บทที่7 พยัคฆ์ซุ่มเงียบ
นางไม่รอฟังคำค้านของพี่ชาย ร่างเล็กจ้อยมุดหายเข้าไปในพุ่มไม้ด้วยความคล่องแคล่วเกินมนุษย์ ขาสั้นๆ ของนางก้าวผ่านกิ่งหนามได้อย่างประณีตโดยไม่ทิ้งร่องรอย เสียงลมพัดผ่านใบไม้ช่วยพรางเสียงฝีเท้าของนางได้เป็อย่างดี
เมื่อนางเข้าใกล้จุดที่เห็นออร่าสีแดง นางก็ต้องชะงักและหมอบตัวลงต่ำกับพื้นดินที่เย็นชื้น
เบื้องหน้าของนาง หลี่เฉิงกำลังนั่งซุ่มอยู่หลังโขดหิน คันธนูในมือของเขาง้างจนสุดแรง แต่สิ่งที่เขาเล็งอยู่ไม่ใช่ไก่ป่า... แต่มันคือ "เสือโคร่งลายพาดกลอน" ขนาดมหึมาที่กำลังาเ็ มันกำลังขู่คำรามใส่บางอย่างในพุ่มไม้ และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสือนั่นคือลูกกวางตัวน้อยตัวหนึ่งที่ขาของมันติดกับดักของพรานป่า
แต่สิ่งที่หลี่เฉิงมองไม่เห็น ทว่าเนตร์ของอันอันมองเห็นชัดเจน คือ 'งูจงอางั์' ที่กำลังเลื้อยอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือศีรษะของเขาพอดี! ออร่าสีดำเข้มจากงูพิษเตรียมจะพุ่งเข้าหาบิดาของนางในอีกไม่กี่อึดใจ
'บ้าชะมัด ตอนนี้เธอไม่มีอาวุธ!' อันอันสบถในใจ
นางรีบล้วงเข้าไปในมิติิญญา หยิบเอา 'ผงสลบประสิทธิภาพสูง' ที่นางเคยใช้ในภารกิจลับออกมา ผสมกับก้อนหินเล็กๆ ที่เก็บได้จากพื้น นางสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมพลังิญญาที่น้อยนิดไปที่ปลายนิ้ว ทันใดนั้นเสียงแผดร้องสุดขีดของเด็กน้อยก็ดังขึ้น
"ท่านพ่อ... ก้มหัวลงเ้าค่ะ!" นางะโสุดเสียงพร้อมกับขว้างก้อนหินที่อาบผงยาสลบออกไปอย่างแม่นยำ
วิ้วววว!
หินก้อนเล็กพุ่งผ่านอากาศไปปะทะกับลำตัวของงูจงอางั์ในจังหวะที่มันฉกวูบลงมาพอดี ผงยาสลบกระจายตัวเข้าสู่เยื่อบุตาและจมูกของงูพิษ ทำให้มันเสียหลักหล่นตุบลงมาข้างตัวหลี่เฉิงที่ก้มหลบตามเสียงเรียกของลูกสาวด้วยสัญชาตญาณ
ในขณะเดียวกัน เสือที่าเ็เมื่อได้ยินเสียงะโก็ใและพุ่งตัวหนีเข้าป่าลึกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและกลิ่นสาบสาง
หลี่เฉิงใจหายวาบ เมื่อเห็นงูจงอางั์นอนขดนิ่งอยู่ข้างกาย เขาหันไปมองบุตรสาวที่ยืนหอบแฮกๆ อยู่หลังพุ่มไม้ ใบหน้าเล็กๆ ของนางซีดเผือดจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดของร่างกาย
"อันอัน! เ้า... เ้าช่วยพ่อไว้!" หลี่เฉิงถลาเข้าไปอุ้มบุตรสาวขึ้นมากอดแน่น ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความกลัว "เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร พ่อบอกให้เ้าอยู่ที่ลำธาร!"
"อันอันอันอันเห็นนิมิตว่าท่านพ่อกำลังมีอันตราย" นางตอบเสียงแ่ พลางซุกหน้าลงกับไหล่ของบิดา 'เหนื่อยเป็บ้า...พลังิญญาหมดเกลี้ยงเลย'หลี่ฮ่าวและหลี่ิวิ่งตามเสียงะโมาถึงกับยืนอึ้งเมื่อเห็นงูั์ที่นอนแน่นิ่งไป
"ท่านพ่อ! น้องเล็ก!"
หลี่เฉิงมองงูพิษที่ไร้การตอบโต้ ก่อนจะมองไปที่ก้อนหินเล็กๆ ที่ตกอยู่ใกล้ๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าบุตรสาวคนนี้มีบางอย่างที่ 'พิเศษ' เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ แต่ในฐานะพ่อ ความกตัญญูของนางนั้นมีมากกว่าความสงสัย
"กลับบ้านกันเถอะ...วันนี้เราได้โชคใหญ่ตามที่อันอันว่าไว้จริงๆ"หลี่เฉิงพูดพลางมองไปที่โสมรูปคนและลูกกวางที่หลุดจากกับดักชาวบ้านและเขาจับมันมาได้ และอีกอย่างก็นึกถึงชีวิตของตัวเองที่รอดมาได้อย่างวุดหวิดจากงูจงอางั์ตัวนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าวันนี้โชคดีจริงๆ
สายลมยามเย็นพัดผ่านยอดสนบนขุนเขาเทียนซาน ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายท่วงทำนองที่ขับขลานปลอบประโลมจิติญญาอันเหนื่อยล้า หมอกหนาในยามเช้าจางหายไปนานแล้ว ถูกแทนที่ด้วยไอแดดอุ่นๆ ที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มทองเข้มข้น
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ กระทบลงบนผิวทางเดินที่เป็ดินลูกรังและโขดหิน เกิดเป็เงาทอดยาวที่ไหวระริกตามการเคลื่อนไหวของคนทั้งสี่
บนแผ่นหลังกว้างและมั่นคงของ หลี่เฉิง ความร้อนจากร่างกายและจังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ ทำหน้าที่ดั่งเปลไกวชั้นเลิศ หลี่อันอัน ในร่างเด็กน้อยขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ นางตื่นขึ้นจากอาการหลับลึกที่เกิดจากการใช้พลังิญญาจนหมดขีดจำกัด
สิ่งแรกที่นางััได้คือกลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นไอเกลือและกลิ่นป่าไม้จากเสื้อผ้าของบิดา มันไม่ใช่กลิ่นที่สะอาดสะอ้านเหมือนน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลสนามที่นางคุ้นเคย แต่มันคือกลิ่นของ "ความปลอดภัย" ที่นางไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิตที่แล้ว
อันอันค่อยๆ เอียงใบหน้าเล็กๆ ของนางออกไปมองบรรยากาศเบื้องหน้า ภาพที่เห็นทำให้นางถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ
เส้นทางเดินกลับหมู่บ้านเฮอซานในยามนี้เลียบไปตามริมหน้าผาและลำธารสายใหญ่ที่ไหลลงจากเขา น้ำในลำธารที่เคยใสกระจางบัดนี้กลับกลายเป็ผืนผ้าไหมสีทองอร่าม แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าสะท้อนกับผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว เกิดเป็แสงระยิบระยับราวกับมีคนโปรยเศษทองคำลงไปในสายน้ำ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ กระทบโขดหินดัง ซ่า... ซ่า... สอดประสานกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มส่งเสียงขับขานรับยามใกล้ค่ำ
"ตื่นแล้วหรืออันอัน?" เสียงทุ้มต่ำของหลี่เฉิงเอ่ยขึ้นเบาๆ เขารู้สึกถึงการขยับตัวของลูกสาวบนแผ่นหลัง "อีกอึดใจเดียวก็ถึงหมู่บ้านแล้ว เ้าหิวหรือไม่?"
"ยังไม่หิวเ้าค่ะท่านพ่อ..." อันอันกระซิบตอบ เสียงของนางยังคงแหบพร่าเล็กน้อย แต่นางกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด นางหันไปมองทางด้านหลัง เห็นพี่ชายทั้งสองเดินตามมาไม่ห่าง
หลี่ฮ่าว พี่ชายใหญ่ เดินนำเพียงไม่กี่ก้าว เขาแบกตะกร้าที่บรรจุโสมคนล้ำค่าเอาไว้ ท่าทางของเขาดูระแวดระวังทุกฝีก้าว ดวงตาคอยกวาดมองไปรอบๆ ราวกับพรานป่าผู้ช่ำชอง มือหนึ่งกระชับสายตะกร้าแน่น อีกมือหนึ่งคอยจับกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาเพื่อเปิดทางให้กับน้องชาย
ส่วน หลี่ิ เดินรั้งท้ายสุด บนบ่าของเขามีกวางป่าตัวน้อย แม้จะเหนื่อยจนเหงื่อโซมกาย แต่ใบหน้าของเด็กชายกลับประดับด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เขายืดอกขึ้นเล็กน้อยทุกครั้งที่ก้าวเดิน ราวกับ้าประกาศให้โลกประจักษ์ว่าเขาก็เป็ส่วนหนึ่งของ "ผู้ล่า" ในวันนี้
แสงสีทองจากฟ้าดินอาบไล้ร่างของพี่ชายทั้งสองจนดูเหมือนรูปปั้นทองคำที่เคลื่อนไหวได้ เส้นผมที่ยุ่งเหยิงและคราบดินบนใบหน้าไม่ได้ทำให้ภาพตรงหน้าดูแย่ลงเลย ในสายตาของอดีตแพทย์ทหารผู้โดดเดี่ยว นี่คือภาพวาดที่งดงามและล้ำค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ที่นางเคย
'ในโลกก่อน... ฉันมีเพียงอาวุธ เม็ดยา และเสียงะเิ' อันอันคิดพลางกระชับวงแขนเล็กๆ กอดคอบิดาไว้แน่นขึ้น 'แต่ในโลกนี้... ฉันมีแผ่นหลังที่อบอุ่น มีพี่ชายที่คอยระวังหลังให้ และมีชีวิตที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่จริงๆ'
"พี่ใหญ่โสมนั่นมันจะไม่หายไปใช่ไหมขอรับ?" หลี่ิถามขึ้นเบาๆ เสียงของเขาสั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นที่ยังไม่จางหาย
หลี่ฮ่าวหันไปมองน้องชายพลางอมยิ้ม "มันนอนนิ่งอยู่ในห่อผ้าก้นตะกร้าข้านี่แหละิเอ๋อร์ เ้าถามคำถามนี้เป็ครั้งที่สิบแล้วนะ"
"ก็ข้ากลัวมันหายนี่นา มันเหมือนฝันไปเลย... ถ้าเราขายมันได้ เราจะมีเงินซื้อข้าวสาร ซื้อเนื้อ แล้วก็ซื้อยาดีๆ ให้ท่านพ่อกับอันอัน" หลี่ิพูดพลางทำตาเป็ประกาย "บางทีข้าอาจจะได้เรียนหนังสือเหมือนพวกลูกบ้านใหญ่ด้วย!"
หลี่เฉิงที่เดินนำหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ "เ้าลูกคนนี้ คิดไปไกลเชียวนา แต่โสมนั่นอันอันเป็คนพบ พ่อจะให้อันอันเป็คนตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมัน"
อันอันที่ฟังอยู่เงียบๆ พลันขยับยิ้ม นางมองเห็นออร่าของบิดาที่เริ่มเปลี่ยนจากสีเทาหมองคล้ำเป็สีขาวสะอาดขึ้นเรื่อยๆ แม้พิษจะยังไม่หมดไป แต่จิตใจที่เบิกบานกำลังส่งผลบวกต่อระบบภูมิคุ้มกันของเขาอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านพ่อเ้าคะ..." อันอันเอ่ยขึ้น "เงินที่ได้จากโสม เราต้องแบ่งเป็สามส่วน ส่วนแรกคือซื้อที่ดินและซ่อมแซมเรือน ส่วนที่สองคือยารักษาท่านพ่อ และส่วนที่สาม... คือเงินทุนสำหรับทำการค้าขายเล็กๆ ของเราเ้าค่ะ"
"ค้าขายหรือ?" หลี่ฮ่าวขมวดคิ้ว "อันอัน เ้าเป็เด็กตัวแค่นี้ คิดเื่ทำการค้าขายแล้วหรือ?"
"พี่ใหญ่เ้าคะ ท่านเทพบอกว่า... การมีเงินก้อนใหญ่นั้นอันตรายหากเราไม่มี 'บ่อเกิด' ของเงินที่ยั่งยืน โสมต้นเดียวอาจทำให้เราสบายไปพักหนึ่ง แต่ถ้าคนอื่นรู้ พวกเขาจะรุมทึ้งเราเหมือนฝูงหมาป่า แต่ถ้าเรามีธุรกิจที่ดูเหมือนทำงานแลกเงินทั่วไป คนก็จะเลิกสงสัยเ้าค่ะ"
คำพูดที่ดูเป็ผู้ใหญ่และแฝงไปด้วยหลักการ ทำให้ หลี่เฉิงต้องหยุดเดินชั่วคราว เขาหันกลับมามองลูกสาวบนหลังด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
"อันอัน... บางครั้งพ่อก็สงสัยว่าลูกสาวของพ่อคนเดิมหายไปไหน เหตุใดลูกจึงพูดจาราวกับคนที่ผ่านโลกมามากมายนัก"
อันอันชะงักไปเล็กน้อย หัวใจของนางกระตุกวูบ แต่นางก็รีบปรับสีหน้าให้ดูไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางเอียงคอเล็กน้อยแล้วตอบเสียงใส "ท่านพ่อเ้าคะ... ตอนที่อันอันหลับไปในความมืด อันอันเห็นท่านปู่ทวดที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านพาอันอันไปเดินเที่ยวใน 'ตำหนักเมฆา' ท่านสอนหลายอย่างให้อันอันเพื่อมาช่วยท่านพ่อและพี่ๆ ... ท่านพ่อไม่เชื่ออันอันหรือเ้าคะ?"
นางใช้วิชา "อ้อนระดับหน่วยรบพิเศษ" ทำตาปริบๆ จนหลี่เฉิงต้องใจอ่อนยวบ
"เชื่อ... พ่อเชื่อเ้า ลูกรัก ไม่ว่าเ้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร เ้าก็คือลูกสาวตัวน้อยของพ่อเสมอ" เขาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะออกเดินต่อ
เมื่อทางเดินเริ่มลาดต่ำลงและเข้าใกล้เขตหมู่บ้าน อากาศยามเย็นเริ่มชื้นขึ้น กลิ่นของควันไฟจากฟืนที่ชาวบ้านเริ่มจุดเพื่อหุงหาอาหารค่ำโชยมาตามลม ผสมกับกลิ่นดอกพุดป่าที่บานสะพรั่งริมทาง
"พักดื่มน้ำกันก่อนเถิด" หลี่เฉิงกล่าวพลางวางอันอันลงบนโขดหินแบนๆริมน้ำ ขณะที่หลี่ิรีบวางกวางป่าลงแล้ววักน้ำขึ้นมาล้างหน้าด้วยความสดชื่น "อา...น้ำนี่เย็นสบายจริงๆ!"
อันอันมองดูพี่ชายทั้งสองที่เล่นหัวกันอยู่ริมน้ำ แสงอาทิตย์ที่เหลือเพียงเสี้ยวสุดท้ายฉาบทุกอย่างให้เป็สีม่วงอมส้ม นางหันไปเห็นหลี่ฮ่าวที่แอบเปิดตะกร้าเช็กโสมอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง นางจึงเดินเข้าไปใกล้เขา
"พี่ใหญ่..." นางเรียกเบาๆ
"ว่าอย่างไรอันอัน?"
"พี่ใหญ่เก่งมากเ้าค่ะวันนี้ ทั้งที่เหนื่อยและกลัว แต่ท่านก็ไม่ทิ้งตะกร้านี้เลย ท่านเป็พี่ใหญ่ที่พึ่งพาได้ที่สุด"
คำชมที่เรียบง่ายแต่จริงใจทำให้เด็กชายวัยสิบปีถึงกับหน้าแดง เขาเกาท้ายทอยตัวเองแก้เขิน "ข้าเป็พี่ชายนี่นา ถ้าข้าไม่ปกป้องพวกเ้า แล้วใครจะทำล่ะ"
