### บทที่ 10: ก้าวไร้เงาและวารีที่ตื่นขึ้น
เย่เฟิงมองดูกำปั้นของตนเองที่เปล่งประกายสีทองแดงจางๆ เขารู้สึกได้ถึงพลังทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่เขาก็เข้าใจดีว่าพละกำลังเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะยอดฝีมือขั้นปราณจิตที่รวดเร็วดุจภูตพรายคนนั้น
ความเร็ว...คือสิ่งที่เขาขาดไป
เขาไม่ได้ลังเลอีกต่อไป เขานั่งลงอีกครั้งแล้วหยิบม้วนหนังอสูรเก่าๆ ที่บันทึกเคล็ดวิชา "ก้าวไร้เงา" ขึ้นมาศึกษาอย่างละเอียด
หลักการของมันล้ำลึกกว่าที่เขาคิด มันไม่ใช่แค่การโคจรพลังไปที่เท้าเพื่อเพิ่มความเร็ว แต่คือการเรียนรู้ที่จะ "หลอมรวม" กลิ่นอายของตนเองเข้ากับเงามืดรอบกาย, การควบคุมลมหายใจให้เบาที่สุด, และการก้าวเดินในจังหวะที่คาดเดาไม่ได้เพื่อสร้างภาพลวงตาให้แก่ศัตรู มันคือสุดยอดวิชาตัวเบาสำหรับการลอบเร้นและหลบหลีกโดยแท้
เย่เฟิงเริ่มฝึกฝนทันที
ภายในสุสานโบราณที่กว้างขวาง ร่างของเขาวูบไหวไปมาไม่หยุดหย่อน ในตอนแรก การเคลื่อนไหวของเขายังคงแข็งทื่อและเกิดเสียงดังอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว
กายาวชิระที่เขาเพิ่งบรรลุขั้นแรกได้แสดงประโยชน์ออกมาอย่างเต็มที่ มันทำให้เขามีแกนกลางลำตัวและ่ขาที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทำให้สามารถฝึกฝนท่าร่างที่ยากและซับซ้อนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เหนื่อยล้า
เวลาในสุสานโบราณผ่านไปอีกยี่สิบวัน... (หรือเพียงแค่สองวันในโลกภายนอก)
ในที่สุด...ในขณะที่เขากำลังฝึกฝนอยู่นั้น ร่างของเขาก็พลันพร่าเลือน...แล้วหายไปจากจุดเดิม!
เขาก้าวเท้าออกไป แต่กลับไม่มีเสียงฝีเท้าเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปทั่วห้องโถงราวกับิญญาไร้ตัวตน ทิ้งไว้เพียงเงาจางๆ ให้เห็นเป็ครั้งคราวเท่านั้น!
"สำเร็จแล้ว! ก้าวไร้เงาขั้นแรก!"
แม้จะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะยกระดับความสามารถในการเอาชีวิตรอดของเขาไปอีกขั้นแล้ว!
ในขณะที่เขากำลังจะทดลองใช้วิชาตัวเบาใหม่ของเขาต่อไปนั้นเอง...
"อืม..."
เสียงครางที่แ่เบาและเต็มไปด้วยความอ่อนแอดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องโถง
เย่เฟิงชะงักงันไปในทันที เขารีบหันไปมอง...และก็ได้เห็นว่าเปลือกตาของเซี่ยหนิงฉางที่นอนหลับใหลมานานนับเดือน (ในความรู้สึกของเขา) กำลังสั่นไหวเล็กน้อย!
เขารีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
เปลือกตาที่งดงามคู่นั้นค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ แสงจากไข่มุกราตรีสะท้อนเข้าไปในดวงตาของนาง ทำให้มันดูงดงามราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
นางมองไปรอบๆ อย่างสับสน...มองเพดานหิน...มองผนังที่เต็มไปด้วยอักขระค่ายกล...แล้วสายตาของนางก็มาหยุดอยู่ที่เย่เฟิง
ความทรงจำสุดท้ายของนางคือภาพของการต่อสู้ที่ดุเดือด, เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของชายชราขั้นปราณจิต, และแสงสว่างวาบสุดท้ายที่น่าจะนำมาซึ่งความตาย...
"ที่นี่คือ..." นางเอ่ยถามขึ้นเป็คำแรก น้ำเสียงของนางยังคงแหบพร่าและอ่อนแรงอย่างยิ่ง
"สุสานโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน" เย่เฟิงตอบเสียงเรียบ "เราปลอดภัยแล้ว...ชั่วคราว"
เขาอธิบายเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากที่นางหมดสติไปอย่างรวบรัด...การค้นพบทางลับ, การถูกผนึกอยู่ในนี้, และค่ายกลหน่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์
เซี่ยหนิงฉางรับฟังอย่างเงียบงัน นางเป็ผู้มีความรู้กว้างขวาง นางย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่าโอกาสวาสนาที่พวกเขาได้พบเจอนั้นมันยิ่งใหญ่เพียงใด
นางพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ร่างกายที่อ่อนแอก็ยังไม่เชื่อฟัง เย่เฟิงจึงเข้าไปช่วยประคองนางให้นั่งพิงกับผนังถ้ำอย่างนุ่มนวล
นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่เคยเ็าดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง...มันคือความรู้สึกขอบคุณ...ความประหลาดใจ...และความรู้สึกเป็หนี้บุญคุณที่ยากจะบรรยาย
"เ้า...ช่วยชีวิตข้าไว้อีกแล้ว"
คำพูดของนางแ่เบาราวกับสายลม แต่กลับหนักแน่นราวกับขุนเขา มันคือการยอมรับในบุญคุณครั้งใหญ่นี้อย่างเป็ทางการ
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความจำเป็ บัดนี้ได้ปรากฏสายใยแห่งความไว้วางใจที่แท้จริงขึ้นมาเป็ครั้งแรก
ณ สุสานโบราณที่ถูกกาลเวลาหลงลืม...การเดินทาง
บทใหม่ของคนทั้งสอง...กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
(จบตอนที่ 10)