หลังจากไป๋หยุนเฟยและสตรีทั้งสองจากไป ถนนที่เดิมเคยว่างเปล่าก็กลับมาคึกคักด้วยผู้คน ร้านแผงลอยเริ่มกลับมาขายอีกครั้ง ภายในไม่กี่อึดใจถนนทั้งเส้นก็กลับมาพลุกพล่านอีกครั้ง กลุ่มคนที่มาใหม่ทั้งหลายได้แต่เดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจยามมองดูร่อยรอยความเสียหายบนพื้น คนที่โชคดีทันได้เห็นก็เชิดปากภูมิใจพร้อมกับเริ่มบอกเล่า‘การแสดงอันยอดเยี่ยม’ที่ตนได้เป็พยานรู้เห็นออกมา
ที่โรงน้ำชาห่างออกไปหลายร้อยวา มีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังจิบชาจากถ้วยในมือ มันมองดูไป๋หยุนเฟยที่เดินจากไปด้วยท่าทีครุ่นคิด
ที่ด้านข้างยืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง มันคือผู้ดูแลแห่งร้าน‘ร้อยศัสตรา’ที่บริการไป๋หยุนเฟยนั่นเอง
“นายน้อย มันเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์หรือไม่?” ผู้ดูแลเอ่ยปากถามชายหนุ่มอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดอย่างระมัดระวัง
ชายหนุ่มผู้นี้คือบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเจียง นามว่าเจียงฟ่าน มันไม่เพียงเป็ศิษย์ที่มีพร์อันเด่นล้ำของสำนักช่างประดิษฐ์ แต่ยังเป็หนึ่งในสามศิษย์ของเ้าสำนักช่างประดิษฐ์รุ่นก่อนร่วมกับเ้าสำนักคนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ตระกูลเจียงจึงมีสายสัมพันธ์อันแแ่ต่อสำนักช่างประดิษฐ์
“ข้าเองก็ไม่เคยพบมันมาก่อน แต่ว่า... ทวนที่โดดเด่นเล่มนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็วัตถุิญญาเฉพาะตัว...” เจียงฟ่านย่นคิ้วเข้าหากันยามอธิบายให้แก่คนข้างกายฟัง พลางครุ่นคิดในใจ “หรือมันจะเป็หนึ่งในศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักช่างประดิษฐ์ที่เข้ามาภายหลังข้าออกจากสำนักมาหาประสบการณ์เมื่อสองปีก่อน? หากเป็เช่นนั้นจริง ไฉนมันยอมอดกลั้นเดินทางด้วยสถานะต่ำต้อยเช่นนี้? อีกทั้งเมื่อมาถึงเมืองเหยียนหลิน เหตุใดไม่ยอมมาเยือนบ้านตระกูลเจียง? มิหนำซ้ำมันถึงกับขายครึ่งวัตถุิญญาจำนวนมากให้แก่พวกเรา...”
“นั่นก็ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจ มันเองก็ไม่ได้ยอมรับหรือกล่าวอะไรมาก” ผู้ดูแลค้อมหลังลงขณะกล่าวอย่างกังวล “จะเป็ไปได้อย่างไรที่ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ซึ่งออกพเนจรจะตกต่ำขนาดนำครึ่งวัตถุิญญาของตนออกมาขาย? ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือเื่ที่มันนำครึ่งวัตถุิญญามาแลกเปลี่ยนกับครึ่งวัตถุิญญาภายในร้านของเรา...”
“ครั้งนี้ข้าเพียงกลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้น แต่หากถึงเวลาที่ต้องกลับสำนัก คงต้องถามให้แน่ใจว่ามีศิษย์ใหม่โง่เขลาไร้สติคนใดที่ลอบลงจากเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่...” เจียงฟ่านใคร่ครวญชั่วขณะก่อนจะตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะสม
“เช่นนั้น... พวกเราสมควรเข้าไปพบปะมันหรือไม่? นายน้อย มีความเป็ไปได้อย่างสูงที่มันจะเป็ศิษย์รุ่นหลังของท่าน ยามนี้มันกำลังเผชิญกับปัญญา พวกเรา...”
“ไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้มันแก้ปัญหาเอง” เจียงฟ่านโบกมือ “เห็นได้ว่าฝีมือมันยังอ่อนด้อย แต่วัตถุิญญาเฉพาะตัวของมันชิ้นนั้นกลับเป็ชั้นปฐีระดับสูง คาดว่ามันคงเป็หนึ่งในศิษย์อันโดดเด่นที่สำนักช่างประดิษฐ์คัดเลือกมาอบรมเมื่อสองปีก่อน อย่าได้คลาดสายตาจากมัน ตราบใดที่ไม่เกิดปัญหาใหญ่หลวงใด ก็ไม่ต้องเข้าไปรบกวนมัน”
ด้วยเสื้อผ้าที่ยังสะอาดเรียบร้อย ไป๋หยุนเฟยตัดผ่านผ่านถนนไปอีกสองเส้นพร้อมกับเริ่มเดินเตร็ดเตร่อีกครั้ง ขณะทอดน่องผ่านผู้คนอย่างเพลินเพลินนั้น ที่ต่างไปจากเดิมคือสายตาตื่นตัวที่สอดส่ายรอบตัวราวกับค้นหาบ้างอย่าง
“ไม่ผิดแน่ ต้องเป็ฝีมือของจิ้งิเฟิงที่คิดจะใส่ร้ายข้า หรือนี่จะเป็สิ่งที่เรียกว่า‘การแก้แค้น’ของมัน ช่าง... ไร้ศีลธรรมนัก ไฉนมันกล้าทำเื่เช่นนี้ได้? สมองเ้าเป็รูโหว่หรือไรจึงคิดจะแก้แค้นด้วยวิธีวิกลจริตเช่นนี้?! หากไม่ใช่เพราะฝีมือข้าเข้มแข็ง ท่านป้านั้นคงไม่ทำเพียงเอาชีวิตข้าแน่! ถึงกับยัดเยียดข้อหา‘วิปริต’ใส่ข้า... จิ้งิเฟิงเ้าทำเกินไปแล้ว หากพบกันอีกครั้งข้าสัญญาว่าจะทุบตีจนแม้แต่มารดาก็จำเ้าไม่ได้!!”
“แต่ทว่า การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าต่อท่านป้าและแม่นางนั้นดูเหมือนจะยากเย็นอยู่บ้าง แม้จะเอ่ยปากอย่างมั่นใจ แต่จะหาตัวจิ้งิเฟิงพบอย่างง่ายดายได้หรือ? ข้าไม่อาจให้พวกนางรออยู่เพียงเพื่อให้ข้าพิสูจน์ตัวเองได้...”
“ในสองสามวันนี้ข้าสมควรให้ความสนใจต่อรอบกาย บางทีอาจมีโอกาสได้พบมันอีกครั้ง” ไป๋หยุนเฟยเดินอย่างแช่มช้าไปตามทางพลางครุ่นคิดในใจ “ก่อนหน้านี้มันเข้าหาข้าโดยไร้สุ้มเสียง... มันทำได้อย่างไร? แม้แต่คนธรรมดาก็ยังไม่อาจเข้าใกล้โดยที่ข้าไม่พบเห็น แต่มันกลับปิดบังการคงอยู่ของตนเองได้ หรือนี่จะเป็ความลับของตระกูลมัน? ความลับที่ทำให้ตระกูลมันถูกล้มล้าง...”
“ใน่นี้คงต้องทำตามแผนเดิมก่อน ต่อให้พยายามค้นหาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพบ หากข้าไม่คิดจะหามัน...”
หลังจากหาร้านเพื่อรับประทานอาหารเที่ยง ไป๋หยุนเฟยก็ออกตระเวนในเมืองต่อทั้งยังเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจทั้งหลายในเมือง ขณะทดลองสินค้าดูทุกอย่างระหว่างเลือกซื้อ ไป๋หยุนเฟยก็ราวกับเป็เด็กน้อยในโลกใบใหม่ที่ทำความคุ้นเคยกับสิ่งแปลกใหม่ซึ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ยามค่ำคืน ไป๋หยุนเฟยกลับมายังถนนภายใต้แสงโคมไฟได้ครู่ใหญ่ ดวงจันทร์ส่งแสงฉาบย้อมเมืองจากเบื้องบนขณะที่ม่านราตรีเริ่มรุกล้ำเข้ามา อย่างแช่มช้า ในที่สุดมันก็เริ่มมองหาโรงเตี๊ยมเพื่อค้างแรม
ไป๋หยุนเฟยได้แต่ผิดหวังเมื่อโรงเตี๊ยมที่มันเข้าไปสอบถามทั้งสองแห่งล้วนมีผู้เข้าพักจนเต็ม ยามกลับมายังถนนที่ว่างเปล่า โคมไฟทั้งหลายก็ดับไปเนิ่นนานแล้ว ก็หมายความว่าคงมีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่คอยให้ความสว่างแก่บริเวณนี้อยู่
ไป๋หยุนเฟยไม่ครุ่นคิดปัญหานี้ให้มากความ ยามแหงนมองท้องฟ้าที่ประดับด้วยหมู่ดาวไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกถึงความสงบ ในที่สุดยามนี้ชีวิตของมันก็ััได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า‘เสรี’
“เอ๊ะ? เสียงอะไร?” ยามที่ไป๋หยุนเฟยจ่อมจมอยู่กับความสงบยามราตรี จู่ๆก็พลันได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากที่ห่างไปห้าสิบวา ราวกับมีกลุ่มคนกำลังพยายามเร่งฝีเท้าสุดชีวิต
ขณะใช้ััิญญาออกสำรวจ ไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ทั้งหมดล้วนเป็ผู้ฝึกปรือิญญา! ภูติญญาสามคน วีรชนิญญาห้าคน แล้วยังมีปัจเจกิญญาอีกสิบกว่าคน! เกิดอะไรขึ้นกันแน่พวกมันจึงได้มารวมตัวกันมากมายปานนี้ ทั้งยังวิ่งตะบึงยามค่ำคืนโดยเปิดเผย?”
“เอ๊ะ? ไม่ถูกต้อง ดูเหมือนพวกมันกำลังไล่ตามคนผู้หนึ่ง ััเช่นนี้... ไฉนจึงคุ้นเคยนัก ข้าเคยได้ััพลังเช่นนี้จากที่ใดมาก่อน...” ไป๋หยุนเฟยนึกทบทวน ผู้ฝึกปรือิญญาที่นำหน้าให้ความรู้สึกเหมือนเคยพบเจอมาก่อน แต่ก็ไม่อาจนึกออก “คล้ายกับว่าจะเป็...”
ชั่วขณะที่ตกอยู่ในความสับสน เงาร่างหนึ่งก็พลันอ้อมออกมาจากหัวมุมโดยไม่คาดคิด แล้วใบหน้าแตกตื่นของอีกฝ่ายปรากฏแก่สายตาไป๋หยุนเฟย
ดวงตาไป๋หยุนเฟยเบิกกว้างด้วยความแตกตื่นตะลึงลาน มันร่ำร้องด้วยความตระหนก “ข้า?!”
ด้วยแสงจันทร์ส่องสว่าง มันจึงเห็นอย่างชัดตาว่าคนที่วิ่งตะบึงสุดชีวิตนั้นเหมือนกับตนเองจนน่าตระหนก
“นี่มันเื่อะไรกัน?” ไป๋หยุนเฟยสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติในฉับพลัน มันร้องคำรามอย่างเดือดดาล “เ้าตัวบัดซบจิ้งิเฟิง ที่แท้ก็เป็เ้า!”
จู่ๆมันก็พลันฉุกคิดได้ว่าไฉนจึงรู้สึกคุ้นเคยต่อพลังิญญาเมื่อครู่นัก --- ที่แท้ก็เป็จิ้งิเฟิง! เป็เหตุผลว่าไฉนทุกอย่างจึงคุ้นเคยนัก ก็เพราะวิชาปลอมตัวของจิ้งิเฟิงนั่นเอง
ขณะดึงสติกลับมา ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกถึงความเดือดดาลที่พลุ่งจากทรวงอกขึ้นสู่ศีรษะ “สารเลว เ้าใช้ใบหน้าข้าไปทำชั่วอะไรอีก?!”
จิ้งิเฟิงก็รู้สึกตัวเช่นกันเมื่อพ้นหัวมุมมาพบไป๋หยุนเฟย แต่มันไม่ชะลอฝีเท้าลงแม้แต่น้อย ยังคงวิ่งตะบึงราวสายลม เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเขม้นมองมาจิ้งิเฟิงจึงวิ่งพลางโบกมือใส่ “บัดซบ! ไฉนเ้าจึงอยู่ที่นี่ได้!? แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะคุยเล่นรำลึกอดีตกัน เื่หนีสำคัญยิ่งกว่า ข้าขอล่วงหน้าไปก่อน!”
“คุยเล่นมารดาเ้าเถอะ! ข้าจะคิดบัญชีกับเ้า เ้า... เ้าตัวบัดซบ! เ้าไปล่วงเกินผู้ใดมา!?”
ไป๋หยุนเฟยยังไม่ทันกล่าวคำว่า‘คิดบัญชี’จบ น้ำเสียงก็กลายเป็ร่ำร้องอย่างเดือดดาล หลังจากหันหลังอย่างฉับพลันก็ติดตามจิ้งิเฟิงไปราวคลุ้มคลั่ง
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังโต้ตอบกัน ผู้ฝึกปรือิญญาที่เหลือก็ตามออกมาจากหัวมุมเช่นกัน ในมือทุกคนล้วนถืออาวุธที่สะท้อนประกายส่งจิตสังหารออกมา ยามที่พ้นหัวมุมออกมาและพบเห็นไป๋หยุนเฟย พวกมันก็พุ่งเข้าใส่โดยไม่ถามไถ่
สิ่งเดียวก็มองเห็นในแววตาพวกมันคือความคิดฆ่าฟันที่ปิดบังไม่มิด!!
