ผู้าุโใหญ่นิกายหมาป่าจรจ้องเขม็งมองจินหลิงเอ๋อร์ราวกับกำลังมองสมบัติหายาก
“คิดจะทำอะไร?” จินหลิงเอ๋อร์ขนลุกซู่
“ฮี่ๆ ท่านเทพหมาป่าชอบกลิ่นของเ้ามาก ท่านเทพหมาป่าบอกว่า ถ้าได้กินเ้า มีความเป็ไปได้สูงที่จะทะลวงขั้นพลังได้!” ผู้าุโใหญ่นิกายหมาป่าจรยิ้ม
“ตะ…ตัวข้าเหม็นจะตาย ข้าไม่ได้อาบน้ำมาหลายเดือนแล้ว เทพหมาป่าของพวกเ้าไม่อยากกินข้าหรอก ปล่อยข้าไปเถอะ” จินหลิงเอ๋อร์อกสั่นขวัญแขวน
“ปล่อยเ้า? ทำไมต้องปล่อยเ้าด้วย ไอ้คนที่คอยเกะกะขวางทางไม่อยู่แล้ว ข้าอยากรู้นักว่าใครจะมาช่วยเ้า” จงเซิงแสยะยิ้ม
“เ้าเด็กนั่นอายุไม่มากแต่เป็ถึงขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า หากท่านเทพหมาป่าไม่ลงมือกว่าข้าจะจัดการเสร็จคงต้องใช้เวลาสักพัก” จงเซิงพูดกับตัวเอง
จินหลิงเอ๋อร์ใมาก คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนจะเป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า แต่ตัวเองดันปากไวไล่เขาไปเสียอย่างนั้น และสุดท้ายก็ถูกนิกายหมาป่าจรจับตัวมา
“พูดจาจองหองเหมือนเ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไรอย่างนั้น” จูชิงยืนพิงเสาวิหารใหญ่พลางกวาดสายตามองจงเซิงอย่างเกียจคร้าน
ม่านตาของจงเซิงหดเล็กเหลือเท่ารูเข็ม “เ้าเข้ามาได้ยังไง ทำไมถึงไม่มีใครรายงาน?”
นิกายหมาป่าจรมีศิษย์เป็พันคน ทุกประตูถูกป้องกันอย่างแ่า แมลงวันตัวเดียวยังบินเข้าไปไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนหนึ่งคน
“เ้าหมายถึงพวกขี้เมาหยำเปนั่นน่ะหรือ ข้าจัดการหมดแล้ว” จูชิงยิ้มเล็กน้อย
ความเร็วของวิชาไร้เงานั้นเหนือชั้นเกินพรรณนา ถึงนิกายหมาป่าจรจะมีศิษย์นับพัน ทว่าจูชิงก็สามารถเข้ามาในนิกายหมาป่าจรได้โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว ส่วนพวกที่ยืนเฝ้าประตูแล้วมิอาจหลบพ้นก็ถูกเขาจัดการในชั่วพริบตา
“ท่านอาจารย์ ช่วยข้าด้วย!” ครั้นจินหลิงเอ๋อร์เห็นจูชิงก็ะโเสียงดัง
“เงียบซะ!” จูชิงถลึงตาใส่จินหลิงเอ๋อร์
“เ้าเป็ใครมาจากที่ไหน นิกายหมาป่าจรมิได้มีความบาดหมางอะไรกับเ้า เ้าอยากเป็ปรปักษ์กับนิกายหมาป่าจรเพราะผู้หญิงคนเดียวงั้นรึ” จงเซิงกล่าว
“จริงอยู่ที่ข้ามิได้มีความบาดหมางกับนิกายหมาป่าจร แต่เ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่รึ นางเรียกข้าว่าอาจารย์ ในเมื่อศิษย์ข้าถูกลักพาตัวมาเช่นนี้ ข้าที่เป็อาจารย์จะนิ่งดูดายได้อย่างไร” จูชิงยิ้ม
“เ้าคิดว่าข้าโง่งั้นรึ นางจะเป็ลูกศิษย์ของเ้าได้อย่างไร อายุเ้ายังน้อยกว่านางอีกกระมัง” ความโกรธสะท้อนผ่านแววตาของจงเซิง เขาเป็ผู้มีอิทธิพลในบริเวณนี้ หากกลับถูกเด็กอายุน้อยเล่นละครตบตาเป็คนโง่เสียอย่างนั้น
“ใครบอกเ้าว่าอาจารย์ต้องอายุมากกว่าลูกศิษย์?” จูชิงชำเลืองมองจงเซิงโดยไม่แยแส
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เห็นท่านอาจารย์อายุยังน้อยแบบนี้ แต่ขั้นพลังสูงกว่าตาแก่อย่างเ้าตั้งเยอะ” จินหลิงเอ๋อร์พูดเสริม
จงเซิงเหยียดยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น ข้าอยากจะรู้ยิ่งนักว่าเ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน!”
จงเซิงแผดเสียงคำรณ ฝ่ามือน่าพรั่นพรึงดุจดั่งกรงเล็บหมาป่า
จอมยุทธ์นิกายหมาป่าจรเรียนรู้การต่อสู้นี้มาจากหมาป่าจึงตั้งชื่อว่า《กรงเล็บเทพหมาป่าคำรณ》แม้ว่าชื่อจะน่าสะพรึงสุดแสน หากแต่เป็เพียงวิชามนุษย์ระดับสูง ทว่าสำหรับนิกายหมาป่าจรแล้วนับว่าเป็ทักษะขั้นสูงที่มีอยู่เพียงน้อยนิด
ครั้นจูชิงเห็นการโจมตีอันแข็งกระด้าง เขาก็ไม่สนใจที่จะต่อสู้กับจงเซิงอีก!
“โกลาหลผกผัน!” เงากระบี่นับไม่ถ้วนประจักษ์ในพริบตา จงเซิงกระอักโลหิตออกมากองใหญ่
นี่ยังถือว่าจูชิงพอจะมีความเมตตาอยู่บ้างเพราะเขาใช้เพียงด้ามกระบี่ ทว่าเนื่องจากพลานุภาพทรงพลังมากเกินไปทำให้จงเซิงกระอักเืออกมา
จงเซิงไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง จินหลิงเอ๋อร์เองก็เช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ กระทั่งผู้าุโใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายหมาป่าจรยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
“บรู้ววว!” ทันใดนั้นจงเซิงหอนเสียงยาวคล้ายกำลังเรียกอะไรบางอย่าง
แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ จากส่วนลึกของนิกายหมาป่าจร!
“ท่านเทพหมาป่า ท่านเทพหมาป่าจะทอดทิ้งนิกายหมาป่าจรอย่างนั้นรึ?” จงเซิงหน้าเขียวคล้ำ แม้แต่เทพหมาป่าที่พวกเขาเทิดทูนบูชายังทอดทิ้งนิกายหมาป่าจร หรือว่านิกายหมาป่าจรจะจบสิ้นแล้ว?
“หอนอะไรของเ้า เทพหมาป่าอะไรที่พวกเ้าว่าอยู่ข้างนอกไม่ใช่รึ?” จูชิงชี้ไปที่หมาป่าตัวใหญ่ที่ถูกสุนัขโลกันตร์สามหัวสยบ
หมาป่าั์มิอาจต้านทานได้เลย มันถูกสุนัขโลกันตร์สามหัวบดขยี้ไม่เป็ชิ้นดี
มันเป็หมาป่าที่มีพร์ ทั้งเป็เื่น่าอัศจรรย์เป็อย่างมากที่มันสามารถฝึกฝนถึงขั้นหลอมลมปราณได้ แต่สุนัขโลกันตร์สามหัวเป็สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็สายเืหรือว่าเผ่าพันธุ์ล้วนเหนือชั้นกว่าหมาป่าั์ทั้งสิ้น!
“เ้าเป็ใครกันแน่?” จงเซิงสะดุ้งตัวโหยง
“ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมพวกเ้าถึงอยากได้แม่นางน้อยนี่นัก” จูชิงยิ้ม
“เฮ้ๆ แม่นางน้อยอะไรของเ้า ข้าอายุมากกว่าเ้าอีกนะ” จินหลิงเอ๋อร์ฉุนเฉียว
“ถ้าเ้ายังพูดมากอีกข้าจะโยนเ้าให้หมาป่านั่นกินซะ!” จูชิงเหลือบมองจินหลิงเอ๋อร์ จินหลิงเอ๋อร์ได้แต่โมโหหุนหันอย่างไม่พอใจ
“พะ…เพราะท่านเทพหมาป่า ท่านเทพหมาป่า้าตัวนาง!” จงเซิงพูดเสียงสั่น
“เก้าหาง ลองถามเ้าหมาป่านั่นสิ เหตุใดมันถึงอยากกินจินหลิงเอ๋อร์!” จูชิงกล่าว
อสูรกลืนิญญาพยักหน้า หลังจากสื่อสารผ่านทางจิติญญา อสูรกลืนิญญาก็ส่งต่อข้อมูลที่ได้รับให้กับจูชิง
“ข้านึกอยู่แล้ว เ้าตัวคนเดียวจะฝึกฝนเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าได้อย่างไร ที่แท้ก็เพราะกลืนโอสถล้างไขกระดูกเข้าไปนี่เอง” จูชิงกวาดสายตามองจินหลิงเอ๋อร์
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหมาป่าั์ถึงอยากกินจินหลิงเอ๋อร์นัก หลังจากที่กลืนโอสถล้างไขกระดูก ฤทธิ์ยาจะผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับเืเนื้อ ถ้ากินจินหลิงเอ๋อร์ ฤทธิ์ยาของโอสถล้างไขกระดูกก็จะถูกถ่ายโอนไปที่มัน มีความเป็ไปได้ที่หมาป่าั์จะทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นสั่งสม
สมัยดึกดำบรรพ์สำนักสุญญาร่ำรวยและมีอำนาจมาก ถึงสิ่งสืบทอดจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็มีสมบัติล้ำค่าเช่นโอสถล้างไขกระดูก
เมื่อมองหมาป่าั์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นท่าทางเชื่อฟังยิ่งกว่าลูกสุนัข จูชิงพลันถอนหายใจเล็กน้อย ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่หมาป่าธรรมดาตัวหนึ่งจะฝึกฝนมาถึงจุดนี้ เขาไม่ได้คิดจะฆ่ามัน ทั้งยังผสานลมปราณัเล็กน้อยเข้าไปในกายมัน สุดท้ายแล้วจะได้ประโยชน์จากลมปราณัหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมันแล้ว
จินหลิงเอ๋อร์เป็อิสระแล้ว แต่นางไม่แม้แต่จะขอบคุณจูชิง พอหอบข้าวหอบของเสร็จก็ใช้วิชามุดดินแล้วไปจากที่นี่
จูชิงตามจินหลิงเอ๋อร์ไป ทันใดนั้นนางก็หยุดอยู่ที่บ้านสภาพทรุดโทรมหลังหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงเด็กร้องดังลั่นด้วยความดีใจ
“นางเก็บเด็กกำพร้ามาเลี้ยงมากมายขนาดนี้เชียว?” จูชิงมองจินหลิงเอ๋อร์แจกจ่ายอาหารให้กับเด็กแต่ละคน รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจินหลิงเอ๋อร์ที่เป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าถึงมีชีวิตที่ยากลำบากเฉกเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ง่ายที่คนๆ เดียวจะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าเกือบร้อยคน
“ไม่คิดเลยว่าเ้าจะเก็บเด็กมาเลี้ยง” จูชิงพูด
“พวกเขาไม่ใช่เด็กที่ข้าเก็บมาเลี้ยง แต่เป็พี่น้องของข้า!” จินหลิงเอ๋อร์กล่าว
เดิมทีจินหลิงเอ๋อร์ก็เป็หนึ่งในเด็กเหล่านี้ ทว่านางโชคดีได้รับมรดกสืบทอดสำนักสุญญามาทำให้กลายเป็จอมยุทธ์ หลังจากนั้นนางก็รู้สึกว่านางมีหน้าที่ที่ต้องดูแลเด็กๆ เหล่านี้
“เ้าเป็หัวขโมยก็เพื่อหาเลี้ยงพวกเขางั้นรึ?” จูชิงตะลึงงัน
“หัวขโมยอะไรล่ะ ข้าแค่เอาเงินจากคนรวยมาช่วยคนจนต่างหาก!” จินหลิงเอ๋อร์ฮึดฮัด
“สุดท้ายก็เป็หัวขโมยอยู่ดี!” จูชิงกลอกตา
“เด็กบ้า หยุดกวนประสาทข้า!” จินหลิงเอ๋อร์แยกเขี้ยวใส่จูชิง
“เด็กบ้า? แล้วก่อนหน้านี้ใครเรียกข้าว่าอาจารย์?” จูชิงยิ้มเยาะ
“พี่หลิงเอ๋อร์ นั่นพี่เขยหรือ?” เด็กน้อยกำลังแทะน่องไก่ มองพวกเขาทั้งสองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อย่างเขาน่ะหรือ? ฝันไปเถอะ”
“อย่างนางน่ะหรือ? ฝันไปเถอะ”
จูชิงกับจินหลิงเอ๋อร์พูดพร้อมกัน!
ได้ยินจูชิงพูดดังนั้นจินหลิงเอ๋อร์ก็โกรธมาก “อย่างข้า? อย่างข้ามันทำไม!”
“เ้าไม่ลองส่องกระจกดูล่ะ สภาพแบบเ้า ให้ฟรีข้าก็ไม่เอา” จูชิงแค่นเสียง
จินหลิงเอ๋อร์กระทืบเท้า โยนอาหารทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน
“ปัง!” ประตูปิดกระแทกอย่างแรงจนกรอบประตูสั่น
“โกรธขนาดนั้นเชียว?” จูชิงเกาหัว เขาไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามประตูก็เปิดออก!
จูชิงหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นม่านตาก็หดเล็กเท่ากับรูเข็ม น่องไก่ที่กัดลงไปติดอยู่ในลำคอ!
“แค่กๆๆ!” จูชิงไอเสียงดัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเ็ป ต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะกลืนมันลงคอไปได้
“เ้า...!” จินหลิงเอ๋อร์เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พอเห็นท่าทางแปลกๆ ของจูชิงก็โกรธมากกว่าเดิม!
จูชิงมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ “เ้าเป็น้องสาวของจินหลิงเอ๋อร์งั้นรึ?”
“ไปตายซะ!” จินหลิงเอ๋อร์เหวี่ยงขาเตะ
จูชิงหลบทัน “ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเ้าสวยขนาดนี้!”
“สวยจริงรึ?” จินหลิงเอ๋อร์หน้าแดงระเรื่อ
“อื้ม แต่ข้าว่าชุดขอทานเหมาะกับเ้ามากกว่า พอมาใส่กระโปรงแล้วข้ารู้สึกประหลาด” จูชิงพูดอย่างตรงไปตรงมา
จินหลิงเอ๋อร์อารมณ์ดีได้ไม่เท่าไหร่ก็หน้าบูดบึ้ง นางกระแทกก้นนั่งลงบนพื้น กัดน่องไก่คำใหญ่
จูชิงหัวเราะ “ต้องแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับเ้า มาสิ ข้ามีเนื้อสัตว์อสูรอยู่ ข้าจะแบ่งให้”
