ไป๋เจินออกจากตำหนักตงเป่ย มุ่งตรงไปดูลาดเลารอบ ๆ วังหลวง ทั่วทุกประตูวัง มีทหารเฝ้าประจำการอยู่อย่างแ่า ผู้ที่สามารถเข้าออกวังหลวง ส่วนใหญ่เป็ขุนนางผู้มากด้วยฝีมือทุกการเข้าออกถูกตรวจอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีรถขนเสบียงอาหารผ่านเข้าออกรวมอยู่ด้วย ได้รับการตรวจเข้มไม่ต่างกัน หญิงสาวชะเง้อคอมอง แล้วจับจ้องไปยังประตูทางเข้าด้วยความสนใจ
‘ทหารคุ้มกันแ่าเช่นนี้ จะพาพระชายาหนีออกไปได้ยังไงกัน’ ยังไม่ทันสิ้นความคิด สายตาของไป๋เจินเลื่อนไปเห็นเพ่ยเหลียนสาวใช้ประจำตัวของชายารองซูเม่ย ทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ใกล้กับประตูวัง ใบหน้าและลำตัวของนางมีร่องรอยฟกช้ำ ทั้งเก่าและใหม่ปะปนกันไป
‘วันก่อนเจอกัน แผลฟกช้ำยังไม่มากมายเท่านี้’ ไป๋เจินเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจก้าวเท้าเดินไปหา ทว่าเมื่ออีกฝ่ายเห็นนาง จึงรีบเบี่ยงตัวหลบไปในทันที
“เดี๋ยวก่อน!” ไป๋เจินไม่ลดละ ก้าวเดินตามสาวใช้ผู้นั้นไป แล้วเอ่ยเรียก ก่อนเพ่ยเหลียนจะหยุดเดิน
“มีอะไร” นางตอบโดยไม่หันใบหน้าฟกช้ำกลับมา ก่อนไป๋เจินจะเดินเข้าไปใกล้ แล้วหมุนร่างของอีกฝ่ายหันมาเบา ๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใ
“เหตุใดใบหน้าและลำตัวของเ้าจึงเขียวช้ำเช่นนี้?” เพ่ยเหลียนรีบสะบัดมือไป๋เจินออก แล้วก้มหน้าหลบสายตา
“ไม่เกี่ยวอันใดกับเ้า ข้ามีงานต้องทำ ขอตัวก่อน” ท่าทางปกปิดและสายตาเศร้าสร้อยของนาง ทำให้ไป๋เจินได้แต่ยืนอึ้งกับสิ่งที่เห็น ร่องรอยาแของเพ่ยเหลียน นับวันจะยิ่งมากขึ้นทุกที ท่ามกลางสายลมพัดโชยมาปะทะกาย
“มาทำอะไรตรงนี้?” เสียงเข้มของทหารเอ่ยขึ้น ทำให้ไป๋เจินได้สติกลับมาแล้วฝืนยิ้ม
“อ่อ วังหลวงใหญ่โตนัก ข้าเป็นางกำนัลใหม่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานนัก ไม่คุ้นชินเส้นทางในวังหลวงเท่าใด”
“ตรงนี้เป็ประตูวัง เ้าเดินมาผิดทางแล้วล่ะ รีบกลับเข้าไปด้านในเถอะ ตอนนี้ฝนใกล้ตกเต็มทีแล้ว” ไป๋เจินเงยหน้ามองเมฆบนท้องฟ้า แล้วปล่อยยิ้มพลันแสร้งพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ทหารเฝ้าหน้าประตูพยักหน้า ก่อนนางจะรีบเบี่ยงตัวเดินกลับไปทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาเบา ๆ ร่างของเสวี่ยนหนิงเดินตรงไปยังเรือนขององค์ชายสวี่เหวิน นางยืนมองเขาครู่หนึ่งขณะที่อีกฝ่าย กำลังง่วนอยู่กับตำราใต้แสงตะเกียงที่ส่องไสวไปมาเบา ๆ
“จะยืนมองข้าอีกนานเท่าใด” เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นทำให้หญิงสาวได้สติ แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าไปหา ท่าทางและกิริยาของนางล้วนแล้วแต่เหมือนจางหลันหนิง แต่นั่นไม่ได้ทำให้องค์ชายสวี่เหวินหวั่นไหวแม้แต่น้อย
“ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ หากข้าไม่เรียก ไม่ต้องเสนอหน้ามาหา” เขาพูดพลางก้มอ่านตำรา ก่อนหยุดนิ่งเมื่อนึกบางอย่างได้ จึงเงยหน้าสบสายตาอีกฝ่าย
“หรือว่าเ้ามาเพื่อขอร้องให้ข้าไว้ชีวิต เื่ป้ายประจำตัว?” สายตาเย็นเยียบของเขาช่างไร้หัวใจ ก่อนเสวี่ยนหนิงจะค่อย ๆ เดินเข้าไปแล้วน้อมกายเคารพ พลันยื่นป้ายประจำตัวให้กับอีกฝ่าย
“หม่อมฉันซ่อมแซมป้ายนี้ ให้กลับมาเหมือนเดิมได้แล้วเพคะ” สิ้นเสียงของหญิงสาว ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ เอื้อมไปรับป้ายนั้นกลับมาพร้อมสายตาสั่นไหว เมื่อเห็นแผ่นป้ายสองซีกประกบกันอย่างพอดี พร้อมความทรงจำในอดีตขององค์ชายสวี่เหวินจะหวนคืนกลับมาอีกครั้ง
ภายใต้สายลมอันเงียบสงบที่หุบเขาไท่หลิน ชายหนุ่มนั่งมองแหวนหยกของเขาที่แตกหักเป็สองส่วนด้วยความเสียดาย ก่อนสองเท้าของหลันหนิงจะเดินเข้ามา แล้วย่อตัวลงด้านข้างพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“แหวนวงนี้ มีค่าสำหรับท่านมากใช่หรือไม่?”
“เป็แหวนแทนตัวของท่านแม่ เป็สิ่งเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนนางสิ้นใจ” คำตอบของชายหนุ่มทำให้หลันหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าสามารถซ่อมแซมได้” เขาได้ยินดังนั้นจึงเก็บแหวน แล้วหันมายิ้มให้อีกฝ่าย
“แหวนหยกแตกหักแล้ว ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เช่นเดียวกับถ้วยชาม ที่แตกแล้วต้องทิ้งไป ไม่มีอะไรมาร้อยเกี่ยวให้รูปร่างคงเดิม” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม หลันหนิงจึงเอื้อมมาจับมือเขา แล้วดึงอีกฝ่ายขึ้นช้า ๆ
“จะพาข้าไปไหน” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ตามข้ามาเถอะ เดี๋ยวท่านก็รู้เอง” รอยยิ้มของนางสะกดใจเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าตามหญิงสาวมุ่งตรงไปยังเนินเขาที่อยู่ด้านหน้า ท่ามกลางสายลมอ่อนพัดโชยมา ร่างของนางเดินมาหยุดที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนนางจะใช้มีดเล่มเล็กกรีดเอายางสีน้ำตาลออกมา
“เอาแหวนของท่านมา” ชายหนุ่มชะงักนิ่ง ก่อนจะยื่นแหวนให้นาง หญิงสาวรับแหวนมาแล้วแต้มยางต้นไม้สองสามครั้ง ก่อนจะนำมาประกบกันแล้วใช้ปากเรียวเล็กเป่าเบา ๆ ไม่กี่ครั้ง แหวนของเขาก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
“ยางไม้งั้นเหรอ?” นางยิ้มด้วยความภูมิใจ
“ต้นไม้ชนิดนี้นามว่าเถียยี่ ยางของมันเหนียวข้น เวลาแห้งแล้วจะแข็งแรงทนทาน สามารถยึดติดสิ่งของต่าง ๆ ได้ ดีกว่าการซ่อมแซมโดยการใช้เชือกร้อยเป็ไหน ๆ” เขาได้ยินดังนั้นจึงหยิบแหวนสวมใส่นิ้วก้อยดังเดิม
“ภูมิปัญญาของคนที่นี่ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” นางรีบหันกลับมาแล้วส่ายศีรษะ
“ใครว่าเป็ภูมิปัญญาของคนที่เขาไท่หลิน เป็การค้นพบของข้าแต่เพียงผู้เดียวต่างหาก ความรู้นี้มีเพียงแค่ท่านกับข้าสองคนเท่านั้นห้ามบอกใคร?”
องค์ชายสวี่เหวินจับจ้องไปยังป้ายประจำกายแน่นิ่ง แล้วหันมองไปยังแหวนหยกของเขา ที่ถูกซ่อมแซมด้วยลักษณะเดียวกัน ก่อนจะหันใบหน้าหล่อเหลากลับมายังเสวี่ยนหนิง หญิงสาวใจหายวูบรีบก้มหน้าลงไม่สบตา พร้อมนิ้วของนางจะเกี่ยวพันไปมาอย่างใช้ความคิด ทั้งหมดที่นางแสดงออก ล้วนแล้วแต่เป็กิริยาของจางหลันหนิงทั้งสิ้น
“ในเมื่อเ้า ทำให้ป้ายประจำตัวของข้า กลับมาเหมือนเดิมได้ ข้าก็จะไว้ชีวิตเ้าอีกสักครั้ง!ยาพิษที่ข้าเตรียมปรุงให้เ้าถ้วยใหม่ คงไม่จำเป็” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนสายตาของเสวี่ยนหนิง จะหันมองไปยังตำราที่ชายหนุ่มเพิ่งวางลง มันไม่ใช่ตำราทั่วไปอย่างที่เข้าใจ ทว่าเป็ตำราสมุนไพรพิษ
หญิงสาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนลมพายุฝนจะพัดวูบเข้ามา ให้นางหันมองออกไปด้านนอก พบว่าฝนเม็ดใหญ่กำลังตกอย่างหนัก
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” ร่างเล็กเบี่ยงตัวเดินออกมาด้วยความรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาสงบนิ่งของชายหนุ่มที่จับจ้องมองร่างนั้นไม่วางตา ก่อนเสียงของสายฟ้าจะฟาดลงมาดังสนั่น
“กรี๊ด” เสวี่ยนหนิงทรุดลงนั่งงอตัวกับพื้น หลับตาพร้อมสองมือผสานปิดหูทั้งสองข้าง เนื้อตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ภาพตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงเื่ราวในอดีต
ขณะที่เขาพาจางหลันหนิงวิ่งหลบสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เสียงสายฟ้าทำให้นางกรีดร้องและทรุดลงกองกับพื้น หลับตาแล้วยกสองมือปิดหูตัวเองด้วยความหวาดกลัวในทันที
“หลันหนิง ข้าอยู่นี่ไม่ต้องกลัว” เขารีบโอบกอดนาง ก่อนหญิงสาวจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าเกลียดเสียงฟ้าร้อง”
“ข้าอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว” เขาตอบพร้อมโอบกอดนางแแ่เพื่อปลอบโลม
เมื่อภาพในอดีตหายไป เขาจึงเผลอขยับกายเล็กน้อย
“หลันหนิง!” ชายหนุ่มทำท่าก้าวเท้าไปหาเสวี่ยนหนิง ทว่าเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ สองเท้าของชายหนุ่มจึงหยุดชะงัก ทอดสายตาตรงไปยังร่างของหญิงสาวที่นั่งทรุดลงกับพื้นพร้อมเนื้อตัวสั่นเทา แล้วย้อนนึกไปยัง่เวลาที่นางถูกกุมขังอยู่ในคุก
“ต้าเทียน!ข้าคือหลันหนิงของท่านจริง ๆ ได้โปรดเชื่อข้าได้หรือไม่”
หลังจากนึกถึงคำพูดนั้น เขาหลี่ตามองไปยังร่างของเสวี่ยนหนิงอย่างใช้ความคิด ก่อนนางจะตั้งสติ แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย นางตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบวิ่งจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
