ณ หอตำราหลางฮ้วน ในห้องลับอันเงียบสงัด
จั๋วอวิ๋นเซียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน ร่างกายเปล่งแสงไฟจางๆ บางครั้งเปล่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ บางครั้งส่องแสงสีแปลกตา
นับั้แ่จบการประมูล จั๋วอวิ๋นเซียนก็ไม่สนใจ ไม่รับรู้สถานการณ์ภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น เขาจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญและหลอมรวมเพลิงอสูรเข้าเป็หนึ่งเดียวกับตน
ย้อนกลับไปในยุคโบราณกาล เพลิงคือต้นกำเนิดแห่งอารยธรรม เป็สัญลักษณ์ของมรดกและความหวัง อีกทั้งยังเป็ตัวแทนแห่งจิติญญาของมนุษย์ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ทว่าทุกสิ่งล้วนมีสองด้าน เพลิงที่เป็ต้นกำเนิดแห่งอารยธรรม ในขณะเดียวกันก็สามารถหลอมละลายทุกสิ่ง ทำลายล้างทุกอย่าง เป็บ่อเกิดแห่งหายนะ... ดังนั้นมนุษย์จึงคิดจะควบคุมเพลิง แต่ไม่เคยคิดที่จะทำความเข้าใจมันอย่างแท้จริงและยิ่งไม่คิดจะหลอมรวมมันเข้ากับตน
แท้จริงแล้วเพลิงก็มีชีวิตเช่นกัน เพลิงที่แตกต่างกันย่อมมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
หากเป็ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไป พวกเขาย่อมไม่กล้าที่จะหลอมรวมเพลิงเข้ากับเจ็ดจิตโดยตรง อย่างมากที่สุดก็แค่หลอมรวมและเก็บไว้ในร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยง เมื่อถึงเวลาที่้าใช้ก็ค่อยนำออกมา หรือไม่ก็แปลงเป็วิชาหรือเทวยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตน
ทว่าจั๋วอวิ๋นเซียนกลับใจกล้าบ้าบิ่น เขาไม่เพียงแต่้าหลอมรวมเพลิงอสูรเข้ากับเจ็ดจิตเท่านั้น เขายัง้าหลอมรวมมันเข้ากับจิติญญาที่เปราะบางที่สุด นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง
จิติญญาอยู่ตรงหน้าผากระหว่างคิ้ว เป็ศูนย์รวมแห่งพลังิญญา
จิติญญาแตกต่างจากิญญาทั่วไป หากิญญาทั่วไปได้รับาเ็ อย่างมากที่สุดก็แค่กลายเป็คนปัญญาอ่อน แต่จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากจิติญญามีปัญหาเพียงเล็กน้อย เบาสุดก็อาจทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งและมิอาจรักษา ส่วนหนักสุดิญญาอาจแตกสลาย ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด พูดง่ายๆ คือไม่มีโอกาสแม้แต่จะไปเกิดใหม่
โชคดีที่จั๋วอวิ๋นเซียนมีความสามารถในการควบคุมเปลวเพลิงมาั้แ่ครั้งแรกที่เขาจุดเพลิงิญญา ต่อมาพร์ของเขาตื่นขึ้น เพลิงหยางบริสุทธิ์ที่วิวัฒนาการขึ้น ทำให้ิญญาของเขามีภูมิต้านทานเพลิงที่แข็งแกร่ง มิเช่นนั้นเขาคงไม่กล้าเสี่ยงอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เพลิงอสูรนั้นมีชีวิต ยากจะกำจัดพลังปีศาจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดเพลิงขั้นเจ็ด ไม่เพียงแต่มีพลังทำลายล้างสูงเท่านั้น แต่ยังมีเศษเสี้ยวิญญาของจ้าวอสูรโบราณแฝงอยู่ด้วย
หากนำเพลิงอสูรไปหลอมรวมกับจิติญญาโดยตรง ย่อมอันตรายอย่างยิ่ง! ด้วยความระมัดระวัง จึงจำเป็ต้องใช้เพลิงหยางบริสุทธิ์ช่วยขจัดเศษเสี้ยวิญญาและพลังปีศาจออกไปทีละนิด
นี่เป็กระบวนการที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ยากลำบากยิ่งกว่าการหลอมรวมิญญาอัสนีเสียอีก เพราะิญญาอัสนีมีเพียงสัญชาตญาณ ส่วนพลังปีศาจในเพลิงอสูรนั้นเ้าเล่ห์เพทุบาย มีความปรารถนาอย่างไม่สิ้นสุด เพียงแค่ถูกปนเปื้อนเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจได้
ดังนั้นจั๋วอวิ๋นเซียนจึงยอมเสียเวลามากขึ้น ดีกว่าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง
……
“ซู่! ซู่!”
เพลิงหยางบริสุทธิ์เปรียบเสมือนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถปราบปรามสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะเป็พิษร้าย ความคิดชั่วร้าย จิตมารหรือพลังปีศาจ... ล้วนถูกเพลิงหยางบริสุทธิ์แผดเผาจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแก่นแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด
……
ภายในห้องลับเงียบสงบ มิอาจรับรู้ถึงกาลเวลาที่ไหลผ่านไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เพลิงอสูรถูกเพลิงหยางบริสุทธิ์เผาผลาญจนค่อยๆ เปลี่ยนแปลง สิ่งเจือปนสีดำถูกขจัดออกไป กลายเป็สีฟ้าบริสุทธิ์ พลังชั่วร้ายและพลังปีศาจจางหายไป กลับให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมากขึ้น
“สำเร็จแล้ว!”
จั๋วอวิ๋นเซียนคิดในใจ เขาแทรกจิตเข้าไปในเพลิงอสูรอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น พลังแห่งต้นกำเนิดเพลิงบริสุทธิ์ก็ทะลักเข้าสู่จิตใจ ทั้งรุนแรงและเกรี้ยวกราด ราวกับว่าเพียงแค่ััก็อาจถูกเผาไหม้เป็จุณได้
จั๋วอวิ๋นเซียนไม่ลังเลใจ เขาหลอมรวมเพลิงอสูรเข้ากับจิติญญาทันที...
พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!
แผดเผา! แผดเผา! แผดเผา!
เปลวเพลิงสีฟ้าลุกไหม้ในร่างกายของจั๋วอวิ๋นเซียน ทั้งร่างของเขาราวกับถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า
ความเ็ปแสนสาหัสเกือบจะทำให้จิตสำนึกของจั๋วอวิ๋นเซียนดับวูบ เพลิงอสูรที่ผ่านการหลอมรวมแล้ว มีพลังเหนือกว่าขีดจำกัดของขั้นเจ็ดไปไกล มันแข็งแกร่งขึ้นมาก
ทันใดนั้น เพลิงหยางบริสุทธิ์ััได้ถึงความรุนแรงของเพลิงอสูร จึงเข้าต่อสู้ด้วยอย่างมิอาจเลี่ยง!
เพลิงหยางบริสุทธิ์อันร้อนแรง เพลิงอสูรอันเย็นะเื
พลังที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วปะทะกันในร่างกายของจั๋วอวิ๋นเซียน ฝ่ายหนึ่งทำลายอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายหนึ่งก็ซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
สิ่งที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ เสื้อผ้าและเส้นผมของจั๋วอวิ๋นเซียนยังคงอยู่ดี แต่กลับเป็อวัยวะภายใน เืเนื้อ และกระดูกที่เหมือนจะละลาย!
แน่นอนว่าการที่ร่างกายละลายเป็เพียงภาพลวงตา สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเส้นเืกำลังเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายที่ผอมบางอยู่แล้วของจั๋วอวิ๋นเซียนอ่อนแอลงไปอีก เขาผอมแห้งลงเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
โอสถเสริมโลหิต โอสถบำรุงพลัง โอสถบำรุงกาย โอสถเสริมกาย...
โสมจิ่วเยี่ย น้ำนมไขกระดูก เห็ดน้ำแข็งพันปี...
ไม่ว่าจะเป็โอสถวิเศษใดๆ ที่ช่วยเสริมเืและฟื้นฟูพลัง จั๋วอวิ๋นเซียนกลืนมันลงไปอย่างไม่ลังเลโดยไม่คำนึงถึงราคาของมัน โชคดีที่เขาได้โอสถเสริมเืและฟื้นฟูพลังจำนวนมากมาจากการประมูล มิเช่นนั้นตอนนี้เขาคงกลายเป็ ‘มนุษย์แห้ง’ ไปแล้ว!
ถึงกระนั้น กระบวนการหลอมรวมเพลิงอสูรของจั๋วอวิ๋นเซียนก็ยังคงเ็ปทรมานอย่างแสนสาหัส
……
หลังจากจั๋วอวิ๋นเซียนปิดด่านฝึกตน หอตำราหลางฮ้วนก็เงียบสงบลง
ฉินตงหวู่ต้องยุ่งอยู่กับการฝึกฝน แถมยังต้องดูแลเสี่ยวเนี่ยนและเสี่ยวจิ่ว าของเกาะสามเซียนก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทหารองครักษ์รอบๆ จึงถูกถอนกำลังออกไปเกือบหมด เหลือเพียงคนรับใช้ไม่กี่คนให้ฉินตงหวู่ใช้สอย
ณ ชายฝั่งที่อาบย้อมด้วยโลหิต คลื่นน้ำสีเืไหลเชี่ยวกราก
สายลมทะเลพัดโชย พัดพากลิ่นคาวเืคละคลุ้ง
“ตูม!”
“ตูมมมม——”
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กองกำลังทั้งสามฝ่ายของเกาะสามเซียน ต่างเปิดฉากโจมตีจากนอกเกาะทั้งสามเกาะพร้อมกัน โดยมุ่งเป้าไปยังแท่นบูชาของเผ่าสมุทร
ฝั่งเกาะซ่างหัว นำโดยเหมยซิงหงและเ้าเกาะอีกสองคน พวกเขาอาศัยพลังที่แข็งแกร่ง เปิดเส้นทางฝ่าคลื่นน้ำสีเืออกไป
กองกำลังของเกาะอวี้หัว นำโดยอวี๋เจิ้นซาน มีจอมยุทธ์ระดับเปิดชีพจรห้าคนคุ้มกัน ตามมาด้วยการโจมตีของอาวุธวิเศษอย่างรวดเร็ว
แต่กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดคือกลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรจากเกาะิหัว มียอดฝีมือระดับเปิดชีพจรถึงหกคน และผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรเกือบทั้งหมดล้วนเป็ผู้ที่ผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วน มากประสบการณ์ มีวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็การป้องกันหรือการโจมตี ต่างก็มีวิธีของตนเอง
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มคือจวินซางและจุ้ยเจียงหู ทั้งคู่ร่วมมือกันสังหารศัตรู ไม่เสียทีที่ได้สมญานามว่า ‘คู่หูสุรากระบี่’
ส่วนคนที่ร้ายกาจและน่ารังเกียจที่สุดคือเถาเหมิน ที่เชี่ยวชาญการลอบโจมตี ไม่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างตรงไปตรงมา
ผู้ที่มีวิธีการโเี้ที่สุดคือ ‘ฝาแฝดโฉดชั่ว’ ที่ใช้วิชาและอาวุธวิเศษต่างๆ ทั้งถลกหนัง ดูดิญญา ชั่วร้ายอย่างยิ่ง
ในทางกลับกัน ผู้ที่สังหารศัตรูได้เร็วที่สุดคือว่านเฉิน ดาบของเขาทั้งรวดเร็ว รุนแรง และเหี้ยมโหด ราวกับว่าถูกหลอมขึ้นมาเพื่อฆ่า ไม่มีท่วงท่าที่ฟุ่มเฟือย ทุกการชักดาบคือการสังหาร ทุกการสังหารคือการปลิดชีพ ไม่มีการลังเล และไม่เคยฟันศัตรูเป็ครั้งที่สอง
ถึงแม้จะเป็เพียงกลุ่มคนไร้ผู้นำ แต่ใน่เวลาสำคัญ พวกเขาก็สามารถแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ได้
……
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของทั้งสามฝ่าย สัตว์อสูรแห่งเผ่าสมุทรตั้งรับไม่ทันจึงปล่อยให้เผ่ามนุษย์เข้าใกล้แท่นบูชาได้
จากนั้น ะเิเพลิงอัสนีและลูกปัดเพลิงอัสนีจำนวนมากถูกโยนลงไปยังแท่นบูชา ก่อให้เกิดคลื่นั์สึนามิ!
“ตูม!”
“ตูมมมม——”
เมื่อะเิเพลิงอัสนีปะทุขึ้น แท่นบูชาพังทลายลงท่ามกลางคลื่นั์ คลื่นน้ำสีเืถูกกลืนหายไปในเกลียวคลื่น
แต่เหมยซิ้งหงและคนอื่นๆ มิได้ไล่ตาม พวกเขารีบจัดแถวถอยทัพกลับเข้าไปในค่ายกลป้องกัน...
