"ถ้าไม่ใช่น้องรอง... แล้วจะมีใครในบ้านนี้อีกที่กล้าขโมยเงิน?" ถังฟู่กุ้ย น้องสามปากเปราะโพลงขึ้นมา "นอกจากฟานหรงที่รู้ว่าเมียซ่อนเงินไว้ไหน ก็ไม่มีใครรู้เื่นี้อีกแล้วนะ"
โบราณว่า 'มีเมียดีเป็ศรีแก่ตัว' แต่สำหรับเถียนจ้าวตี้แล้วคงต้องเป็ 'มีเมียโง่พาซวยทั้งโคตร' แทนที่จะหุบปากให้สนิท ดันมาป่าวประกาศกลางวงชาวบ้านว่า 'เงินหาย' และ 'คนเดียวที่รู้คือลูกชายคนโต'
เท่ากับชี้เป้าให้คนทั้งบางรู้ว่า 'ขโมย' คือ 'ถังฟานหรง' ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนางเองชัดๆ
"โจรนอกบ้านพอป้องกันได้ แต่โจรในบ้านนี่สิ... เฮ้อ สรุปคือไอ้ฟานหรงมันขโมยเงินพ่อมันไปน่ะสิ มิน่าล่ะ เมื่อเช้าเห็นมันหอบผ้าหอบผ่อนแอบย่องออกไป พอทักว่าจะไปไหน มันดันทำหน้าเชิดใส่บอกจะไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ ที่แท้ก็เชิดเงินหนีไปนี่เอง"
ถังฟู่กุ้ยหน้าตื่น ร้อนรนเหมือนไฟลนก้น ราวกับเงินก้อนนั้นเป็สมบัติของตัวเอง "ไม่ได้การล่ะ ฉันจะไปตามล่ามันที่ตลาด ฉันต้องไปทวงเงินฉันคืน เงินนั่นมันเป็ส่วนแบ่งของฉันนะเว้ย" ด้วยความที่เป็ลูกคนเล็กที่ถูกตามใจจนเสียคน บวกกับสติปัญญาที่ไม่ค่อยจะสมประกอบ เขาจึงหลุดปากเผยธาตุแท้ออกมาหมดเปลือก
ถังซานโฉ่วได้ยินแล้วหน้ามืด ลมแทบจับ มือไม้สั่นชี้หน้าลูกชายคนเล็ก ร่างกายเซถลาจนถังกุ้ยฮวาต้องรีบถลันเข้าไปประคอง
ความหวังสุดท้ายมลายสิ้น... เงินเก็บก้อนโตถูกหลานชายตัวดีเชิดหนีไปแล้ว ต่อให้รื้อบ้านจนพังก็ไม่มีทางเจอแม้แต่แดงเดียว
ถังกุ้ยฮวาหน้าเสีย เดิมทีนางไม่อยากยุ่งเื่เน่าเหม็นในบ้าน แต่เื่ฉาวโฉ่ขนาดนี้คงปิดไม่มิด ถ้าขืนปล่อยไว้ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้ นางคงหาผัวดีๆ ไม่ได้แน่ สายตาตื่นตระหนกของนางกวาดไปทั่ว ก่อนจะสบเข้ากับ 'จางเหม่ยลี่' พี่สะใภ้ใหญ่
จางเหม่ยลี่สะดุ้งเฮือก สังหรณ์ร้ายพุ่งวาบ แล้วก็จริงดังคาด... "พี่สะใภ้ใหญ่คะ บ้านเราเจอวิกฤตขนาดนี้ ถ้าพี่ใหญ่กับพี่ยังนิ่งดูดาย ไม่ช่วยกันควักเนื้อ... มันจะดูไม่งามเอานะคะ"
จางเหม่ยลี่ยิ้มเจื่อนแก้เก้อต่อหน้าชาวบ้าน "โธ่... อาเล็กก็รู้สถานการณ์บ้านพี่ดี ตอนแยกบ้านพ่อแม่ก็ไม่ได้ให้อะไรมาสักอย่าง ทุกวันนี้ยังต้องกัดก้อนเกลือกิน ใช้หนี้หัวโตอยู่เลย..."
"พอ หุบปากกันให้หมด" ถังซานโฉ่วตวาดลั่น หมดความอดทน เดิมทีเื่ในมุ้งไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกรู้ แต่นี่เล่นแฉกันเองจนชาวบ้านรู้กันหมดทั้งบางแล้ว
"เห็นกันชัดๆ แล้วนี่ว่าบ้านเราถังแตก เงินไม่มีให้หรอก แต่คนน่ะมี เอาตัวมันไปเลย ใครทำผิดก็รับกรรมไป ถือซะว่าฉันไม่มีลูกชายคนนี้" ชายชราตัดสินใจเชือดไก่ให้ลิงดู ยอมตัดหางปล่อยวัดลูกชายคนเล็กเพื่อจบปัญหา
ถังฟู่กุ้ยยืนตะลึงตาค้าง ส่วนหลี่ชุ่ยเสียหวีดร้องเสียงหลง ถังซานโฉ่วเป็คนพูดจริงทำจริง ถ้าลูกรักโดนจับไป นางจะอยู่ยังไง
จูโหย่วหวังไม่รอช้า พยักหน้าให้พรรคพวกเข้าไปหิ้วปีกถังฟู่กุ้ยออกมา
คนจนตรอกอย่างเขาไม่กลัวอิทธิพลหน้าไหนแล้ว มีญาติเป็คนในเครื่องแบบ เื่ซ้อมคนให้คายความลับน่ะงานถนัด รับรองว่าถังฟู่กุ้ยต้องคายเงินออกมาจนหมดไส้หมดพุงแน่
"ช้าก่อน"
ท่ามกลางความโกลาหล จู่ๆ เสียงหวานเนิบนาบแต่ทรงอำนาจก็ดังแทรกขึ้น
'ซุนกวาฟู' แม่หม้ายสาวพราวเสน่ห์ประจำหมู่บ้าน เดินนวยนาดแหวกฝูงชนเข้าไปประคองถังฟู่กุ้ยที่แข้งขาอ่อนให้ลุกขึ้น นางปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเขาอย่างเบามือ แล้วหันมาโปรยยิ้มยั่วยวน
"แค่เงินสองร้อยหยวน... ไม่เห็นต้องทำรุนแรงกันขนาดนี้เลยนี่คะ?"
…
"ฮ่าๆๆ สรุปคือเจ๊ซุนยอมจ่ายหนี้แทนอาเล็ก แต่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าต้องรับเจ๊แกเป็เมียงั้นเหรอ? โอ๊ย ขำจนปวดท้องไปหมดแล้ว" ถังหว่านหัวเราะร่าจนตัวงอ น้ำหูน้ำตาไหล
ภรรยาของเอ้อจู้มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู... ผิวขาวเนียนดั่งหิมะ แก้มบุ๋มเป็ลักยิ้มสวย ขนตางอนยาวกะพริบไหวเหมือนปีกผีเสื้อ ตอนอยู่บ้านแม่ นางถูกสอนมาตลอดว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ หัวเราะเสียงดังถือว่าไม่งาม
แต่พอมองถังหว่านหัวเราะ... นางกลับไม่รู้สึกขัดตาเลยสักนิด กลับดูสดใสมีชีวิตชีวาเสียด้วยซ้ำ
จริงอย่างที่แม่สามีบอก... เด็กคนนี้เนื้อแท้เป็คนดี ไม่งั้นคงไม่กลับมาดูแลพ่อพิการในบ้านรูหนูนี่หรอก แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าน่าคบหา
ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกัน บวกกับความเป็คนซื่อของภรรยาเอ้อจู้ คุยกันไม่กี่ประโยค ถังหว่านก็ล้วงความลับ เอ้ย ข้อมูลเด็ดๆ มาได้เพียบ แผนของแม่หม้ายซุนนี่ร้ายลึกนัก ยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อใจ แต่สุดท้ายก็ได้แต่งเข้าตระกูลถังสมใจอยาก
ดราม่าโรงใหญ่นี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่
ถังหว่านสลัดเื่วุ่นวายของบ้านนั้นทิ้ง หันมาง่วนอยู่กับการถักเชือกป่านในมือ เชือกเส้นเล็กๆ เหล่านี้จะถูกถักเกลียวแน่นบนหน้าขา เพื่อเตรียมนำไปทำเป็พื้นรองเท้า
งานหินที่สุดคือการทำ 'พื้นรองเท้า' นี่แหละ ต้องทำเตรียมไว้ล่วงหน้า พ่อจางขาดคนดูแลมาสิบปีนับั้แ่แม่เสีย ไม่มีผู้หญิงในบ้านก็ไม่มีใครทำให้ ใส่แต่รองเท้าขาดๆ วิ่นๆ ยิ่งขาข้างหนึ่งพิการด้วยแล้ว การตัดเย็บยิ่งต้องพิถีพิถันเป็พิเศษ
ถังหว่านตั้งใจเรียนรู้วิชากับภรรยาเอ้อจู้อย่างขะมักเขม้น
เริ่มจากเอาเศษผ้ามาทากาวแป้งเปียกทีละชั้นๆ จนหนา ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วเอาแพทเทิร์นรองเท้าของแม่จางมาทาบตัด ขั้นตอนปราบเซียนคือการเย็บขอบ ต้องใช้เข็มเล่มโตเจาะทะลุชั้นผ้าหนาๆ แล้วเอาเข็มเล็กสอดด้ายตาม
"ดูนะน้องสาว จับเข็มใหญ่ให้แน่นด้วยนิ้วโป้ง ชี้ กลาง ดันให้ทะลุรวดเดียว แล้วเอาเข็มเล่มเล็กร้อยด้ายตามเข้าไป..." ภรรยาเอ้อจู้สอนอย่างใจเย็น
ถังหว่านเริ่มจับทางได้ เย็บวนจากขอบเข้าสู่แกนกลาง ฝีเข็มต้องถี่และสม่ำเสมอเรียงกันสวยเหมือนเมล็ดงา พื้นรองเท้าถึงจะแ่าทนทาน
สำหรับพ่อจาง ถังหว่านจงใจเสริมส้นข้างที่พิการให้หนากว่านิดหน่อย จะได้เดินเหินสะดวกขึ้น
รองเท้าผ้าแฮนด์เมดแบบนี้ใส่สบาย ระบายอากาศดี ไม่ลื่น สมัยนี้ถ้าไม่ใช่เศรษฐีมีตังค์ซื้อรองเท้าหนัง ใครๆ เขาก็ใส่รองเท้าผ้ากันทั้งนั้น
"โห…
ฝีมือพี่สะใภ้นี่ระดับเทพเลยนะ ทำสวยขนาดนี้เอาไปขายในเมืองได้สบายๆ เลย" ถังหว่านชมเปาะ เธอเพิ่งหัดทำได้แค่พอถูไถ แต่ของพี่สะใภ้นี่เนี้ยบกริบทุกระเบียบนิ้ว
"แหม น้องสาวก็ชมเกินไป ฝีมือบ้านๆ แบบพี่ ใครเขาจะซื้อกัน ผู้หญิงในหมู่บ้านทำเป็กันหมดแหละจ้ะ ใครจะยอมควักตังค์ซื้อ"
ถังหว่านชะงัก จริงของพี่สะใภ้... ยุคนี้ปากท้องสำคัญที่สุด ใครจะมาฟุ่มเฟือยซื้อรองเท้า
เงินเก็บเธอร่อยหรอเหลือแค่ยี่สิบหยวน อนาคตข้างหน้ายังมืดมน ขืนไม่รีบหาลู่ทางทำกิน อีกไม่กี่วันพ่อจางคงไม่มีเงินรักษาตัวต่อแน่
"เอาล่ะ รองเท้าเสร็จแล้ว พี่ก็หมดมุกจะสอนแล้วล่ะ บ่ายนี้พี่ต้องไปเก็บถั่วกับแตงกวามาตากแห้ง แล้วก็ต้องไปเกี่ยวหญ้าหมู เย็นนี้จะแวะไปเยี่ยมแม่ยายพร้อมพี่เอ้อจู้ พรุ่งนี้ค่อยมาสอนถักม่านลูกปัดนะ"
ม่านลูกปัดทำจากลูกหญ้าไข่มุกที่หาได้ตามทุ่งนา เอามาถักร้อยบังแดดบังตา ช่วยคลายร้อนได้ดีนัก
พอเห็นพี่สะใภ้หน้าแดงระเรื่อตอนพูดถึงสามี ถังหว่านก็นึกสนุกเอ่ยแซว "นานๆ กลับบ้านแม่ทั้งที ต้องให้พี่เขยหิ้วไก่หิ้วเป็ดไปฝากแม่ยายตัวใหญ่ๆ เลยนะ"
"บ้า เทศกาลก็ไม่ใช่ จะหอบไก่หิ้วเป็ดไปทำไมให้สิ้นเปลือง แค่ให้พี่เอ้อจู้ซื้อ 'ขนมข้าวตอก' ติดมือไปฝาก ก็หรูแล้วจ้ะ" ภรรยาเอ้อจู้ตอบเขินๆ
