกมา ที่แท้ที่นั่งนี้ก็มีช่องลับด้วย ข้างในมีของว่างหลากหลายแบบเลย
เขาดันลิ้นชักเข้ามาที่อ้อมแขนหวาชิงเสวี่ย “นี่ กินเสียหน่อยสิ”
ของว่างที่เตรียมสำรองไว้พวกนี้ไม่มีทางที่จะร้อนอยู่แล้ว หวาชิงเสวี่ยลองกินไปชิ้นหนึ่ง ก็ไม่ค่อยอยากกินต่อ ถึงจะหิวจริงๆ แต่ตอนนี้อยากดื่มอะไรอุ่นๆ มากกว่า จะเป็น้ำแกงหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น...
หลี่จิ่งหนานเหมือนรู้ใจ ยกกาน้ำชาบนโต๊ะมารินน้ำชาดอกเบญจมาศให้หนึ่งถ้วย
ไอร้อนลอยพวยพุ่งขึ้นมา หวาชิงเสวี่ยรับมาไว้ในมือ รู้สึกอุ่นขึ้นมาทันที
นางอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า ความเป็อยู่ของฮ่องเต้นั้นช่างแตกต่างจริงๆ มีน้ำชาร้อนๆ ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา
เมื่อได้น้ำชาร้อน ก็ทำให้กินของว่างได้คล่องคอขึ้น
หวาชิงเสวี่ยนั่งกินดื่มอยู่บนพระราชยานของหลี่จิ่งหนาน รู้สึกว่าตนได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าพระราชยานเคลื่อนที่ไปถึงไหนแล้ว กระทั่งมันหยุดลง
นางเปิดม่านที่ปักลายัสีทอง พบว่าพระราชยานจอดอยู่ที่หน้าประตูวัง
“หือ?” นางหันหน้าไปถามหลี่จิ่งหนานด้วยความสงสัย “เมื่อครู่ไม่ได้บอกว่าจะพาข้าไปเดินเล่นในวังหรอกหรือ?”
หลี่จิ่งหนานยิ้ม “เอาไว้คราวหน้านะ วันนี้มันเย็นมากแล้ว”
“ก็จริง อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเสวยมื้อเย็นแล้วสินะ” หวาชิงเสวี่ยบ่นเบาๆ “ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ผ่านไปจะหมดวันแล้ว...”
หลี่จิ่งหนานเหมือนไม่ได้ยิน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเห็นรถม้าข้างนอกเหมือนจะเป็ของจวนเว่ยหย่วนโหว แม่ทัพฟู่มารับเ้าใช่หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยเหลือบตาไปมองอีกครั้ง หน้าประตูวังมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ ด้วย
ฟู่ถิงเย่มาหรือ? ...เขาได้รับแจ้งจากองครักษ์ จึงมาที่นี่เพื่อรอนางหรือ?
“ดูเหมือนว่าจะเป็ท่านแม่ทัพจริงๆ ...” หวาชิงเสวี่ยบอกกับหลี่จิ่งหนาน “คงต้องนัดกันใหม่ครั้งหน้าแล้ว แต่จะเข้าไปในวังมันยุ่งยาก ครั้งหน้าเ้าก็ออกมาข้างนอกสิ”
หลี่จิ่งหนานยิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “รู้แล้ว”
เขาส่งหวาชิงเสวี่ยลงจากพระราชยาน ยืนอยู่ข้างประตูวัง ไม่ได้ตามออกไป ส่งสายตามองนางเดินออกไป เมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ยนั่งรถม้าไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่จิ่งหนานก็ค่อยๆ จางหายไป กลับกลายเป็สีหน้ามืดครึ้มเ็า
“กลับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า แล้วหันหลังขึ้นไปบนพระราชยาน
เสี่ยวโต้วจื่อเดินตามอยู่ข้างๆ พระราชยาน จึงเปล่งเสียงอันดัง “ยกเกี้ยว!”
...
ในขณะเดียวกันนั้น เจิ้งซูเหวินก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อได้ยินนางกำนัลบอกว่าหวาชิงเสวี่ยออกจากวังหลวงไปโดยการนั่งพระราชยานของฮ่องเต้ นางก็ะเิโทสะทันที!
ถ้วยน้ำชาในมือถูกขว้างออกไป ตกแตกกระจัดกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
“ใช้ได้ที่ไหน! ใช้ได้ที่ไหนกัน!” เจิ้งซูเหวินโกรธจัด “ผู้ที่นั่งบนพระราชยานได้มีเพียงโอรส์เท่านั้น! แม้แต่อายเจีย [2] ยังแตะต้องไม่ได้! นางที่เป็เพียงสามัญชน เหตุใดจึงได้นั่งพระราชยาน? เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี!”
เหล่าข้ารับใช้ที่คอยปรนนิบัติในห้อง ต่างก็คุกเข่าลงกับพื้น
“ไทเฮาทรงระงับโทสะ!”
“ไทเฮาทรงระงับโทสะด้วย!”
“ตั้งใจชัดๆ!” เจิ้งซูเหวินรู้สึกกลัดกลุ้มทรมานใจอย่างยิ่ง “ฝ่าาตั้งใจทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับอายเจีย! เพียงเพื่อสตรีไม่มีหัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง เพื่อคนนอกแค่คนเดียว!”
ร่างในชุดสีเหลืองสดก้าวเข้ามาในห้อง เสียงม่านลูกปัดกระทบเสียดสีกันจนเกิดเสียง
“สิ่งที่เสด็จแม่ทำลงไปในวันนี้หมายความว่าอย่างไร?” หลี่จิ่งหนานมองพระนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เจิ้งซูเหวินเงยหน้าขึ้น มองหลี่จิ่งหนานตรงๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยความเ็ปและความเคียดแค้น “ฝ่าา ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก! สตรีนางนั้นเอายาอะไรให้พระองค์กันแน่ ถึงได้ให้นางนั่งบนพระราชยานเช่นนี้?!”
หลี่จิ่งหนานยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วพูดประชดประชันว่า “ถ้าหากไม่ให้นางนั่งราชยาน เจิ้นเกรงว่านางจะหนาวจนสลบไปเสียก่อนน่ะสิ”
“นางเป็คนของฟู่ถิงเย่!” เจิ้งซูเหวินโกรธจนถึงขีดสุด ฟาดมือลงบนโต๊ะ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวัง “ฝ่าาทรงลืมไปแล้วหรือว่าครั้งนั้นฟู่ถิงเย่เคยบีบบังคับพวกเราสองแม่ลูกอย่างไร? ฟู่ถิงเย่ทะเยอทะยานไม่รู้จักพอผู้นั้น! ไยพระองค์จึงคบค้ากับคนของเขาได้?”
——————————————————————
[1]พระราชยาน(御辇)คือ รถพระที่นั่ง ใช้เรียกพาหนะของฮ่องเต้
[2]อายเจีย(哀家)คำเรียกแทนตัวเองของไทเฮาแปลว่าผู้น่าสงสาร เพราะสูญเสียพระสวามีไป
