เล่มที่ 5 บทที่ 139 ชื่อิ
ผู้ที่มาใหม่ก็เป็คนจากสำนักโยวิเช่นกัน ทั่วทั้งบริเวณปกคลุมไปด้วยไออสูรเข้มข้น มองแวบเดียวก็ดูออกว่าจะต้องเป็ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ขั้นที่สองมาแล้ว และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือคนผู้นี้มีดวงตาเป็สีเขียว เจียงหลีเห็นดังนั้นก็รู้ทันที ว่านี่เป็สัญลักษณ์ของศิษย์ที่ศึกษาวิชามารชื่อิ ซึ่งเป็หนึ่งในเจ็ดวิชามารของสำนักโยวิจนแตกฉาน
วิชามารชื่อิเป็หนึ่งในเจ็ดสุดยอดวิชามารของสำนักโยวิ ซึ่งเป็รองแค่วิชาบำเพ็ญอสูรอันลึกล้ำเท่านั้น เื้ัของคนเช่นนี้จะต้องมีผู้าุโในสำนักที่เป็หนึ่งในสามอ๋องมารหนุนหลังอยู่เป็แน่...
เจียวหลีอยากจะร้องไห้ออกมาทันที...
‘ทำไมถึงต้องมาซวยเช่นนี้?’
‘วาจาของอาจารย์อาหลินจะศักดิ์สิทธิ์เกินไปไหม?’
“ขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่หนึ่งหรือสอง แถมยังเป็ศิษย์สายนอกไม่ก็สายในอีก”
คุณสมบัติครบทุกอย่างเลย...
ทันใดนั้นเจียงหลีก็รู้สึกอยากตายขึ้นมาทันที ‘จะต้องทำอย่างไรดี หรือจะทำอย่างที่อาจารย์อาสั่ง เอ่ยทักทายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตร?’
‘อย่ามาล้อเล่นเลย...’
‘อาจารย์อากลัวเขาอายุยืนยาวเกินไปหรืออย่างไรกัน?’
“ใจเย็น แค่เื่เข้าใจผิดเท่านั้น!” เจียงหลียกมือขึ้นยอมแพ้อย่างไม่รีรอ
“เข้าใจผิด?” น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่แยแสแม้แต่น้อย หลังจากก้าวเข้ามาก็เขาก็ทำเพียงมองสวีหนิงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะยกยิ้มเ็ามองไปทางเจียงหลี
“ข้าเชื่อว่านี่เป็เื่เข้าใจผิด แต่สำหรับชื่อิคงไม่...”
ขณะที่พูดอยู่นั้นชุดคลุมสีดำก็โบกสะบัดไปด้วยคล้ายกับเมฆหมอกดำบดบังทุกสิ่ง ไม่นานก็มีเสียงคำรามดังขึ้นมาจากใต้ชุดคลุมนั้น ไม่รอให้เจียงหลีตั้งตัว ก็มีเงาสีเืสายหนึ่งพุ่งตรงมาทันที...
“บ้าเอ๊ย!”
เจียงหลีเห็นชัดเจนเต็มสองตาว่าเงาสีเืที่พุ่งเข้ามาเป็อสุรกายตนหนึ่ง มีผมเผ้ารุงรัง แถมบนหัวยังมีเขางอกออกมาอีกด้วย เขารู้ทันทีว่านี่คือิญญาร้ายชื่อิ ที่จะปรากฏออกมาเมื่อผู้บำเพ็ญฝึกฝนเคล็ดวิชามารชื่อิจนถึงระดับสูงแล้ว อสุรกายชื่อินี้ สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างไร้ร่องรอย เพียงแค่ััเบาๆเท่านั้น มันก็จะสูบเอาเืเนื้อไปได้ทั้งหมด นอกจากนี้ภายในร่างกายของมันยังมีเสิ่นทงจำนวนมาก ถือเป็หนึ่งในเคล็ดวิชาอันโเี้ของเจ็ดเคล็ดวิชามารของสำนักโยวิเลยทีเดียว
ขณะที่ชื่อิปรากฏกายขึ้นมา เจียงหลีก็รู้สึกอับจนหนทางเหมือนหมาจนตรอกก็ว่าได้ ระหว่างที่ลนลานก็พยายามโคจรพลังปราณปล่อยเปลวไฟหยินออกมาคุ้มกาย ถือเป็เปลวไฟที่เจียงหลีบำเพ็ญได้ใน่หลายปีที่ผ่านมา โดยปกติแล้ว เขาจะไม่ค่อยหยิบออกมาใช้บ่อยๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชื่อิ จึงจำเป็ต้องงัดออกมาเพื่อเอาตัวรอด ‘หวังว่าเปลวไฟหยินนี้จะถ่วงเวลาได้สักหน่อย จะได้มีเวลาหนี...’
เพียงพริบตาเดียวเปลวไฟหยินก็ะเิสูงนับสิบจ้าง ก่อนจะกลืนกินชื่อิที่พุ่งเข้ามา เจียงหลีลอบปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะพุ่งตัวหนีไปทางประตูอย่างรวดเร็ว...
ทว่าตอนที่ก้าวเท้าออกนอกประตู จู่ๆก็รู้สึกเหมือนถูกรั้งเอาไว้ ขณะที่หันกลับไปด้วยความหวาดกลัว ก็เห็นว่าที่ข้อเท้าถูกชื่อิที่โผล่ออกมาจากพื้นเพียงครึ่งตัวจับเอาไว้ ใบหน้าของมันก็มีรอยยิ้มสยดสยองปรากฏอยู่อีกด้วย...
เจียงหลีใจนแทบสิ้นสติ เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เมื่อคว้าอะไรได้ก็พยายามทุ่มใส่กรงเล็บของมันทันที ระหว่างที่มือกำลังทุ่มสิ่งต่างๆใส่มัน ปากก็เอ่ยอ้อนวอนขอชีวิตไปด้วย
“นี่มันเป็เื่เข้าใจผิด ข้าเข้าใจผิดจริงๆ ปล่อยข้าไปเถอะ...”
ครู่เดียวก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา
“หื้อ?” เจียงหลีก้มลงไปดู ก่อนจะเห็นเืกองหนึ่งบริเวณเท้าของเขา และกองเืนั้นก็ยังมีไออสูรเข้มข้นแฝงอยู่อีกด้วย เจียงหลีเห็นเช่นนั้นก็กระตุกใทันที ‘หรือว่าเืกองนี้จะเป็ของชื่อิ?’
‘ชื่อิาเ็งั้นหรือ?’
‘เดี๋ยวนะ ของที่ทุ่มชื่อิไปเมื่อครู่...’
เจียงหลีที่รอดตายมาได้ บัดนี้ถึงสังเกตเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในมือคือกระบี่ที่มีมนต์สะกดสิบแปดสายที่อาจารย์อาหลินหลอมมาจากเปลวไฟซานหยิน...
‘กระบี่นี่ร้ายกาจเพียงนี้เชียว?’
‘ใช่แล้ว...’
ในตอนนั้นอาจารย์อาบอกไว้ว่าจะขายกระบี่นี่ให้สำนักโยวิในราคาสามหมื่นหินิญญา จากนั้นก็ใช้กระบี่นี้ทักทายบรรพบุรุษอีกฝ่าย…
‘เป็อย่างนี้นี่เอง...’
หลังจากเข้าใจเื่ราวทั้งหมด เจียงหลีก็อุ่นใจขึ้นมาทันที เขาไม่คิดจะหนีอีกต่อไป ก่อนจะยกกระบี่ขึ้นกอดแนบอก เดินกลับเข้ามาด้วยความมั่นใจ
“เห็นหรือยัง ข้าบอกแล้วว่าทุกอย่างเป็เื่บังเอิญ แต่เ้าดันไม่เชื่อ บีบให้ข้าต้องลงมือ...”
“เ้า...” สีหน้าของผู้บำเพ็ญหนุ่มซีดขาวลงไป เพราะชื่อิได้รับาเ็ ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะคนที่ฝึกเคล็ดวิชามารชื่อิจนเกิดอสุรกายชื่อิได้นั้น จะถือว่าชื่อิเปรียบเสมือนชีวิตที่สองของอีกฝ่าย ดังนั้นเมื่อชื่อิาเ็ ก็จะกระทบต่อผู้บำเพ็ญไปด้วย หากไม่ใช่เพราะมีรากฐานบำเพ็ญที่แข็งแกร่ง เกรงว่าคงจะล้มลงไปแล้ว...
“เดิมข้าผู้เฒ่าก็มีจิตใจเมตตา ไม่อยากทำร้ายผู้บริสุทธิ์อะไร แต่น่าเสียดายที่เ้าบีบบังคับ ทำให้ข้าผู้เฒ่าจำต้องลงมือสั่งสอน บัดนี้รู้จักกลัวแล้วสินะ ยังไม่รีบถอยไปอีก!”
ตอนนี้เจียงหลีอารมณ์ดีขึ้นมาเป็อย่างมาก
ในที่สุดก็ทำเื่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จเรียบร้อย แถมอีกฝ่ายยังเป็ศิษย์สายในของสำนักโยวิอีก เช่นนี้ก็เพียงพอที่จะให้โอ้อวดไปได้นับสิบปีแล้ว...
แต่เจียงหลีเองก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น...
เขารู้ดีว่าอสุรกายที่เป็รากฐานบำเพ็ญของอีกฝ่ายแค่เพียงาเ็ ไม่สามารถออกแรงได้ชั่วคราวเท่านั้น หากอีกฝ่ายฟื้นตัวได้เมื่อใด ถึงตอนนั้นเขาเองก็คงไม่เหลือโอกาสให้ปากดีเช่นนี้แล้ว
“ทีหลังก็อย่ากำแหงนักล่ะ!” เมื่อพูดจบ เจียงหลีก็เก็บกระบี่ ก่อนจะเอามือไขว้หลังเดินออกจากกระท่อมหลังน้อยไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากออกมา พอเห็นว่าไม่มีใครตามหลังมาแล้ว เจียงหลีก็ถอนหายใจยาว ไม่กล้าอวดเก่งอีก จากนั้นก็รีบวิ่งไปทางเมืองวั่งไห่ทันที...
“ศิษย์...ศิษย์พี่อัน ไม่เป็อะไรนะ?” หลังจากที่เจียงหลีกลับไป สวีหนิงก็รีบเอ่ยทักทายศิษย์พี่ตนเองด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร” ผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่อันส่ายหัวน้อยๆ มองไปทางที่เจียงหลีจากไป ครู่เดียวก็เก็บสายตากลับมาก่อนจะตบเบาๆลงบนบ่าสวีหนิง
“วันหน้าก็อย่าเชื่อคนง่ายๆอีกล่ะ ดูก็รู้ว่าเ้านั่นมาหาเื่ เ้าก็ยังคิดว่าเขาเป็คนดีอีก หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะอาจารย์ไม่วางใจให้ข้ามาหา เกรงว่าเ้าจะได้เดือดร้อนไปเสียก่อน...”
“ใช่ๆ...”
“เอาล่ะ เดี๋ยวข้ากลับไปรายงานอาจารย์ให้ย้ายเ้ากลับเป่ยจิ้งก่อน เป็ถึงอัจฉริยะที่มีกายจิ่วโยว มัวแต่ขลุกอยู่ในพิภพซ่างจงแบบนี้ได้อย่างไร…”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
