ฮวาเจาหารู้ไม่ว่ามีคนกล่าวขานถึงความ "ยอดเยี่ยม" ของเธออยู่ห่างไกลนับพันลี้ ตอนนี้เธอกำลังวุ่นอยู่กับการดูแลสวนผักเล็กๆ ของตนเอง
เข้าสู่กลางเดือนมิถุนายนแล้ว ผักในสวนต่างพากันเติบโต หลายพันธุ์ที่สุกไวก่อนใคร เช่น มะเขือเทศและแตงกวา ก็ออกผลให้เก็บกินได้แล้ว ส่วนมะเขือและถั่วฝักยาวที่ปกติจะสุกในเดือนกรกฎาคม ก็พลอยสุกเร็วก่อนกำหนดด้วยความอยากอาหารของฮวาเจา...
อาการแพ้ท้องเริ่มแสดงออกมาแล้ว โชคดีที่เธอไม่ได้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เพียงแต่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาเฉยๆ หากเห็นสิ่งใดแล้วอยากกินขึ้นมา ก็จะต้องได้กินทันที แม้แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีก็ไม่ได้
นอกจากนี้ เธอยังปลูกสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี เชอร์รีจากแดนเหนือ และองุ่นป่าไว้ในสวนอีกด้วย
องุ่นป่าที่ว่านั้น ไม่รู้ว่าเธอแอบปรับปรุงไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ตอนนี้มันอร่อยเสียจนฮวาเฉียงที่ไม่เคยแตะองุ่นมาก่อน ยังต้องหยุดกินไม่ได้
แต่ถึงจะกินกันขนาดนี้ก็ยังกินไม่หมด องุ่นออกลูกดกเต็มไปหมด ฮวาเฉียงยังสงสัยว่าทำไมองุ่นยิ่งกินถึงยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ผักอื่นๆ ในปีนี้ก็ออกดอกออกผลดกเป็พิเศษเช่นกัน
ฮวาเจาเลยก่อเตาอบดินไว้ในสวนเสียเลย จะเอาไว้ใช้อบแห้งผลไม้ อบขนมปัง ย่างไก่ ย่างปลา ทำอะไรก็อร่อย เหมือนมีเตาอบวิเศษ
โรงเก็บของที่เคยใช้เพาะถั่วงอกก็มีประโยชน์เช่นกัน เธอปรับปรุงมันใหม่ ใช้ตากองุ่นแห้ง
แน่นอนว่าก็เก็บไว้ส่วนหนึ่งสำหรับทำเหล้า
ฮวาเฉียงดื่มเหล้าไม่ได้ แต่เขาก็ชอบรสชาติมันมาก ่นี้อาการปวดท้องทุเลาลง เขาจึงแอบดื่มไปสองสามจิบ
ดื่มเสร็จก็ทรมานอีก ฮวาเจาจึงทำไวน์ให้เขาแทน หวังว่าองุ่นที่เปี่ยมด้วยพลังิญญาเหล่านี้ จะช่วยบรรเทาอาการป่วยของเขาได้บ้าง หรืออย่างน้อย ดื่มแล้วก็ไม่น่าจะปวด
หลังจากเก็บผักที่สุกงอมในวันนี้เสร็จ ฮวาเจาก็ไปให้อาหารเหล่าสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของเธอที่หลังบ้าน
ลูกหมูหลายตัวโตขึ้นมาก อ้วนท้วนขาวจ้ำม่ำ ส่วนลูกไก่ลูกเป็ดก็เติบใหญ่ ขนสวยงามเป็มัน
พวกมันไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในสวน กินๆ นอนๆ วนเวียนไป
ฮวาเจาแบ่งที่ดินสองแปลงให้พวกมันโดยเฉพาะ จะกินจะทำลายอะไรก็ได้ แต่ห้ามเข้ามาในส่วนอื่น หากล้ำเส้นเมื่อไหร่ ก็มีดอีโต้รออยู่
อาจเป็เพราะสัตว์พวกนี้เติบโตมาด้วยอาหารที่พิเศษ จึงมีพลังิญญามากขึ้น พวกมันจึงเข้าใจ ภายหลังไม่กล้าล้ำเส้นอีกเลย
...
ทันใดนั้นเธอก็อยากกินปลาขึ้นมา ฮวาเจาหิ้วถังและสวิง ตักองุ่นแห้งกำมือหนึ่งแล้วเดินออกไป
เอาองุ่นแห้งนี่แหละไปล่อ ปลามันชอบนัก ไม่ต้องตก แค่ตักก็พอ
อีกครั้งที่ได้กลับบ้านพร้อมของเต็มมือ ฮวาเจาตักปลาตัวใหญ่สองตัวหนักราว 2 กิโลกรัมขึ้นมา เตรียมจะทำปลาแดง ส่วนปลาที่หนักราวครึ่งกิโลกรัม จะนำไปต้มซุป ส่วนปลาที่ตัวเล็กกว่านั้น จะเอาไปขุนในโอ่งสักสองสามวัน แล้วเอาไปอบแห้ง ส่งให้เย่เซิน
ขณะที่กำลังคิดว่าเขาจะชอบไหม ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอมาจากด้านหลัง "เสี่ยวฮวา! มาดูสิว่าใครมาหาแก!"
เสียงของป้าหม่าดังแหลม แทรกด้วยความยินดีปนประหลาดใจ
ฮวาเจาหันไป ก็เห็นป้าหม่ากำลังพาหญิงชราคนหนึ่งและหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในบ้าน
หญิงชราอายุราว 60 ปี ผมขาวโพลนถูกหวีรวบไว้อย่างเรียบร้อย สวมเสื้อสีฟ้าเก่าๆ ที่ปะชุนหลายแห่ง เดินสั่นเทาเข้ามาหาเธอ
ฮวาเจามองไป ก็เห็นว่าเท้าของเธอมีลักษณะที่ห่อไม่สำเร็จ ปลายเท้าแหลมมน หลังเท้าหนา แต่เท้าทั้งเท้ากลับไม่ได้เล็ก
ผู้สูงอายุหลายคนในวัยนี้ก็มีลักษณะเช่นนี้ เมื่อสมัยเด็กๆ ครอบครัวอาจจะพอมีอันจะกิน สังคมก็ยังนิยมห่อเท้า พวกเธอจึงถูกห่อ แต่ยังไม่ทันได้เข้าที่ สังคมก็เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องคลายผ้าห่อเท้า กลายเป็อย่างที่เห็น
ดวงตาดำขลับของหญิงชราจ้องมองฮวาเจาอย่างสั่นเทา
หญิงวัยกลางคนที่ยืนข้างๆ จ้องเธอด้วยสายตาที่เปิดเผยและสนใจใคร่รู้ยิ่งกว่า
ข่าวลือช่างเกินจริงเสียจริง! ใครบอกว่าฮวาเจาหนักกว่า 100 กิโลกรัมเหมือนหมีกัน? ยัยหนูนี่ดูยังไงก็แค่รูปร่างกำยำกว่าคนอื่นไปหน่อย ไม่ได้อ้วนเลยนี่!
ใครว่าผิวคล้ำอีก?
ใบหน้านี่ใสจนแทบจะสะท้อนแสงได้เลยนะ!
ใครว่าขี้เหร่อีก?
ดวงตากลมโต จมูกโด่ง ปากเล็กๆ แบบนี้ ถ้าเรียกว่าขี้เหร่ แล้วคนสวยๆ ในโลกนี้จะเหลืออะไรอีกล่ะ?
เข้าสู่กลางเดือนมิถุนายนแล้ว ฮวาเจาผอมลงเหลือราว 65 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับส่วนสูง 170 เิเของเธอ ก็ถือว่ารูปร่างดี แถมยังเป็แบบที่หนุ่มๆ สมัยนี้ชอบกัน คือมีเนื้อมีหนัง
มีน้ำมีนวล ตรงไหนควรใหญ่ก็ใหญ่ ตรงไหนควรเล็ก ตอนนี้ก็ยังเล็กไม่ได้ เพราะกำลังตั้งท้องนี่นา
ซุนชุนอิงรู้สึกเสียใจอย่างมาก หากรู้ว่าฮวาเจาเป็แบบนี้เมื่อสองเดือนก่อน หลานชายของเธอคงมีคู่ไปแล้ว!
ฮวาเจาถามป้าหม่า "นี่ใครกันคะ? ฉันรู้จักเหรอคะ?"
ป้าหม่าขยิบตาให้ฮวาเจา พลางพูดด้วยน้ำเสียงแปลกๆ "นี่แกไม่รู้จักคุณยายกับคุณป้าสะใภ้ใหญ่ของตัวเองแล้วเหรอ? เอ้อ อันนี้ก็ไม่แปลกหรอก ตอนแกเจอพวกคุณครั้งสุดท้าย แกยังแค่ห้าหกขวบ จะจำอะไรได้! หลายปีมานี้คุณยายกับคุณป้าสะใภ้ใหญ่ก็ไม่เคยมาหาแก จะจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก"
ซุนชุนอิงเบิกตาใส่ทันที นี่เริ่มจะเหน็บพวกเธอแล้วเหรอ? เหน็บก็เหน็บไปสิ เธอไม่กลัวหรอก
"เสี่ยวฮวา ป้าเป็ป้าสะใภ้ใหญ่ของแกนะ เมื่อก่อนลืมกันไปไม่เป็ไร ต่อไปป้ามาหาบ่อยๆ เดี๋ยวก็ไม่ลืมกันเอง!" เธอหัวเราะเดินเข้าไปหาฮวาเจา แล้วดันยายเฒ่าไปข้างหน้าฮวาเจา
"นี่คุณยายของแก ไม่จำแล้วใช่มั้ย? ไม่เป็ไร ต่อไปก็จำได้เอง!"
พูดจบสายตาก็เริ่มสอดส่ายไปทั่ว นี่บ้านใหญ่โตจริงจัง ผักในสวนก็งอกงามดีจริงๆ แถมยังสุกแล้วด้วย! แถมยังออกผลดกขนาดนี้ โอ้โห ต่อไปบ้านเธอคงไม่ต้องกลัวอดผักแล้ว
"อ๋อ ที่แท้ก็คุณยายกับคุณป้าสะใภ้...สะใภ้ไหนนะคะ?" ฮวาเจาถามป้าหม่า
ป้าหม่ายิ้มแล้วพูดเสียงดังว่า "เขาบอกว่าเป็ป้าสะใภ้ใหญ่ของแกไง"
"แล้วฉันมีป้าสะใภ้สอง ป้าสะใภ้สามอะไรอีกรึเปล่าคะ?" ฮวาเจาถามอย่างอยากรู้ เหมือนไม่รู้เื่ราวอะไรของบ้านคุณยาย
ที่จริงเธอจำได้แล้วต่างหาก คุณยายคุณตาของเธอยังมีชีวิตอยู่ มีลูกชายสามคนคือ จางต้าฟู่ จางต้ากุ้ย และจางต้าฉวน นอกจากแม่ของเธอ จางกุ้ยหลาน เธอยังมีน้าสาวอีกคน คือจางกุ้ยจือ
แต่ละคนก็ไม่ใช่คนธรรมดา
"ป้าสะใภ้สองก็มีอยู่ แต่ป้าสะใภ้สามของแกยังไม่ได้แต่งงาน" ซุนชุนอิงพูดแล้วเหลือบมองบ้านของฮวาเจา โอ่โถงจริง
ฮวาเจาหรี่ตาลง เธอและคุณปู่ สภาพแก่และพิการ เป็ที่หมายตาจริงๆ
"คุณยายกับคุณป้าสะใภ้ ไม่ได้มาบ้านฉัน 10 กว่าปี วันนี้มากันทำไมคะ? มีธุระอะไรหรือเปล่า?" ฮวาเจาถามขึ้นมาทันที
ไม่คิดว่าเธอจะถามตรงๆ แบบนี้ ซุนชุนอิงและยายเฒ่าถึงกับชะงัก
แต่เพียงครู่เดียว ยายเฒ่าก็หัวเราะออกมาอย่างใจดี "พวกเราแค่คิดถึงแก ก็เลยมาดู มาหา ไม่ได้มีธุระอะไรหรอก"
"ทำไมถึงเพิ่งนึกถึงฉันเอาตอนนี้ล่ะคะ?" ฮวาเจาถามตรงยิ่งกว่า "ได้ยินว่าฉันมีเงินแล้วใช่ไหม?"
สีหน้าของซุนชุนอิงเปลี่ยนไปทันที "แกนี่ พูดอะไรออกมา! พวกเราแค่ได้ยินว่าแกแต่งงานแล้ว ตั้งท้องแล้ว ก็เลยมาดู! นี่ไม่เห็นใจกันเลย! ถ้าไม่เห็นใจ พวกเราก็ไป!"
"ถ้าอย่างนั้น คุณยาย คุณป้าสะใภ้ ลาก่อนค่ะ" ฮวาเจายิ้มอย่างสุภาพ
ซุนชุนอิงถึงกับหน้าเสีย
ยายเฒ่ารีบตบแขนซุนชุนอิง แล้วแสร้งโกรธ "โตขนาดนี้แล้ว ยังมาถือสาเด็กอีก!"
จากนั้นก็หันไปพูดกับฮวาเจา "ป้าสะใภ้แกก็เป็แบบนี้แหละ ปากว่าใจดี ได้ยินว่าแกท้องก็ดีใจใหญ่ ยังเอาไข่ไก่มาให้แกด้วยนะ"
ซุนชุนอิงทำตามคำพูด ควักไข่ไก่ 2 ฟองออกมาจากกระเป๋า
ฮวาเจา...
