บทที่ 3: เงินเก็บทั้งปี
หลังจากพยุงร่างที่สั่นเทาเข้าไปพักในห้อง หลินซินอวี่ในร่างเพ่ยหลิงก็นอนนิ่ง สดับฟังเสียงหอบหายใจที่แห้งผากของตัวเอง เธอรู้ดีว่าหาก้าจะชนะาชีวิตครั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ‘ซ่อมแซมอาวุธ’ ซึ่งก็คือร่างกายที่ผุพังนี้เสียก่อน
ในยุคที่หยูกยาหายากและแพงลิบลิ่ว พลังจากธรรมชาติคือคำตอบที่ดีที่สุด เพ่ยหลิงฝืนลุกขึ้นอีกครั้งในยามสาย เธอหยิบตะกร้าไม้ไผ่เก่า ๆ เดินกะเผลกไปที่ชายป่าหลังบ้านดิน ที่นั่นมีลำธารสายเล็กไหลผ่าน ทักษะการเอาตัวรอดจากการเดินป่าที่เป็งานอดิเรกในโลกก่อน บวกกับความทรงจำของเพ่ยหลิงคนเดิม ทำให้เธอมองเห็น ‘คลังสมบัติ’ ที่คนอื่นมองข้าม
สายตาคมกริบของเธอมองเห็น ‘เห็ดหูหนูป่า’ ที่เกาะอยู่ตามขอนไม้ผุ และ ‘รากบัวหลวง’ ที่จมอยู่ในโคลนริมน้ำ ของพวกนี้คือแหล่งโปรตีนและวิตามินชั้นยอดที่จะช่วยฟื้นฟูกำลัง เธอยังโชคดีที่พบ ‘ไข่เป็ดป่า’ สองฟองที่ซุกอยู่ในกอหญ้า มือเล็ก ๆ สั่นระริกขณะหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
‘โปรตีน... นี่คือสิ่งที่ร่างกายนี้โหยหาที่สุด’
เธอกลับเข้าบ้าน นำของที่หาได้มาปรุงเป็ซุปใส ๆ รสชาติเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า กลิ่นหอมจาง ๆ ของซุปทำให้หลี่เม่ยผู้เป็แม่และอาิน้องชายตัวน้อยถึงกับลอบกลืนน้ำลาย เพ่ยหลิงแบ่งซุปให้แม่และน้องกินจนอิ่ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากกระเพาะสู่หัวใจเริ่มทำให้เรี่ยวแรงของเธอกลับมาทีละน้อย
เมื่ออิ่มท้อง ความคิดเื่ ‘เงิน’ ก็แล่นเข้าสู่สมองของนักบัญชีสาวทันที
“แม่คะ...” เพ่ยหลิงเอ่ยเสียงเรียบขณะที่แม่กำลังปะชุนเสื้อผ้า “ตอนนี้บ้านเราเหลือเงินเท่าไหร่คะ?”
หลี่เม่ยชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่หัวเตียง เธอรื้อก้อนอิฐก้อนหนึ่งออกมา และหยิบห่อผ้าสีซีดขยุกขยิกที่ซ่อนไว้อย่างดีมาวางบนโต๊ะ เมื่อคลี่ออก เพ่ยหลิงเห็นธนบัตรใบละหนึ่งหยวน ห้าหยวน และเศษเหรียญที่ถูกพับไว้ซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบ
“นี่คือเงินทั้งหมดที่พ่อทิ้งไว้ให้... รวมกับเงินชดเชยที่แม่เก็บหอมรอมริบมาตลอดทั้งปี” น้ำเสียงของแม่สั่นเครือ “ทั้งหมดมีอยู่ 186 หยวน... ลูกรัก นี่คือเงินเอาไว้ให้เ้ากับน้องชายในยามคับขันเท่านั้นนะ”
186 หยวน! เพ่ยหลิงเข้าใจสถานการณ์ทันทีว่าทำไมครอบครัวเธอถึงลำบากนัก ในโลกปี 2025 เงินจำนวนนี้ซื้อกาแฟแบรนด์ดังได้ไม่กี่แก้ว แต่ในปี 1980 ที่ข้าวสารกิโลกรัมละไม่กี่สิบเฟื้อง เงินจำนวนนี้คือ ‘เงินทุนจำนวนไม่น้อย’ สำหรับครอบครัวในชนบท แต่มันก็คือ ‘เดิมพันสุดท้าย’ หากพลาดพลั้งไป ทั้งครอบครัวจะไม่มีที่ยืน
“หนูขอเอาเงินบางส่วนไปลงทุนนะคะแม่ หนูสัญญาว่าหนูจะทำให้เงินก้อนนี้มันงอกเงยขึ้นมา”
หลี่เม่ยมองดวงตาที่แน่วแน่ของลูกสาว ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเจ็บป่วยเหลืออยู่ มีเพียงความทะเยอทะยานที่แม่เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก แม้จะรู้สึกไม่มั่นใจแต่เธอก็ยอมพยักหน้า
วันต่อมา เพ่ยหลิงในชุดผ้าป่านที่ซักจนซีดแต่สะอาดสะอ้าน ออกเดินทางสู่ตลาดในตัวอำเภอด้วยรถโดยสารประจำหมู่บ้าน เมื่อถึงเขตตลาด เสียงจอกแจกจอแจของฝูงชนและกลิ่นอายของการค้าขายก็พุ่งเข้าปะทะประสาทัั ตลาดในยุค 80 คือจุดเปลี่ยนผ่านระหว่างระบบโควตาเก่ากับอิสระใหม่ที่กำลังจะมาถึง
เธอไม่รีบซื้อของ แต่กลับเดินสำรวจทีละแผงอย่างใจเย็น สายตาของนักบัญชีสาวจับจ้องไปที่การแลกเปลี่ยนสินค้า เธอเห็นคนขายผักที่ยืนบ่นเื่ผักเน่าเสีย เห็นคนรอคิวซื้อเนื้อหมูที่ยาวเหยียด และเห็นความ้าที่ ‘ล้น’ แต่สินค้า ‘ขาด’
‘ที่นี่ไม่มีการถนอมอาหารที่เป็ระบบ... และไม่มีใครทำอาหารที่กินง่ายและเก็บได้นานมาวางขาย’
เพ่ยหลิงหยุดลงที่หน้าแผงขายเครื่องเทศ กลิ่นพริกและพริกไทยทำให้เธอเกิดไอเดีย พร์ในการวิเคราะห์ต้นทุนเริ่มทำงานในหัว ‘ถ้าฉันเปลี่ยน 5 หยวนให้กลายเป็สินค้ามูลค่า 20 หยวนได้ ภายในหนึ่งสัปดาห์บ้านอู๋จะไม่ต้องกินแค่ซุปผักป่าอีกต่อไป’
เธอกระชับเงินในกระเป๋าเสื้อให้แน่น แววตาที่มองดูความวุ่นวายของตลาดเปลี่ยนจากผู้สังเกตการณ์เป็ ‘นักล่าทางเศรษฐกิจ’ นี่ไม่ใช่แค่การหาเงินเลี้ยงปากท้อง แต่มันคือการสร้างอำนาจให้ตัวเองและครอบครัวเล็ก ๆ ของเธอ!
ณ ตลาดอำเภอเหอในยุคแปดศูนย์ ผู้คนส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การซื้อขายวัตถุดิบสดใหม่เพื่อนำไปปรุงอาหารมื้อต่อมื้อ แต่สำหรับคนสายตาคมกริบอย่างเพ่ยหลิง เธอเห็น ‘ช่องว่าง’ ขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครสนใจ นั่นคือการแปรรูปสินค้าที่ราคาถูกให้กลายเป็ของมีราคา
สายตาของเธอไปหยุดลงที่ท้ายตลาด ซึ่งมีเกษตรกรนำผักกาดเขียวกองพะเนินมาวางขายในราคาถูกจนน่าใ เพราะมันเริ่มเหี่ยวเฉาและขายไม่ออก
“ลุงคะ ผักกาดพวกนี้ขายยังไงคะ?” “กิโลละสามเฟื้องเท่านั้นแหละแม่หนู เอาไปเถอะ ลุงจะกลับบ้านแล้ว ขายไม่ออกก็ต้องทิ้งให้หมูกิน” ชายชราตอบอย่างแกน ๆ
เพ่ยหลิงยิ้มบาง ๆ เธอรู้ดีว่าผักกาดที่เริ่มสลดแบบนี้แหละ คือวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับการดอง เพราะปริมาณน้ำในผักที่ลดลงจะช่วยให้มันดูดซับน้ำปรุงรสได้ดียิ่งขึ้น เธอตัดสินใจควักเงินซื้อผักกาดมายกเข่ง พร้อมกับซื้อเกลือสมุทร ขิง กระเทียม และพริกแห้งคุณภาพดี รวมแล้วใช้เงินไปไม่ถึง 3 หยวน
เมื่อกลับถึงบ้าน เพ่ยหลิงเริ่มลงมือทันที แม้ร่างกายจะยังไม่แข็งแรงนักและเหนื่อยง่ายจากการเดินทาง แต่ไฟในดวงตาเธอกลับโชติ่ไปด้วยความหวัง
“เพ่ยหลิง ลูกจะทำอะไรกับผักกาดมากมายขนาดนี้? ดองเค็มธรรมดามันขายไม่ค่อยได้ราคาหรอกนะ” หลี่เม่ยมองดูลูกสาวด้วยความสงสัย
“มันไม่ใช่การดองเค็มธรรมดาค่ะแม่ แต่มันคือ ‘ผักกาดดองสามรสสูตรลับ’ ค่ะ”
หลินซินอวี่จำสูตรลับนี้มาจากแม่ของเธอในโลกก่อนได้แม่นยำ เพราะเธอเคยช่วยทำมาั้แ่เด็กและมักจะทำกินเองเสมอ เพ่ยหลิงเริ่มกระบวนการที่คนยุคนั้นมองข้าม เธอไม่ได้แค่โยนผักลงไหกับเกลือ แต่เธอใช้วิธีการแช่น้ำปูนใสเพื่อให้ผักยังคงความ ‘กรอบ’ แม้จะผ่านการดองหลายวัน จากนั้นจึงทำน้ำปรุงที่เคี่ยวจากน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อยผสมกับเกลือและพริกโขลก เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ทั้งเค็มนำ หวานตาม และเผ็ดปลายลิ้น
ความลับสำคัญคือเธอใช้ ‘น้ำซาวข้าว’ ที่กรองจนสะอาดเป็ตัวช่วยในการหมักจุลินทรีย์ธรรมชาติ ทำให้ผักมีกลิ่นหอมสะอาด ไม่เหม็นเปรี้ยวเหมือนผักดองทั่วไป
ตลอดทั้งคืน กลิ่นเครื่องเทศและน้ำปรุงรสอวลไปทั่วบ้านดินหลังเล็ก อาิน้องชายตัวน้อยช่วยพี่สาวล้างผักอย่างแข็งขัน ส่วนแม่ช่วยเรียงผักลงในไหดินเผาใบเก่า เพ่ยหลิงกำชับให้แม่ปิดฝาไหให้มิดชิดและใช้โคลนพอกขอบไหเพื่อป้องกันอากาศเข้า
“อีกสามวันค่ะแม่... เราจะรู้กันว่าเงิน 3 หยวนนี้ จะเปลี่ยนเป็ทองได้จริงไหม”
สามวันผ่านไป... เมื่อเพ่ยหลิงเปิดฝาไหออก กลิ่นหอมเปรี้ยวสดชื่นผสมกับกลิ่นเผ็ดร้อนของเครื่องเทศก็ลอยคลุ้งออกมา จนหลี่เม่ยถึงกับเผลอกลืนน้ำลาย ผักกาดที่เคยเหี่ยวเฉากลายเป็สีเหลืองทองอร่าม เมื่อลองชิมดู ความกรอบสนั่นในปากผสานกับรสชาติที่เข้มข้นทำให้ทุกคนในบ้านถึงกับเบิกตากว้าง
“อร่อย... อร่อยมากเพ่ยหลิง! แม่ไม่เคยกินผักดองที่รสชาติสะอาดและกลมกล่อมแบบนี้มาก่อนเลย!”
เพ่ยหลิงยิ้มอย่างพึงพอใจ เธอไม่ได้มองแค่ความอร่อย แต่มองไปถึงการตลาด เธอสั่งให้อาิไปหาใบตองกล้วยป่ามาทำห่อ เพื่อให้สินค้าดูสะอาดและน่าซื้อมากกว่าการตักใส่ถุงกระดาษเปื่อย ๆ ในใจของนักบัญชีสาวเริ่มคำวณกำไรทันที:
“พรุ่งนี้เราจะไปตลาดกันค่ะแม่” เพ่ยหลิงเอ่ยพลางมองดูไหดินเผาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง “นี่แหละคือก้าวแรกที่จะทำให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่า... อู๋เพ่ยหลิงคนนี้ ไม่ใช่ดินใต้เท้าของใครอีกต่อไป”
ร่างกายที่เคยอ่อนแอเหมือนจะได้รับพลังจากความสำเร็จครั้งแรกนี้ หัวใจของเธอเต้นแรง ไม่ใช่เพราะอาการป่วย แต่เพราะกลิ่นอายของ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ที่เธอกำลังจะคว้ามันมาด้วยมือของเธอเอง!
