“ผู้หญิงคนนั้น เขาตามตัวลูกสาวโยมตลอดเวลา ดูท่าแล้วจะเอาไปจริงๆ” เสียงแหบแห้งของพระป่ารูปหนึ่ง ที่วารีนับถือ บอกออกมาอย่างหนักใจ หลังจากพยายามหลับตาทำสมาธิเพื่อดูชะตาให้กับอินทิรา เป็พระสูงอายุอาศัยอยู่ในวัดร้างจังหวัดราชบุรีท่านเคยเตือนวารีถึงเื่นี้มาก่อนจะเกิดเื่ขึ้น
“ตอนนี้ยัยกลิ่นเริ่มฝันถึงผู้หญิงนางรำที่ชื่อกลิ่นจันทร์นี้แล้ว อิฉันก็ไม่กล้าจะพูดกับลูก กลัวว่าจะเสียขวัญกันไปใหญ่” วารีพนมมือไหว้ในขณะที่พูดกับพระสงฆ์ ด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างมาก
“มันเป็กรรมที่เขาทำกันมา ิญญานี้มีอำนาจมากกว่าิญญาดวงอื่น เพราะถูกคนบูชาอยู่เสมอ อีกทั้งอำนาจจากโมหะก็ทำให้ิญญาดวงนี้ยิ่งแข็งแกร่ง” พระป่าพูดในอาการสงบไม่ตื่นตูม เฉกเช่นมารดาของอินทิรา ที่ยิ่งฟังยิ่งเกิดอาการร้อนรุ่มอยู่ในอกด้วยห่วงชีวิตของบุตรสาว
“หมายความว่าไม่มีทางช่วยชีวิตลูกสาวอิฉันได้หรือคะ”
“ไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียทีเดียว ิญญาดวงนี้ที่ตามติด ้าชีวิตลูกสาวของโยมเพราะลูกสาวโยมกำลังไปขัดขวางทางรักของเขา เขาตามหวงแหนผู้ชายคนนั้น ครั้นเมื่อเจอกับลูกสาวโยมเข้า เดิมทีแค้นอยู่แล้วยิ่งเห็นลูกสาวโยมเข้าใกล้คนรักที่เขาหวงแหนก็ยิ่งไม่พอใจไปกันใหญ่”
“ยัยกลิ่นมีความรักหรือเ้าคะ ดูท่าจะไม่จริงเพราะยัยกลิ่นยังไม่มีแฟนเลย จะไปขัดขวางทางรักของใครได้”
“ไม่มีวันนี้ วันหน้าก็ต้องมี เพราะลูกสาวโยมเจอเนื้อคู่แล้ว หากแต่คู่ของลูกสาวโยมนั้น ิญญาดวงนี้เขาหวงไม่อยากให้ใครได้อยู่ใกล้” พระวัดป่าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นสบายรื่นหู พร้อมกับมีลมพัดอ่อนๆ โชยมาเป็ระยะ ช่วยทำให้คนร้อนรุ่มสงบลงมาบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นอิฉันจะไปบอกให้ยัยกลิ่นเลิกยุ่งกับผู้ชายของผีตนนี้ดีไหมเ้าคะ” สิ้นคำของวารี พระวัดป่าก็แย้มยิ้มเล็กน้อยให้กับความไม่รู้ของมนุษย์
“เราห้ามกรรมไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเสีย พวกเขาทั้งหมดจะต้องมาเจอกัน”
“แล้วอย่างนี้ลูกสาวของอิฉันจะเป็อย่างไรเ้าคะ” วารีพนมมือไหว้พลางเริ่มมีน้ำตาคลอขึ้นมา
“โยมหมั่นทำบุญแบ่งส่วนกุศลให้ลูกสาวโยม ให้มากที่สุด บุญส่วนนี้จะช่วยให้ิญญาดวงนั้นทำร้ายลูกสาวโยมไม่ได้” หลวงพ่อวัดป่าพูดจบ จึงกำสายสิญจน์สีน้ำตาลอ่อนหย่อนใส่ลงมือหญิงชรา
“ถ้าอาการลูกสาวของโยมหนักขึ้น ให้ผูกสายสิญจน์เส้นนี้ไว้ติดตัว ิญญาจะทำอะไรไม่ได้” พระวัดป่านั่งมองความทุกข์ของหญิงชราด้วยแววตาแห่งเมตตา
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ” หญิงชรารับแล้วนำมาเก็บไว้ในกระเป๋าก่อนจะก้มกราบลาหลวงพ่อ
อินทิราตื่นมาในตอนเช้าพบว่าตัวเองพอมีแรงอยู่บ้าง อาการไม่ได้หนักหนาอะไร จึงหันไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เสียงก๊อกแก๊กในห้องนอนสีหวานทำให้คะนิ้งงัวเงียลืมตาดู พบว่าเพื่อนสาวกำลังเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าใบเล็ก
“จะกลับแล้วหรืออิงค์” เสียงทักของคะนิ้งทำให้อินทิราหันไปยิ้มเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
“เดี๋ยวฉันให้คุณไผ่ไปส่งนะ ไม่ต้องเรียกแท๊กซี่” คะนิ้งขยี้ตาแล้วดันตัวขึ้นมานั่งงัวเงียพร้อมกับหาวหนึ่งฟอด ลูกคุณหนูอย่างเธอปกติแล้วจะตื่นสายโด่งคล้อยบ่ายไปแล้วเท่านั้น
“ไม่เป็ไรหรอก อย่ารบกวนใครเลย ฉันกลับเองได้สบายมาก” อินทิราปล่อยมือจากกระเป๋า แล้วเดินมานั่งข้างเพื่อนสนิท
“ดูหน้าเธอสิไม่พร้อมตื่นเอาเสียเลย ดูตลกจะตายไป นอนต่อเถอะนะ” ดวงหน้าหมวยส่งยิ้มให้เพื่อนสนิท
“ไม่ได้หรอก เมื่อคืนเธอเกือบตายที่บ้านฉัน แค่นั้นฉันก็ใจหายจะแย่อยู่แล้ว”
“ขอบใจมากนะคะนิ้ง แต่ไม่เป็ไรจริงๆ ฉันไม่อยากให้คุณไผ่ต้องมีงานเพิ่มเพราะฉัน พรุ่งนี้ไว้เจอกันที่มหาลัยนะ” อินทิราตบที่ไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าแล้วออกจากห้องไป
“เดี๋ยวสิอิงค์” คะนิ้งะโห้ามเพื่อนหากแต่ช้าเกินไป ร่างเล็กปิดประตูแล้วเร่งเดินออกโดยไม่สนใจคำค้านของคนที่นอนอยู่บนเตียง คะนิ้งส่ายศีรษะไปมาก่อนขยับตัวหันไปหยิบมือถือโทรหาคเชนทร์
