รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินกู๋หยู่ค่อนข้างกระอักกระอ่วน นางมองไปที่ฉือหางอย่างสงสัย "พี่ฉือหาง เ้าเป็อะไรไป?"
ฉือหางไม่พูดและยังคงขับเกวียนลาต่อไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หลินกู๋หยู่คว้าแขนของฉือหางด้วยใบหน้าที่จริงจัง "ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดกันตรงๆ"
หากเป็เื่อื่น แน่นอนว่าเขาสามารถพูดได้โดยไม่ต้องใช้ความระมัดระวังแม้แต่น้อย เพียงแต่เื่นั้น จะให้เขาพูดอย่างไร?
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ใบหน้าของฉือหางก็ไม่น่ามอง เขาก็ยังคงเลือกที่จะเงียบ
เมื่อเห็นท่าทีของฉือหางเช่นนี้ หลินกู๋หยู่ก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้น ไม่พูดอะไร ฉือหางก้มหน้าลงขับเกวียนลาอย่างช้าๆ
เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน หลินกู๋หยู่ก็ลงจากเกวียนก่อน เดินเข้าไปข้างในโดยปราศจากการสนทนากับฉือหาง
ฉือหางยืนอยู่คนเดียวตรงที่เดิมอย่างว่างเปล่า ถือเชือกลากเกวียนลาไว้ในมือ
เมื่อเขากลับถึงบ้าน หลินกู๋หยู่เห็นโต้ซานั่งเล่นอยู่บนเตียงเล็ก
“ท่านแม่” โต้ซาคลี่ยิ้มและเลื่อนตัวไหลลงจากเตียงเล็ก สวมรองเท้าแล้ววิ่งไปกอดต้นขาของหลินกู๋หยู่
หลินกู๋หยู่ยิ้มและโอบอุ้มโต้ซา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม "วันนี้ท่านอาจารย์สอนอะไรบ้าง?"
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด โต้ซายิ้มและเริ่มเปล่งเสียงสิ่งที่ท่องเรียนมา
เสียงที่นุ่มนวลและไพเราะนั้นทำให้คนฟังรู้สึกชื่นใจนัก หลินกู๋หยู่ก็รู้สึกสบายใจเล็กน้อยในที่สุด
ทันทีที่ฉือหางเข้ามาจากข้างนอก หลินกู๋หยู่เห็นแล้วก็แค่กลอกตาให้ฉือหาง ไม่พูดจา
ร่างกายของฉือหางแข็งเกร็งเล็กน้อย เขาเข้าไปด้านใน หยิบเสื้อผ้าที่สกปรกออกมาเตรียมที่จะซัก
หลินกู๋หยู่ทำอาหารต่อ เมื่ออาหารได้เตรียมพร้อมแล้ว นางก็ตักน้ำแกงใส่ลงชามสองชาม ไม่ได้เตรียมน้ำแกงไว้สำหรับฉือหาง จากนั้นเรียกโต้ซาไปล้างมือแล้วมาทานอาหาร
หลินกู๋หยู่และโต้ซานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร เฝ้าดูฉือหางที่ยังคงซักผ้าอยู่
หลังจากหลินกู๋หยู่ทานอาหารกับโต้ซาเสร็จ ฉือหางซักเสื้อผ้าและตากเรียบร้อยแล้ว
ฉือหางนั่งด้านข้าง เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินกู๋หยู่เงียบๆ
หลังจากที่หลินกู๋หยู่ล้างจานของตนเองและส่วนของโต้ซาเสร็จแล้วก็เห็นฉือหางยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่คิดจะตักน้ำแกงเพื่อทาน
หลินกู๋หยู่วางชามและตะเกียบแล้วมองฉือหาง พร้อมเอ่ยอย่างโกรธๆ "เ้าไม่รู้วิธีกินอาหารด้วยตัวเองหรือ?"
หลินกู๋หยู่ช่วยโต้ซาเก็บข้าวของ รอให้โต้ซาเข้านอนแล้ว นางก็เตรียมตัวเข้านอน
เมื่อนางหันกลับมา นางก็เห็นฉือหางยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าที่ไม่น่าดูอยู่หลายส่วน พูดอย่างเฉยเมยว่า "ทำไมเ้ายังไม่กินข้าวอีก"
“เ้าโกรธหรือ” ฉือหางว่าเสียงต่ำ ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดเสียงเบา “เ้าอย่าโกรธเลย”
หลินกู๋หยู่มองใบหน้าฉือหาง นั่งถัดจากเตียงเล็กของโต้ซาและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า "ไปกินข้าว"
“ข้าไม่หิว” ฉือหางพูดเสียงเรียบขณะมองหลินกู๋หยู่อย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นท่าทางระมัดระวังของฉือหาง หลินกู๋หยู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นางเงยหน้าขึ้นมองฉือหาง "กินข้าวก่อนสิ เรามาคุยกันหลังจากกินข้าวเสร็จ"
ฉือหางลดศีรษะลงคล้ายคนที่ทำอะไรผิดอย่างไรอย่างนั้น "ข้าไม่หิวแล้วจริงๆ"
"ข้าจะไปอาบน้ำ ข้าจะไม่สนใจเ้าแล้ว” หลินกู๋หยู่กล่าวพลาง เดินตรงไปที่ข้างเตาและเริ่มเทน้ำลงในอ่างไม้
ฉือหางรีบรับของในมือของหลินกู๋หยู่และรีบช่วยเติมน้ำ
“เ้าไม่ต้องทำให้ ข้าทำเองได้” หลินกู๋หยู่กล่าว ถือกระบวยตักน้ำไว้ในมือ เติมน้ำทีละน้อยและหยุดลงเมื่อน้ำเต็ม
“เ้ายังโกรธอยู่” ฉือหางเงยหน้าขึ้นมอง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ว่าจะเกลี้ยกล่อมผู้เป็ภรรยาอย่างไร
หลังจากทุกอย่างพร้อมแล้ว หลินกู๋หยู่ก็หยิบผ้าเช็ดตัวและเตรียมที่จะเช็ดตัว
ตอนนี้นางกำลังมีระดู ดังนั้นนางจึงไม่สามารถล้างตัวได้อย่างแน่นอน นางจึงทำได้เพียงแค่เช็ดตัวเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองฉือหางข้างๆ เห็นว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม นางขมวดคิ้ว ผลักฉือหางออกไปและพูดอย่างโกรธๆ "ห้ามมอง"
ตอนนั้นเองที่ฉือหางตระหนักได้ว่าหลินกู๋หยู่โกรธมากจริงๆ
ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเป็เวลามากว่าครึ่งปีแล้ว เขาไม่เคยเห็นหลินกู๋หยู่โกรธมาก่อน
ควรจะอธิบายอย่างไรเพื่อไม่ให้หลินกู๋หยู่โกรธอีกต่อไป?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฉือหางก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น
หลังจากรอให้หลินกู๋หยู่เช็ดตัวให้เสร็จแล้ว ฉือหางมองไปที่หลินกู๋หยู่ที่สวมชุดนอนบางๆ
ยังมีรอยที่คอที่เขาทำไว้เมื่อคืน ที่หน้าอกก็มีเฉดสีต่างกัน
เมื่อเห็นหลินกู๋หยู่เช่นนี้ ฉือหางรู้สึกอึดอัดมากขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้
"กู๋หยู่!” ฉือหางเดินไปหาหลินกู๋หยู่และเรียกด้วยเสียงต่ำ
"ไปอาบน้ำ!” หลินกู๋หยู่ไม่แม้แต่จะมองฉือหาง นางมุดเข้าไปในผ้าห่มพลางพูดอย่างเ็า
เมื่อฉือหางออกมาจากห้องอาบน้ำ เขาเห็นว่าหลินกู๋หยู่ดูเหมือนจะผล็อยหลับไปแล้ว
“กู๋หยู่?” ฉือหางเรียกผู้เป็ภรรยาอย่างระมัดระวัง มองด้านหลังศีรษะของหลินกู๋หยู่อย่างไม่กล้านัก
หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่แม้แต่จะหันศีรษะ พูดด้วยความขัดเคือง "มีอะไรหรือ!"
ร่างกายของฉือหางสั่นอย่างอดไม่ได้
รีบเป่าเทียนอย่างรวดเร็ว ฉือหางปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว
หนังฝ่ามือที่หยาบกร้านเลื่อนไปรอบเอวของหลินกู๋หยู่ ก่อนที่จะตกลงไปที่หน้าท้องของนาง ลูบเบาๆ เขาเอ่ยถามเสียงเบา "ยังเจ็บอยู่ไหม?"
หลินกู๋หยู่จับมือเขาก่อนจะหันไปมอง นางลดเสียงลง "เ้ามีอะไรปิดบังข้า พูดมาสิ!"
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด ฉือหางมองหญิงสาวด้วยความลำบากใจและส่ายศีรษะเบาๆ "ไม่มีอะไร เ้าก็อย่าถามนักเลย"
หลินกู๋หยู่มองไปที่ใบหน้าของฉือหาง เม้มริมฝีปากเล็กน้อยและพูดอย่างโกรธเคือง "ก็ได้ เ้าไม่พูดก็ได้"
"กู๋หยู่~" สายตาคู่นั้นจับจ้องมาที่นางด้วยสีหน้าประหม่า
"ในอนาคตเ้าไม่จำเป็ต้องบอกอะไรกับข้าอีกก็ได้" หลังจากที่หลินกู๋หยู่พูดจบ นางก็หันกลับไป หลังศีรษะที่เ็าเผชิญหน้ากับฉือหางโดยตรง
ฉือหาง้าช่วยหลินกู๋หยู่นวดหน้าท้อง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าหลินกู๋หยู่จะคว้ามือของเขาไว้ ใบหน้าน่าเกลียดราวกับนรก "อย่ามาเอาอกเอาใจทำดีกับข้า มันไม่มีประโยชน์"
ถ้านางเป็คนที่ง่ายต่อการเอาอกเอาใจจากหนุ่มๆ ขนาดนั้น นางคงไม่โสดมาโดยตลอดเช่นนี้หรอก
“เ้าปวดท้องไม่ใช่หรือ?” เสียงของฉือหางเจือเคล้าคลอด้วยความอ้อนวอน เขายังคง้าที่จะวางมือที่หน้าท้อง “ข้าจะช่วยเ้านวดให้”
“ไม่จำเป็” หลินกู๋หยู่มองกลับไปที่ฉือหางและพูดอย่างโกรธๆ “ยี่สิบสองปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ข้าเจ็บ ข้าจะ…”
คำพูดของหลินกู๋หยู่พูดได้ครึ่งประโยค จากนั้นก็หยุดลง
“เ้าเพิ่งจะ” ดวงตาของฉือหางจับจ้องที่หลินกู๋หยู่ เสียงของเขาเบาลงเล็กน้อย “อายุสิบสี่ปีไม่ใช่หรือ?”
นี่ไม่ใช่การมีประจำเดือนครั้งแรกของเ้าหรือ?
เพียงแต่ประโยคนี้ ฉือหางไม่ได้ถามออกมา
เป็ไปได้หรือไม่ว่าเมื่อก่อนหลินกู๋หยู่อายุมากกว่ายี่สิบสองปีแล้ว?
ถ้านางอายุยี่สิบสองปี เช่นนั้นนางเคยแต่งงานแล้วหรือไม่?
หรือว่า
ครั้งหนึ่งนางเคยมีลูกมาก่อนแล้ว
นางเคยมีครอบครัวกับชายอื่นและมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่น
เมื่อเขาตระหนักถึงเื่นี้ ฉือหางก็รู้สึกอึดอัด
หลินกู๋หยู่รีบหันหน้าเข้าไปยังผนังด้านข้าง ตั้งใจฟังเสียงที่อยู่ข้างหลังด้วยความรู้สึกผิด แต่คนที่อยู่ข้างหลังกลับไม่ได้พูดอะไรอีกต่อไป
หลังจากไม่มีเสียงใดๆ ด้านหลัง หลินกู๋หยู่ก็หันศีรษะมามองด้วยความประหวั่น
หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองฉือหาง เห็นว่าเขายังคงนอนนิ่งราวกับว่าเขาไม่ได้หลับ
“พี่ฉือหาง?” หลินกู๋หยู่เอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของฉือหาง เงยหน้าขึ้นอย่างประหม่า กระซิบว่า “พี่โกรธหรือไม่?”
ฉือหางลดศีรษะลงเล็กน้อยและหันศีรษะไปมองที่หลินกู๋หยู่
ในความมืด ดวงตาของเขาสว่างเป็พิเศษ
ดูเหมือนว่าจะถูกปกคลุมด้วยบางสิ่งบางอย่างหนึ่งชั้น
หลินกู๋หยู่มองเห็นไม่ชัดเจนนัก
“เ้าเป็ใคร?” ฉือหางมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างสงบ
หลินกู๋หยู่มองฉือหางด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาของนางฉายแววความไม่สบายใจเล็กน้อย
"ถ้าเ้าไม่อยากพูด ข้าก็จะไม่บังคับเ้า” ฉือหางไม่รอให้หลินกู๋หยู่พูด เขากล่าวต่อว่า "ทุกคนล้วนมีความลับของตัวเอง ไม่ใช่หรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของฉือหาง หลินกู๋หยู่ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจด้วยความโล่งอก
บางทีนางก็ไม่ควรแสดงอำนาจบีบคั้นอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน
หลินกู๋หยู่รู้สึกผิดเล็กน้อย นางขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปจับแขนของฉือหาง "เ้ารับรู้แค่ว่า ข้าจะให้เ้าเป็ผู้ชายคนแรกและคนสุดท้ายก็เพียงพอแล้ว"
ถ้อยคำออเซาะเช่นนี้ หากเป็ในตอนกลางวัน หลินกู๋หยู่จะไม่พูดอย่างแน่นอน น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย "ข้าไม่มีใครนอกจากเ้า"
คำพูดของนางคล้ายค้อนหนักๆ ที่กระแทกเข้าที่หัวใจของเขา ซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์
ดูเหมือนว่าเขาทั้งคนกำลังโบยบินอยู่บนท้องนภา เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าหลินกู๋หยู่จะพูดเช่นนี้
เมื่อฉือหางกลับมามีสติอีกครั้ง เขาเห็นหลินกู๋หยู่นอนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ อย่างว่านอนสอนง่าย
"ขอโทษ"
ขณะที่ฉือหางพูด เขาวางมือบนหน้าท้องของหลินกู๋หยู่นวดเบาๆ สองสามครั้ง แล้วเอ่ยถามว่า "ดีขึ้นหรือไม่?"
"ดีขึ้นมากแล้ว” หลินกู๋หยู่ยื่นมือไปจับแขนของฉือหาง ความรู้สึกไม่สบายใจในใจก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
เมื่อตระหนักรู้ว่าฉือหางมีบางอย่างปิดบังนาง ปฏิกิริยาแรกของหลินกู๋หยู่ก็คือมีความเป็ไปได้ว่าฉือหางอาจจะมีผู้หญิงคนอื่นอยู่ข้างนอก
หัวใจของผู้หญิงทุกคนนั้นอ่อนไหวเสมอ
นางกลัวว่าฉือหางจะอยู่กับผู้หญิงคนอื่น
หากฉือหางทรยศนาง หลินกู๋หยู่ไม่รู้ว่านางจะทำอะไรที่อุกอาจเกินปกติหรือไม่
บางทีในใจของฉือหางอาจมีคนที่สำคัญที่สุดหลายคน
แต่ในใจของหลินกู๋หยู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนางในโลกนี้คือฉือหาง
นางกลัวและทนไม่ได้กับการทรยศของฉือหาง
บางคนดูเหมือนเฉยเมยกับทุกสิ่ง แต่สำหรับคนเช่นนี้ หลังจากตกหลุมรักใครสักคน พวกเขาจะสูญเสียความเป็ตัวเอง
ในโลกสมัยใหม่ นางคิดว่านางจะต้องหาคนที่มีการศึกษาพอๆ กันกับนาง มีรูปร่างหน้าตาที่ดี มีภูมิหลังครอบครัวที่ใสสะอาด ไม่จำเป็ต้องรักนางมาก ตราบเท่าที่คนคนนั้นจำได้ว่ามีเมียอยู่ที่บ้านและไม่ออกไปมั่วด้านนอกบ้านก็เพียงพอแล้ว
เมื่อมาที่นี่ หลินกู๋หยู่เคยรู้สึกว่านางไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้เลยแม้แต่น้อย
ถึงจะเหมาะสมอย่างไรเสียก็ต้องอ่านออกเขียนได้ นอกจากนี้อย่างน้อยก็ต้องมีค่านิยมที่ใกล้เคียงกันในบางเื่
แต่เื่ที่ฝ่ายชายจะต้องมีครอบครัวที่มีฐานะทางสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน มีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับเดียวกันนั้น หลินกู๋หยู่ยอมปล่อยวางต่อเื่นี้โดยสิ้นเชิง
แต่ฉือหางทำให้นางเข้าใจสิ่งหนึ่ง
เมื่อคนคนหนึ่งตกหลุมรักใครสักคน ไม่ว่าเขาจะเป็อย่างไร บางครั้งเขาคนนั้นอาจจะไม่เหมาะกับที่ได้เคยวาดหวังไว้ แต่อย่างไรคนคนนั้นก็ยังคงจะติดตามเขาอย่างโง่เขลาเบาปัญญาเช่นเดิม
"ที่จริงแล้วไม่มีลูกก็ไม่เป็ไร” ฉือหางหยุดจังหวะการพูดชั่วคราว ก่อนที่จะเอ่ยเสริมว่า "ไม่เช่นนั้น เราสองคนจะทำเื่นั้นไม่ได้อย่างแน่นอน"
หลินกู๋หยู่มองฉือหางด้วยความตะลึง