จางลี่ครางเสียงแ่ นางหลั่งน้ำตาออกมาและทำให้หลี่เจี๋ยชะงักนิ่ง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวั่นกลัว เจ็บร้าวาแทางกายไม่เท่าปวดร้าวทางใจ กายนางสั่นเทาและทำให้ร่างสูงใหญ่ผงะงัน แต่แล้วเขากลับถอนใจก่อนเอ่ย
“เ้าเต็มใจมาที่นี่เองมิใช่หรือน้องพี่”
“เพคะ หม่อมฉันเต็มใจ”
“ฉะนั้นเ้าก็คิดกลับหลังมิได้”
“เพคะ...หม่อมฉันคงกลับไปแคว้นฉีมิได้แล้ว แต่จะขออยู่ที่นี่ รับตำแหน่งหวางเฟย หากพระองค์้ายกให้ผู้ใดมาแทนที่หม่อมฉันก็ยินดี หม่อมฉันแน่ใจว่าพระองค์มีนางในมากมายที่พร้อมทำหน้าที่นี้”
สิ้นคำนั้นหลู่อ๋องก็ผุดลุกขึ้น ใบหน้าหล่อเหลานั้นเข้มเคียดขึ้นมาทันที ร่างสูงหันหลังให้และเปล่งเสียงทรงอำนาจ
“มิต้องห่วงดอกพระธิดาจางลี่...ข้ารู้ว่าเ้ามาที่นี่เพื่อหน้าที่ ส่วนข้าก็มีสิ่งที่ข้าต้องทำเช่นกัน!”
จางลี่รู้สึกใที่จู่ ๆ พระญาติผู้พี่หุนหันออกไปราวกับไม่พอใจคำพูดของนาง และเมื่อเขาไปแล้วนางจึงหลั่งน้ำตาอีกครั้ง คราวนี้เสียงสะอื้นนั้นดังออกมาราวกับว่าจะขาดใจ
5
หลู่อ๋องผู้เ็า
หลี่เจี๋ยกลับไปยังตำหนักหลวงและมีท่าทีเคียดขึ้งขณะมีโม่โฉว นายทหารเอกซึ่งได้รับความไว้วางใจยิ่งกว่าเสนาธิการบดีคนไหนในราชสำนักติดตามเข้าไปถึงตำหนักชั้นในเพียงผู้เดียว โม่โฉวเมื่อเห็นท่าทีดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นขณะเฝ้าอารักขาในห้องส่วนพระองค์
“หลู่อ๋อง ดูท่าทางเหมือนพระองค์จะทรงมีอาการพระประชวร ให้หมอหลวงมาดูสักหน่อยหรือไม่พะย่ะค่ะ”
“มิต้อง...ข้าเพียงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนบางครั้งอยากพักจากงานว่าราชการเสียบ้าง”
“ขอพระราชทานอภัย...หม่อมฉันมิได้คิดละลาบละล้วง แต่ตอนนี้อาการของพระธิดาเป็เยี่ยงไรบ้าง”
“นางมิเป็ไรมาก”
กล่าวแล้วยกจอกน้ำชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น แต่ด้วยความที่โม่โฉวติดตามรับใช้หลู่อ๋องมานานทำให้เขาอ่านออกแทบทุกกระเบียดของความคิดและท่าทีของเ้าผู้ครองแคว้นหลู่ เขาไม่เคยเห็นหลี่เจี๋ยอยู่ในอาการเช่นนี้นับแต่พระธิดาผู้งดงามจากแคว้นฉีเดินทางมาถึง จะว่าไปพระธิดาจางลี่นั้นมีศักดิ์เป็พระญาติผู้น้องและก่อนหน้าที่นางเดินทางมานั้นหลู่อ๋องก็ยังมิได้แสดงความตื่นเต้นใด เป็ที่รู้กันว่าองค์ชายหลี่เจี๋ยกรำแต่งานบ้านเมืองและการศึกแม้ชันษาเพียงแค่ยี่สิบเศษ แม้แต่สนมนางใดก็ยังมิทรงเคยเรียกให้รับใช้นอกจากฮุยอิน บุตรสาวของพระอาจารย์ที่มักเข้ามาให้การปรนนิบัติหากแต่โม่โฉวเท่านั้นที่รู้ดีว่านางยังมิได้รับโอกาสถวายตัวเป็พระสนมเพราะหลู่อ๋องยังมิเคยสนใจในเื่สตรีนอกจากเื่ของบ้านเมือง สักครู่เขาได้ยินเสียงหลู่อ๋องดังในลำคอ
“มิน่าเชื่อว่าธิดาของฉีหวนกงนั้นช่างเข้มแข็ง ข้านึกว่านางจะร้องคร่ำครวญ ร้องขอชีวิตแต่นางกลับอดกลั้นได้ยิ่งกว่าชายอกสามศอก แต่ข้าก็หาได้ปักใจเชื่อไม่ว่านางจักเข้มแข็งได้ถึงเพียงนั้น”
“แต่โทษครั้งนี้ก็หนักหนาเอาการอยู่ นางคงมิกล้าทำผิดอีกแล้ว”
“ข้ามิเคยเชื่อใจผู้ใด คนที่ดีกันเจียนตายยังฆ่ากันได้เมื่อสบโอกาสเหมาะ นางก็คงมิผิดจากพ่อของนาง ข้ามิรู้ว่าคนแคว้นฉีมีแผนอันใดหรือไม่ เราควรต้องระวังตัวตลอดเวลานี่มิใช่หรือ เ้าคิดเช่นข้าหรือไม่โม่โฉว”
“พะย่ะค่ะ...แต่...หม่อมฉันว่าตอนนี้พระองค์ควรคิดเื่เตรียมการพิธีสำหรับพระธิดารับตำแหน่งหวางเฟยก่อนเื่อื่น”
“รอให้แผลของจางลี่หายดีมากกว่านี้ ข้ามิลืมว่าฉีหวนกงส่งนางมาด้วยเหตุผลอันใด...แล้วตอนนี้คนของนางเป็เยี่ยงไรบ้าง”
“ตอนนี้ผู้ติดตามของพระธิดาอยู่ในพื้นที่ที่หม่อมฉันจัดเตรียมไว้ให้ แต่ท่าทางราชองครักษ์เจียนเ้าอยากรู้ว่าองค์ชายาเป็เยี่ยงไร”
“ท่าทางราชองรักษ์ผู้นี้มิธรรมดา เ้าเห็นดังที่ข้าเห็นหรือไม่โม่โฉว”
“หม่อมฉันทราบมาว่าแต่ก่อนเจียนเ้านั้นเป็รองแม่ทัพใหญ่ กรำศึกให้แคว้นฉีมากมายหลายสนามรบก่อนเข้ามารับใช้เป็นายทหารคอยติดตามฉีหวนกง หม่อมฉันคิดว่าเจียนเ้าเป็บุคคลที่เราควรต้องจับตามากเป็พิเศษเพราะเป็ผู้รู้การศึกและดูท่าไม่ไว้วางใจที่ต้องอยู่ห่างจากพระธิดาจางลี่”
“เป็ธรรมดาของนายทหารที่จะต้องมีปฏิภาณมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป และยิ่งผ่านศึกใหญ่มาเช่นนี้ข้าเองก็ยิ่งมิไว้ใจว่าเหตุใดพระปิตุลาจึงต้องส่งนายทหารที่เก่งกาจปานนั้นติดตามมาด้วย”
“อย่าได้เป็กังวลเลย หากมีหม่อมฉันคอยดูแลจักมิมีภยันตรายใดเกิดขึ้นได้แก่พระองค์”
“หลู่อ๋องพะย่ะค่ะ”
เสียงทหารที่แทรกเข้ามาทำให้การสนทนาต้องชะงัก หลี่เจี๋ยวางจอกชาลงและถามขึ้น
“มีอะไร?”
“แม่นางฮุยอินขอเข้าเฝ้าหลู่อ๋องพะย่ะค่ะ”
“ให้นางเข้ามา”
หลี่เจี๋ยออกคำสั่งก่อนหันกลับมายังโม่โฉว
“เ้ากลับไปยังตำหนักร้อยไหม คืนนี้ข้าจะไปดูอาการของจางลี่”
“พะย่ะะค่ะ”
เมื่อโม่โฉวออกไปแล้วฮุยอินจึงก้าวเข้ามา
“ถวายบังคมเพคะ”
“มีอะไรรึถึงได้มาหาข้าเพลานี้”
“องค์ชาย...ขอประทานอภัย ข้าได้ข่าวว่า...พระธิดาจางลี่นั้นต้องโทษ เป็ความจริงหรือเพคะ”
เขาฟังคำถามนั้นอย่างสงบนิ่ง ฮุยอินมักรู้ความเป็ไปที่เกิดขึ้นซึ่งเป็ที่เข้าใจว่าคงรู้มาจากพระอาจารย์วั่งซูผู้เป็บิดาของนาง หลี่เจี๋ยไม่ตอบคำถามนั้นแต่เมื่อยกจอกชาขึ้นกลับต้องชะงักเมื่อฮุยอินคาดคั้นถามอีกครั้ง
“เป็ความจริงหรือเพคะที่พระธิดาจางลี่ก่อเื่วางเพลิงตำหนักร้อยไหม นางช่างร้ายกาจมิต่างจากบิดาของนาง เช่นนี้แล้วมิควรปล่อยไว้ให้เป็เยี่ยงอย่าง”
“ข้าทำโทษนางแล้ว และคิดว่าต่อไปนางคงมิก่อเื่ใดอีก...ที่มาหาข้าเ้ามีเื่อื่นอีกหรือไม่”
“องค์ชาย...”
เสียงของนางอ่อนลงขณะเข้าไปนั่งคุกเข่าเบื้องหน้า ฮุยอินจ้องมองร่างสูงสง่าของหลู่อ๋องบนบัลลังค์ัสีทองอร่ามแม้ว่าอีกฝ่ายมิยอมสบั์ตาคู่งามที่จับจ้องมิยอมละไปทางอื่นแม้เพียงสักนิด
“องค์ชายเพคะ...ั้แ่พระธิดาของฉีหวนกงเดินทางมาถึงแคว้นหลู่พระองค์ก็ทรงห่างเหินต่อหม่อมฉัน นี่ถ้าหากนางรับตำแหน่งหวางเฟยหม่อมฉันคงเหลือค่าเพียงเศษธุลีใช่หรือไม่เล่าเพคะ”
“เ้ามิควรต้องกังวลเื่นี้ เพราะจริง ๆ แล้วข้าอยากให้เ้าอยู่ช่วยงานของพระอาจารย์วั่งซู พ่อของเ้าเสียมากกว่า”
“แต่หม่อมฉันอยากอยู่รับใช้พระองค์ อยากเห็นพระองค์มีความสุข”
“ความสุขของข้ามิได้อยู่ที่การให้ผู้ใดมาปรนนิบัติพัดวี ความสุขของข้าคือความร่มเย็นของไพร่ฟ้าที่ข้าปกครองพวกเขาต่างหาก”
“ถ้าเช่นนั้นพระองค์...ก็คงมิได้ทรงยินดีกับการรับพระญาติต่างแคว้นมาเป็หวางเฟยของแคว้นเรา ในเมื่อครั้งหนึ่งอ๋องแคว้นฉีเคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่พระองค์...ขออภัยด้วยเพคะที่หม่อมฉันล่วงเกินกล่าวถึงเื่ที่กระทบต่อพระทัยของพระองค์”
“ข้ามิมีวันลืม”
หลี่เจี๋ยวางจอกชาและลุกขึ้นยืน ใบหน้าและแววตาเริ่มมีรอยขุ่นข้นและนั่นยิ่งเปิดโอกาสให้ฮุยอินยั่วยุต่อไปว่า
“และพระองค์...คงมิทรงมีใจผูกพันกับพระธิดาองค์นั้น เพราะนางคือลูกของผู้เคยสร้างความบาดหมางและเ็ปให้แคว้นของเราแต่ก่อน”
“หัวใจของข้าเป็ของแผ่นดินหลู่ แผ่นดินของข้าถูกทำลายมากเท่าใด ข้าก็จะขอตอบแทนผู้ที่มันทำลายแผ่นดินของข้ากลับไปนับหมื่นเท่า!”
ร่างสูงสง่าก้าวฉับ ๆ ออกไป ทิ้งไว้เพียงฮุยอินที่ยิ้มเยาะต่อความเจ็บแค้นของหลู่อ๋อง นางเหยียดปากและรำพึงเสียงลอดไรฟัน
“จางลี่...ตราบใดที่เ้าอยู่ที่นี่ก็มิมีวันได้พบความสงบสุข เ้าแย่งของรักของข้า วันหนึ่งข้าจะฉีกเ้าออกเป็หมื่นชิ้น!”
