ฟ้ายังไม่ทันสว่าง
ฮองเฮาจ้าวก็ตื่นจากบรรทมแล้ว
ความจริงแล้วนางแทบจะไม่ได้หลับเต็มอิ่มด้วยซ้ำ
ท่าทีงัวเงียดวงตาปรือกะพริบถี่
อีเหริน พระธิดาของนางก็หลับตาเช่นนี้ราวกับว่านางกำลังหลับอยู่
ทว่าเพียงแค่ไม่ยอมตื่นขึ้นมา
ท่านราชครูกล่าวว่านางไม่เป็ไร ทว่าสภาพของนางช่างน่าสงสารเหลือเกิน หลายวันมานี้ใบหน้าของอีเหรินเปลี่ยนเป็เรียวเล็กเสียแล้ว กระทั่งผมก็ขาวขึ้นเรื่อยๆ นางดูไม่เป็อะไรตรงไหนกัน
หลายวันมานี้ฮองเฮาจ้าวไม่ว่าเื่ใดก็ไม่สนใจ กระทั่งนกยูงขนโล้นเลี่ยนในสวนหงส์นางก็ยังไม่ไปดู นางไม่รู้ว่าต้องทำอะไรจึงได้แต่อยู่ข้างกายพระธิดาของตนเท่านั้น
วันนี้พิธีถวายพระพรนับเป็พิธีการครั้งสำคัญ
ฮองเฮาจ้าวจึงได้แต่ลืมตาขึ้น ลุกขึ้นแต่งกายเพื่อไปร่วมงาน
ร่างสะโอดสะองของนางในกระจก บัดนี้ใบหน้าเริ่มซีดขาว ผมมันจับเป็ก้อนดูราวกับก้อนเมฆที่แปะอยู่บนศีรษะนาง
นางใเสียจนเผลอทิ้งกระจกบานนั้นลงพื้น เมื่อกระจกบานนั้นกระแทกลงพื้น เสียง “เพล้ง” ก็ดังขึ้น
เสียงเช่นนี้เมื่อดังขึ้นในยามเช้าตรู่ ก็อดจะชวนให้ผู้คนเสียขวัญไม่ได้
ทั้งขันทีและนางกำนัลยามนี้ ก็ล้วนแต่ตื่นกันแล้วเช่นกัน
มีเพียงองค์หญิงที่ยังนอนอยู่อย่างไร้สุ้มเสียง
ฮองเฮาเ้ามองกระจกที่แตกออกเป็เสี่ยงๆ กระจายอยู่บนพื้น กระจกเหล่านี้ก็ได้อีเหรินของนางเป็คนคิดค้น ในหัวของเด็กหญิงคนนี้มักจะมีความคิดแปลกประหลาดมากมายเหลือเกิน…
เมื่อมองเศษกระจกบนพื้น นางก็เงยหน้ามองไปทางพระธิดาของตนอย่างเลื่อนลอย
ส่วนเหล่านางกำนัลไม่อาจร่วมเลื่อนลอยไปกับฮองเฮาได้ พวกนางต้องเร่งดูแลฮองเฮาให้สรงน้ำ สางผมให้เรียบร้อย
ใบหน้าขององค์หญิงน้อยที่แน่นิ่งอยู่บนเตียงเล็กเรียวจนสามารถใช้ฝ่ามือปิดได้มิด แพขนตายาวงอน ริมฝีปากบางเล็ก กระทั่งคิ้วงามก็เล็กเช่นกัน
ฮองเฮาจ้าวระลึกถึงพระธิดาที่แสนจะสดใสมีชีวิตชีวา พระธิดาของนางช่างรู้ความนัก ไม่ว่าเื่ใดก็คาดเดาความคิดนางได้หมด ต่อมาก็เป็นางเองที่เอาแต่เข้มงวด ส่วนพระธิดาก็เริ่มจะเข้มงวดกับนางเหมือนกัน เด็กหญิงคนนี้ช่างเข้าใจโลกเหลือเกิน เข้าใจโลกราวกับไม่ใช่เด็กหญิงคนหนึ่ง
ทว่ายามนี้เมื่อมองร่างน้อยที่ยังคงนอนนิ่ง ก็รู้ว่านางยังคงเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง
จิตใจของฮองเฮาจ้าวยุ่งเหยิงราวกับเชือกป่าน
ได้แต่จับจ้องไปที่พระธิดาของตนเช่นนั้น ครู่ต่อมาก็เงยหน้ามองนอกหน้าต่าง หน้าต่างทางทิศเหนือบานนี้ บรรยากาศยังคงเหมือนวันวาน ฮองเฮาจ้าวจึงได้ชอบมองหน้าต่างทางทิศนี้ที่สุด
ทั้งนี้เพราะนางกำลังรอ
รอข่าวจากแคว้นจิง
รอให้เขาได้เป็ฮ่องเต้
รอให้เขาแต่งตั้งฮองเฮา
รอให้เขามีโอรส
รอ...นางได้แต่รอ
ลำคอเรียวระหงยังคงนิ่งค้าง ดูราวกับหญิงที่รอคอยสามีจนกลายเป็หินอย่างไรอย่างนั้น
นางยังคงมองอย่างเลื่อนลอยอยู่เช่นนี้
จากหน้าต่างบานนั้น ทุกวันในยามเช้าตรู่จะสามารถมองเห็นดวงดาวสุกสกาวดวงหนึ่งได้
บัดนี้ฮองเฮาจ้าวยังคงมองหามันเช่นเคย
ทุกวันยามที่ฟ้าใกล้จะสาง ดาวดวงนั้นก็จะโผล่ออกมาอวดโฉม
เป็ดังคาด
ดาวดวงนั้นยังคงพราวแสงกะพริบ
เช่นนั้นเมื่อมองดาวดวงนั้นแล้วก้มมองอีเหรินของนาง
ใบหน้าของฮองเฮาจ้าวที่แต่งแต้มเรียบร้อยแล้วก็มีน้ำตาเอ่อออกมา
นางพลันดึงตัวพระธิดาขึ้นมากอด เสียงสะอึกสะอื้นอย่างทุกข์ทรมานก็ดังขึ้น เสียงร้องไห้ฟังดูอัดอั้นทั้งยังเ็ป เสียงอู้อี้ผ่านผ้าห่มฟังไม่ได้ศัพท์ว่านางกล่าวอะไร
เพียงแต่น้ำเสียงฟังดูอัดอั้นเสียจนทำให้คนปวดใจ
“แม่ขอโทษ ต่อไปแม่จะตั้งใจเลี้ยงดูเ้า จะไม่ทำให้เ้ารู้สึกขัดข้องอีกแล้ว แม่จะไม่ฝืนใจเ้าอีก แม่อยากให้เ้ามีชีวิตที่ดีที่สุด อีเหริน แม่ผิดไปแล้ว เ้าตื่นขึ้นมาเถิด ต่อไปไม่ว่าจะอะไรก็ล้วนแต่ตามใจเ้า ขอแค่เ้าตื่นขึ้นมาเถิด…”
เพียงแต่คำพูดเหล่านี้ของนาง เหล่าขันทีและนางกำนัลกลับฟังไม่ชัดเจนนัก
องค์หญิงอีเหรินที่ยังสลบไสลอยู่ก็ฟังไม่ชัด
ครานี้ฮองเฮาเสียอาการอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เหล่าขันทีจึงพากันหวาดผวาจนพากันคุกเข่าก้มหน้าลงทันที
......
ฟ้าค่อยๆ สาง เตี้ยวกูพาเฉินโย่วนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปทางตำหนักราชครู
ตำหนักของราชครูมีอาณาเขตติดกับวังหลวง เข้าออกวังหลวงจึงค่อนข้างสะดวก แต่ก็นับว่าเป็ตำหนักที่ค่อนข้างเป็อิสระ
การเข้าตำหนักราชครูจึงง่ายกว่าการเข้าวังหลวงมากนัก
ทว่าตำหนักราชครูแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยมีคนนอกเข้ามา สามารถกล่าวได้ว่าเฉินโย่วเป็คนแรกที่ได้เข้ามาในตำหนักแห่งนี้
ราชครูเองก็ได้ทูลฮ่องเต้ไว้แล้วว่า เขาจะพาศิษย์ของตนเข้าวัง
ฮ่องเต้ก็ไม่เคร่งครัดกับเื่เหล่านี้ เพียงแต่ได้ยินมาว่าศิษย์ของราชครูคือบุตรบุญธรรมของฮูหยินหลัว จึงได้อยากเห็นเด็กคนนี้สักครา
ทว่าเพราะต้องจัดงานถวายพระพรให้บุตรสาว เขาจึงยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวมาสนใจเื่นี้ได้
เพราะพระธิดาของเขาไม่ได้เป็เพียงแค่องค์หญิง แต่ยังเป็ผู้คุ้มครองชะตาของแคว้น
ชะตาของนางเป็เื่ที่มิอาจแก้ไขได้
ั้แ่ตั้งราชสำนักก็ตั้งแคว้นเชิน คนประเภทนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาคู่กันแล้ว
เื่นี้ก็นับว่าเป็โชคดีของราชวงศ์
เื่นี้ก็เหมือนกับที่คนตระกูลจ้งจะต้องเป็ราชครู
เื่นี้เป็เื่ที่แม้แต่บุรุษจิตใจโลเลอย่างฮ่องเต้เวินก็ยังยึดมั่นราวกับว่าสลักไว้บนกระดูก
องค์หญิงอีจำเป็จะต้องฟื้นขึ้นมา เพราะชะตาของนางเกี่ยวพันกับโชคชะตาและอนาคตของแคว้น
ด้วยเหตุนี้หลายวันมานี้ ฮ่องเต้เวินจึงไม่อาจสนใจสตรีที่เขาตกหลุมรักั้แ่แรกเห็นได้ชั่วคราว ทว่าเมื่อเป็เช่นนี้กลับทำให้เขาเกิดความรู้สึกคิดถึงนางในแบบที่ต่างออกไป
แต่มันก็ยังเป็ความคิดถึงอยู่
ฮ่องเต้เวินไม่เคยได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกคิดถึงเช่นนี้
เมื่อก่อนเขานึกชอบพอใคร ก็ให้ขันทีแบกขึ้นเกี้ยวเข้าวังมาก็สิ้นเื่
ราวกับเพียงแค่เอื้อมมือก็ัักับทุกสิ่งที่ใจปรารถนาได้
ทว่าครานี้ความรู้สึกคำนึกถึงกลับต้องวนเวียน เคี่ยวกรำอยู่ทุกเช้าค่ำจนไม่อาจหยุดคิด
กระทั่งบัดนี้เมื่อเห็นสาวงามในวังหลวง เขาก็ไม่นึกสนใจอะไรอีกแล้ว
คิดเพียงแต่รอให้พระธิดาฟื้น แล้วเขาจะได้ไปหาอาหลัวอีกครา
ใช่แล้ว ให้เรียกว่าฮูหยินหลัวมันยาวเกินไป ทั้งยังฟังดูห่างเหิน นับั้แ่ที่ปลายนิ้วของเขาได้ัักับเรือนผมและพวงแก้มของนาง
ฮูหยินหลัวก็ได้กลายเป็อาหลัวแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้นดวงใจของฮ่องเต้ก็พลันสั่นระรัว
ปวดแปลบ และวาบหวาม ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้เรียนรู้เหล่านี้ ทำให้เขามีชีวิตขึ้นมา ทั้งยังมีชีวิตได้น่าสนใจเสียยิ่งกว่าเดิม
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาทำสิ่งใดก็มีเรี่ยวแรง แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหมดแรงเช่นกัน
รอให้อีเหรินตื่นก่อน แล้วเขาจะพานางไปพบอาหลัวด้วยกัน เขารู้สึกมาตลอดว่าพระธิดาของเขามีความคิดไม่เหมือนกับคนอื่นๆ นางไม่เคร่งครัดกับเื่เล็กน้อย เช่นนี้นางย่อมต้องเข้าใจเขา
ฟ้าเพียงเพิ่งจะทอแสงรำไร ฮ่องเต้ก็ต้องตื่นบรรทมแล้ว จากนั้นเหล่าขันที่ก็กรูกันเข้ามาช่วยปรนนิบัติ
พิธีถวายพระพร ความจริงแล้วก็คือพิธีบวงสรวงคราใหญ่ก็เท่านั้น
งานนี้มีขุนนางนับร้อยเดินทางมาเข้าร่วม เช่นนั้นฮ่องเต้จึงต้องสวมฉลองพระองค์ให้ดูโอ่อ่าเป็พิเศษ โดยฉลองพระองค์ก็เป็ไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้
ฮ่องเต้เมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้วก็ออกมายืนอยู่หน้าระเบียง มองดวงตะวันค่อยๆ โผล่เหนือขอบฟ้า มองตำหนักที่แสนยิ่งใหญ่ก็บังเกิดความรู้สึกมีอำนาจขึ้นมา
แสงแห่งรุ่งอรุณฉายขึ้นมาทักทาย
ประตูอันหนักอึ้งของตำหนักราชครูค่อยๆ เปิดออก
แสงอรุณยังคงสาดส่องพาทั้งพระราชวังให้อบอุ่นไปด้วยความสว่างไสว
ประตูใหญ่ตำหนักราชครูแทบจะไม่เคยถูกเปิด
เตี้ยวกูเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดราชครูต้องกำชับให้นางพาเด็กหนุ่มเข้าตำหนักทางประตูใหญ่เท่านั้น
นางเดาว่าคงเป็เพราะเขาโปรดปรานศิษย์คนนี้มากกระมัง
ตอนแรกนางก็ยังรู้สึกว่าประหลาด ทว่าบัดนี้เมื่อได้ไปรับตัวเด็กหนุ่มมาแล้ว นางก็ไม่แปลกใจอีก เด็กหนุ่มเช่นนี้ไม่ว่าใครก็ต้องชอบใจเป็แน่
เฉินโย่วเมื่อลงจากรถม้าแล้ว ก็ย่างเท้าเดินเข้าไปในตำหนักราชครูทันที
เมื่อนางเดินเข้าไปแล้ว เสียงปิดประตูก็ดังไล่หลังมา
เฉินโย่วหันกลับไปมองก็เห็นว่าประตูใหญ่ปิดสนิทแล้ว
“ตึง” เสียงปิดประตูดังขึ้น
เตี้ยวกูเป็กังวลว่าเด็กหนุ่มที่รูปงามราวกับหยกสลักตรงหน้าจะใ จึงได้รีบอธิบาย “นานๆ ครั้งจึงจะเปิดประตูแห่งนี้สักคราเ้าค่ะ สนิมจึงเกาะเสียแล้ว นายน้อยอย่าใไปเลยนะเ้าคะ”
เฉินโย่วส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าไม่กลัว ข้าว่ามันก็ฟังแล้วเพราะดี”
ใบหน้าของเตี้ยวกูพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา ด้วยเด็กชายคนนี้ช่างสนุกกับเื่ที่คนอื่นคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ประตูวังหลวงก็เปิดออกแล้วเช่นกัน เหล่าขุนนางที่ต่างแต่งตัวอย่างประณีตค่อยๆ พาบุตรชายที่ล้วนแต่หน้าตาโดดเด่นเดินเรียงแถวเข้าประตูวังหลวงกันไปอย่างเป็ระเบียบ
เหล่าขุนนางยามประชุมเช้าในวันปกติล้วนแต่ระวังคำพูดสงวนท่าทีกันเป็อย่างยิ่ง
ทว่าวันนี้กลับไม่เหมือนเดิม เมื่อพาบุตรมาด้วยเช่นนี้จึงค่อนข้างวุ่นวาย
ตลอดทางจึงมีแต่เสียงบิดากำชับบุตรชายดังจอแจ กล่าวว่าพิธีถวายพระพรครานี้ห้ามทำพลาดเป็อันขาด เพราะหากทำพลาดขึ้นมา ย่อมได้อับอายขายหน้ากันครั้งใหญ่เป็แน่
สถานเบาคือเสียอาการหน้าตำหนัก สถานหนักคือลบหลู่ไม่ให้ความเคารพ เช่นนี้ก็สามารถถูกลงแส้ได้แล้ว ต่อให้ขายหน้าก็แล้วไปเถิด ที่หนักหนาคืออาจจะส่งผลต่อหน้าที่การงานได้ เช่นถูกตัดเงินเดือน ไม่ให้เลื่อนขั้นหรือถูกลดขั้น
ดังนั้นเหล่าคนที่มาในวันนี้จึงระมัดระวังกันเป็อย่างยิ่ง กระทั่งไม่กล้ากินไม่กล้าดื่ม ด้วยกลัวว่าจะอยากปลดทุกข์หรือเผลอไอขึ้นมา
ท่ามกลางเหล่าขุนนางมีเหล่าเด็กชายที่อดใจไม่ไหว ลอบยืดคอมองรอบๆ
เหล่าเด็กชายขี้สงสัยก็คือกลุ่มเด็กๆ จากชั้นเรียนเตรียมความพร้อมที่เมื่อก่อนไม่มีทางจะมีโอกาสได้ติดตามผู้าุโเข้าวัง
ทว่าหลังจากที่เข้าเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมของสำนักเชินแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเพียงพริบตาสถานะของพวกเขาก็สูงขึ้นมาทันที แม้แต่ในโอกาสเช่นนี้ผู้าุโก็ยังให้ติดสอยห้อยตามมาด้วย
กระทั่งหลิวช่างเชอที่เมื่อวานไม่ค่อยจะถูกคอกับบิดาเท่าใดก็ยังถูกพาตัวเข้าวังมาด้วย
เขาตามหลังบิดาอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อก่อนบิดาเข้มงวด ทั้งยังเก่งกาจนัก ทว่าบัดนี้ยามได้เห็นท่านพ่อที่ทำท่าคำนับอยู่พร้อมกับชายเสื้อที่ยาวลากพื้น เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ อยู่ตรงกลางค่อนปลายของขบวน พร้อมใบหน้าถ่อมตน ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอึดอัดอย่างแปลกประหลาด
