เมื่อนางถามเช่นนี้ จีอู๋ซวงก็เลิกคิ้วขึ้น หยวนเป่าขมวดคิ้ว สตรีมอมแมมผู้นี้คือใครกัน? แน่นอนว่าเขาเป็ลูกแท้ๆ ที่เกิดจากท่านแม่ มิเช่นนั้นคือเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือ?
หยวนเป่าน้อยไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง จึงไม่ก้าวเข้าไปตรวจสอบชีพจรให้นาง
นั่นก็เพราะว่าคำพูดที่เพิ่งกล่าวมานั้น ผู้พูดไร้เจตจำนง ทว่าคนฟังกลับมีความตั้งใจ ฮวาเหยียนใจเต้นแรง นางคิดว่าเป็ไปได้หรือไม่ที่สตรีผู้มีนามว่าฉิงคงจะมองอันใดบางอย่างออก? ไม่ถูกต้อง เื่ราวชีวิตของหยวนเป่านอกจากนางแล้วย่อมมิมีผู้ใดทราบเป็แน่
ไม่นับผู้เฒ่าติง เขาก็เพียงแค่กล่าวตามใจปากเท่านั้น ตนเองมิได้มีบุตรที่คลอดออกมาให้ต้องเลี้ยง แม้จะอาศัยอยู่ด้วยกันที่หุบเขาถึงสี่ปี ทว่านางก็ไม่เคยเปิดเผยความลับนี้ออกมาเลยสักครั้ง
เหตุผลที่เรียกความลับว่าความลับ ย่อมเป็เพราะว่าเื่ราวบางเื่มีไว้เพื่อให้เน่าตายในท้องของตนเอง หากแม้แต่ตนเองก็เก็บรักษาเอาไว้ไม่ได้ แล่นไปบอกคนอื่น เช่นนั้นแล้วยังมีสิทธิ์อันใดขอร้องให้ผู้อื่นช่วยเก็บความลับอีกเล่า?
ดังนั้นเื่ที่เกิดขึ้นบนหน้าผาน้ำแข็งและหิมะ สี่ปีที่พ้นผ่าน นางไม่เคยบอกผู้ใดเลยแม้แต่คำเดียว
“คุณหนูใหญ่ คุณชายน้อยเติบโตมาโฉมหน้าละม้ายคล้ายท่าน คล้ายท่านเหลือเกิน...”
เสียงร้องของฉิงคงสั่นสะท้านราวกับนางติดอยู่ในความทรงจำบางอย่างที่ทั้งหวานชื่นและแฝงไปด้วยความขมขื่น
ในตอนนั้นเอง ฮวาเหยียนได้ยืนยันตัวตนของฉิงคงในใจแล้ว
นางเป็สาวใช้ประจำกายของมู่อันเหยียน จุดนี้นางมิจำเป็ต้องสงสัยเลยสักนิด เพราะตราบใดที่แค่หาคนในตระกูลมู่ออกมาสักคนเพื่อยืนยัน ตัวตนของนางก็มิอาจปลอมแปลงได้แล้ว
เพียงแต่นางไม่รู้เลย ตลอดสี่ปีที่ผ่านมานางไปอยู่ที่ใดกัน แล้วเพราะเหตุใดนางถึงโผล่มาด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้อีกครั้งที่หลังประตูจวน?
นี่คือสิ่งที่ฮวาเหยียน้าทราบ
“ท่านแม่ขอรับ ตกลงแล้วนางเป็ผู้ใดกัน?”
หยวนเป่าขมวดคิ้วและถามขึ้นมาอีกครั้ง สายตาที่สตรีผู้นี้ใช้มองเขา พาให้เขารู้สึกไม่สงบใจเล็กน้อย
“ฉิงคง มานี่สิ”
ฮวาเหยียนไม่ตอบหยวนเป่า แต่กลับโบกมือให้นางเข้ามา
นางวิ่งโซซัดโซเซมาตรงหน้าฮวาเหยียน เงยหน้ามองเ้านายตาปริบๆ “คุณหนูใหญ่…”
“เ้ามีนามว่าฉิงคงใช่หรือไม่ เมื่อสี่ปีที่แล้ว เ้าเป็สาวใช้ประจำกายข้า ใช่หรือไม่?”
ฮวาเหยียนถาม
นางพยักหน้าติดต่อกันครั้งแล้วครั้งเล่า
“คุณหนูใหญ่ ท่านจำข้าน้อยมิได้จริงๆ หรือ? แม้ว่าข้าน้อยจะเสียโฉมไป ทว่าก็มิได้เปลี่ยนแปลงอันใดมากมาย ท่านไม่น่าจะจำข้าน้อยมิได้นี่เ้าคะ...!~”
นางลูบใบหน้าของตน ร้อนรนอยากให้ฮวาเหยียนจดจำตนเองได้
ท่าทางเช่นนี้พาให้ผู้ที่พบเห็นเวทนานัก
“เมื่อสี่ปีที่แล้ว ข้าสูญเสียความทรงจำ จึงจำอันใดมิได้เลย”
ฮวาเหยียนพูดออกมาตรงๆ
ทันทีที่สิ้นเสียงเสียง ก็เห็นเพียงฉิงคงที่ยืนอึ้งตะลึงอยู่ที่เดิม ราวกับนางได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หยาดน้ำตาพลันไหลร่วงออกมาเป็สาย ทั้งๆ ที่ดวงตาไม่กะพริบ นางร่ำไห้โดยไร้เสียงอย่างสิ้นหวัง “สูญเสียความทรงจำ? ไม่ว่าเื่อันใดล้วนจำไม่ได้เลยทั้งสิ้น? เป็ฉิงคงเองที่ไม่ปกป้องท่านให้ดี เป็ความผิดของข้าน้อยเอง เป็ความผิดของข้า ฮือๆๆๆ...คุณหนูใหญ่ ข้าขออภัย ข้าขออภัยเ้าค่ะ...
จู่ๆ นางพลันสูญเสียการควบคุม ยกมือกุมหัวและฉีกทึ้งดึงผมของตนเอง ท่าทางราวกับเสียสติ
“พอแล้ว เ้าลุกขึ้นเถิด สงบใจลงสักนิด มีเื่อันใดก็ค่อยๆ พูดเถิด”
ฮวาเหยียนเห็นนางเป็เช่นนี้ก็ให้อดทนไม่ไหว จึงเปล่งเสียงกล่าวออกมาเช่นนั้น
ฉิงคงค่อยๆ เหยียดกายลุกขึ้น ท่าทางของนางยังคงขวัญหนีดีฝ่อ ฮวาเหยียนขอให้หยวนเป่าช่วยนางจับชีพจร จีอู๋ซวงรีบก้าวขึ้นมาข้างหน้า “เื่เล็กน้อยเยี่ยงนี้ ให้จีอู๋ซวงทำก็พอแล้ว”
ด้วยท่าทางที่กระตือรือร้นเอาใจใส่เช่นนี้ พาให้ฮวาเหยียนกลอกตามองเขาเงียบๆ
“ถึงท่านจะขยันขันแข็งเพียงใดก็หาได้มีประโยชน์ไม่ อย่างไรข้าก็ไม่มีวันยอมเห็นด้วย!”
ฮวาเหยียนเน้นย้ำ
เมื่อถูกปฏิเสธเข้าหลายครั้ง จีอู๋ซวงก็เมินเฉย ท่าทางราวกับเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองเช่นนั้น
“ร่างกายของขอทานน้อยผู้นี้เห็นได้ชัดว่าขาดสารอาหาร ดูเหมือนว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานมาไม่น้อย วันหน้าก็ต้องเสริมบำรุงร่างกายให้ดี มิเช่นนั้นจะกลายเป็โรคเรื้อรัง”
“ข้าน้อยสบายดีเ้าค่ะ”
ทันทีที่เสียงของจีอู๋ซวงจบลง สตรีที่มีนามว่าฉิงคงก็รีบร้อนถอนมือออก
“ข้ามีคำถามมากมาย้าจะถามเ้า แต่เ้าไปจัดการตัวเองให้สะอาดเสียก่อน”
ฮวาเหยียนกล่าว
ทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าของนางก็ปรากฏความอับอายวาบผ่าน นางแทบจะหารูมุดหนี ปัญหามาจากอากาศที่ร้อนเหลือเกิน ตอนนี้นางเองก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากร่างกายของตนเองแล้วเช่นกัน
ฉิงคงถูกพาตัวไปจัดการล้างเนื้อล้างตัว ฮวาเหยียนเองก็ไม่มีใจที่จะเสวนาอันใดกับจีอู๋ซวงแล้วเช่นกัน “สามารถเดินเล่นได้ตามสบายในจวนตระกูลมู่ เจียงจื่อเฮ่าก็อยู่ในจวนนี้เช่นกัน หากท่านเบื่อ ก็สามารถไปเล่นกับเขาได้ อ่อ ใช่แล้ว วันนี้เมื่อเช้าเขาโดนข้าต่อยไป ร่างกายได้รับาเ็ ท่านไปรักษาให้ได้พอดี...”
ฮวาเหยียนเปิดปากกล่าวส่งๆ
จีอู๋ซวงพูดไม่ออก เหตุใดเจียงจื่อเฮ่าถึงมาอยู่ที่จวนตระกูลมู่ได้เล่า? อีกทั้งยังโดนสตรีที่อยู่ตรงหน้าต่อยอีก? หึ…น่าสนุก
เขารู้ว่าด้านฮวาเหยียนมีธุระให้ต้องจัดการแล้ว ดังนั้นจึงกล่าววาจาไล่แขก เขาเองก็มิได้พร่ำพูดอันใดเพิ่มเติม พยักหน้าให้ “ได้ ข้ามิได้เจอหน้าเขามานานพอดี ไปพูดคุยเื่เก่าก่อนกัน”
“ท่านแม่ เช่นนั้นหยวนเป่าลงไปจัดการยาที่ซื้อมาก่อนนะขอรับ รออีกสักครู่ ข้าจะกลับมาอยู่เป็เพื่อนท่าน”
หยวนเป่าตบล่วมยาเล็กๆ ที่อยู่บนพื้น
ไม่ว่าจะเป็จีอู๋ซวงหรือหยวนเป่าล้วนมองออกว่าเป็เพราะการปรากฏตัวของสาวใช้ที่มีนามว่าฉิงคง ที่ทำให้ฮวาเหยียนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และทราบว่าผ่านไปสักพักย่อมต้องมีคำถามที่ต้องสอบถามเป็แน่ เช่นนั้นนางย่อมไม่อยากให้มีผู้อื่นอยู่ด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงควรหลบฉากหลีกเลี่ยงไปก่อน
“ได้ หยวนเป่าเด็กดี...”
ฮวาเหยียนลูบศีรษะของหยวนเป่า เนื่องจากความห่วงใยของเด็กน้อย หัวใจของนางพลันอบอุ่นขึ้น
...
นางนั่งรอในศาลาคลายร้อน และในไม่ช้าฉิงคงก็ถูกสาวใช้พาตัวมา หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเป็ชุดของสาวใช้แล้ว ใบหน้าที่เผยออกมานั้นเหลืองและซูบ รอยแผลเป็ยังคงอยู่ ไม่น่ามองยิ่งนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปร่างของนางผอมบาง เมื่อเปลี่ยนมาเป็ชุดของสาวใช้ที่กระโปรงค่อนข้างใหญ่แล้ว เมื่ออยู่บนร่างของนางก็ราวกับเด็กน้อยที่ขโมยชุดของผู้ใหญ่มาสวมเสียอย่างนั้น
“นั่งสิ”
ฮวาเหยียนชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ฉิงคงส่ายหัวและยืนอยู่ข้างหน้าฮวาเหยียน นางมีความระมัดระวังเล็กน้อย ดวงตายังคงแดงระเรื่อ “ฉิงคงมิบังอาจเ้าค่ะ”
“มิเป็ไร นั่งลงเถิด”
ฮวาเหยียนกล่าวอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม
ฉิงคงส่ายหัว มองฮวาเหยียนด้วยดวงตาสีแดงระเรือของนาง แม้ว่าคุณหนูใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านางจะมีรอยยิ้มบนริมฝีปาก ทว่านางกลับรู้สึกว่าต้องให้เกียรติอย่างไร้ข้อกังขา มิอาจหักหลังได้โดยเด็ดขาด
เวลาสี่ปี ช่างยาวนานเหลือเกิน
คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไป และนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
หากบอกว่าคุณหนูใหญ่เมื่อสี่ปีที่แล้วอ่อนโยนและไร้ความอันตราย เช่นนั้นแล้วคุณหนูใหญ่ในยามนี้กลับแฝงบรรยากาศที่เฉียบคมอยู่ด้วย
สี่ปีที่มิได้พบ ราวกับเวลาจะผ่านไปหนึ่งศตวรรษแล้ว
นางส่ายหัว ยังคงยืนยันที่จะไม่นั่ง ช่างดื้อรั้นเสียจริง
ฮวาเหยียนเลิกคิ้ว พลันเอ่ยถามขึ้นมาทันที “เกิดอะไรขึ้นกับเ้าใน่สี่ปีที่ผ่านมา?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้สิ้นสุดลง เห็นเพียงสตรีที่อยู่ตรงหน้าขดตัว ราวกับไม่อยากจดจำ่เวลาเ่าั้ ทว่านางก็ยังกัดริมฝีปากและกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ข้าน้อยเคยขอทานอยู่ที่เมืองหลวง เพื่อรอคุณหนูใหญ่หวนกลับคืนมาเ้าค่ะ เมื่อเร็วๆ นี้ได้ข่าวว่าคุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว ข้าน้อยก็เลยลอบกลับมา ทว่าข้าน้อยไม่กล้าเข้ามาทางประตูใหญ่ จึงเดินวนรอบประตูข้างมาสองวัน ทว่าก็ถูกไล่ออกไป ข้าน้อยเองก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง จึงคิดวิธีปีนกำแพงที่โง่เขลานี้ขึ้นมา คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยคิดคำนึงถึงท่านมากจริงๆ เ้าค่ะ...”
แค่คำพูดไม่กี่ประโยคเท่านั้น ทว่าภายในนั้นกลับซ่อนความเศร้าโศกไว้มากมายเพียงใดกัน
ขอทานมาสี่ปี หญิงสาวที่งดงามดุจดอกไม้ กลับต้องเป็ขอทานมาถึงสี่ปี
นางไม่รู้ว่าเกิดเื่ใดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน ทว่าสตรีตรงหน้าที่มีนามว่าฉิงคงย่อมทราบเป็แน่
นางไม่กล้ากลับมา ย่อมต้องมีเหตุ
“ที่ผ่านมาข้าเชื่อใจเ้ามากเชียวหรือ?”
