“พระสนม ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็ขออธิบายให้ทรงทราบ หม่อมฉันไม่ได้แตะต้องคุณหนูมู่เลย” ไป๋เซียงจู๋เบี่ยงกายเล็กน้อยแล้วตวัดสายตาอันแหลมคมไปยังมู่จื่อรั่ว “เมื่อครู่เ้าพูดว่าข้าขัดขาเ้า เ้าจึงเกือบหกล้มใช่หรือไม่”
ในความคิดของมู่จื่อรั่ว ไป๋เซียงจู๋ในตอนนี้กำลังอวดเก่ง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา อย่างไรเสียนางก็ไม่กลัวแม้แต่นิดเดียว เพราะนางมีพระสนมเสียนเฟยคอยหนุนหลัง อีกทั้งมีคนตั้งมากมายรู้เห็นเป็พยาน ไป๋เซียงจู๋ในตอนนี้แค่อวดดีทั้งที่อ่อนแรงเต็มที “ใช่ ข้าสะดุดตอนเดินผ่านเ้า จะบอกว่าคุณหนูไป๋ไม่ได้ทำคงไม่สมเหตุสมผล…”
มู่จื่อรั่วเองก็หน่ายที่จะเสแสร้งแล้ว บัดนี้นางรอให้ไป๋เซียงจู๋ถูกลากออกไปโบยจนตายแทบไม่ไหว
ผู้หญิงคนนี้ทำให้นางรู้สึกถึงภัยคุกคาม ต้องกำจัดเสียตอนที่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็ง มิเช่นนั้นด้วยความชื่นชมที่เฟิ่งเจาเกอมีต่อนางเป็พิเศษแล้ว นางก็คือหนามยอกอกตนดีๆ นี่เอง
ไป๋เซียงจู๋ยกมือขึ้น ตัดบทท่าทีแสนประเสริฐจอมปลอมที่นางจะแสดงต่อจากนี้อย่างไม่ไว้หน้า ในชาติก่อนนางดูมาจนเอียนแล้ว ตอนนี้แค่เห็นก็ขยะแขยงเต็มประดา “คุณหนูมู่ ขอถามเ้าหน่อยว่าเ้าเห็นข้าใช้เท้าข้างไหนขัดขาเ้า”
มู่จื่อรั่วผงะกับคำถามของนาง น้ำตานองหน้าอีกรอบ เม้มริมฝีปากสีชมพูอ่อนเบาๆ ด้วยความะเืใจ “ถ้าข้าเห็นชัดว่าเ้าใช้เท้าข้างไหน ข้าก็คงไม่ล้มหรอก ไป๋เซียงจู๋ เ้าบิดประเด็นอย่างนี้ วกไปเื่โน้นทีวกมาเื่นี้ทีเพียงเพราะไม่อยากยอมรับความผิด หากเ้าคุกเข่าขอโทษให้จบั้แ่แรก เราทุกคนเป็ดังพี่น้องกัน ข้าก็ไม่ถือสาหาความ แต่บัดนี้เ้ากลับดันทุรังเถียงข้างๆ คูๆ ข้าไม่อยากทะเลาะกับเ้านะ ทว่าตอนนี้ข้าเองก็ต้องเรียกร้องความยุติธรรมแล้ว ไป๋เซียงจู๋ เ้าขัดขาข้าหกล้มไม่สำเร็จ ยังคิดป้ายความผิดข้าว่าให้ร้ายเ้าด้วยหรือ”
มู่จื่อรั่วที่พยายามยกตนข่มท่านดูจะหมดสิ้นความอดทนแล้ว ตอนนี้นางไม่อยากเห็นหน้าไป๋เซียงจู๋สักนิด อยากให้ไป๋เซียงจู๋โดนลากตัวออกไปจัดการทันทีเหลือเกิน
ไป๋เซียงจู๋มองโฉมหน้าอันน่ารังเกียจของมู่จื่อรั่ว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้น แสดงได้สมจริงนักนะ ทั้งที่ทำกิริยาขู่เข็ญบีบคั้นคนอื่นแบบนี้แต่ยังดูน่าเห็นใจได้ ท่าทางประหนึ่งว่าจนปัญญาเพราะสถานการณ์บังคับ เหมือนกำลังบอกทุกคนว่านางถูกไป๋เซียงจู๋ไล่ต้อนจนหมดสิ้นหนทาง จำใจต้องขัดขืนบ้าง ใครเล่าจะหาจุดจับผิดได้
“ในเมื่อเ้ายังพูดเองว่าเห็นไม่ชัด ไฉนจึงตัดสินว่าข้าเป็คนขัดขาเ้า”
บนดวงหน้าไฉไลของมู่จื่อรั่วเต็มไปด้วยความร้อนรนและรำคาญ “ไป๋เซียงจู๋ เ้าอยู่ใกล้ข้าที่สุด ไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ภูตผีหรือไร” นางมั่นใจยิ่งกว่าเดิม ไป๋เซียงจู๋คนนี้หมดปัญญาจะตอบโต้แล้ว แค่ถ่วงเวลาเอาไว้ก็เท่านั้น ซ้ำยังถามคำถามไร้สาระพวกนี้ โง่หรือเปล่าล่ะนี่ ไม่เอาไหนเลยจริงๆ
ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มแทนที่จะโกรธ นิ้วมือเรียวดุจหยกลูบคางของตนเบาๆ กวาดสายตาเ็ามองไปโดยรอบ พินิจพิเคราะห์สีหน้าอาการของทุกคนอย่างละเอียด พฤติกรรมต่ำทรามต่างๆ เผยออกมา บ้างก็ยินดีที่เห็นคนเดือดร้อน บ้างก็มองเป็เื่สนุกสนาน บ้างก็ตื่นเต้นว่านางจะตายอย่างไร แต่ไม่มีใครสักคนที่คิดเป็ห่วงนาง กระทั่งเฟิ่งเจาเกอยังมองนางด้วยความบันเทิง
รอดูว่านางจะแสดงอะไรสินะ ในสายตาเขานางเป็เพียงตัวตลกที่น่าสนใจงั้นหรือ
ั์ตาอันเยือกเย็นหรี่ลง รอยยิ้มเย้ยหยันของไป๋เซียงจู๋ดูเด่นชัดยิ่งขึ้น
“หากข้าพูดว่า ข้าไม่ได้แตะเ้าเลย และเป็เ้าที่จงใจแกล้งล้มเอง ข้าอยากทราบว่าท่านทั้งหลายมีใครเชื่อบ้าง”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไร้ซึ่งบทสนทนา ต่อให้มีคนเชื่อ ทว่าเสียนกุ้ยเฟย้าลงโทษนางอย่างออกหน้าออกตา ใครก็ตามที่กล้าแสดงตัวจะถูกเสียนกุ้ยเฟยพิโรธแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีใครสักคนกล้าพูด
เฟิ่งเจาเกอขมวดคิ้วน้อยๆ รอยยิ้มบันเทิงเริงใจค่อยๆ แข็งทื่อ แววตาที่แม่นางคนนั้นจ้องเขาเมื่อครู่หมายความว่าอะไร หรือว่าตนไปยั่วโมโหนางเข้าแล้ว
ไป๋เซียงจู๋มองไปยังทีท่าของทุกคนอีกครั้งแล้วยกยิ้มเยาะ นี่ก็คือวังหลัง คือชนชั้นสูง คืออำนาจและอิทธิพล! บางคนกล้ากลับกลอกตลบตะแลง บางคนถูกกำหนดมาให้ทุกข์ทรมานกับความไม่ยุติธรรม แต่สำหรับนาง ไป๋เซียงจู๋–นางไม่ยอมรับเป็อันขาด!
ฐานะสูงศักดิ์แล้วอย่างไร ในตอนนั้นตัวนางที่เป็ฮองเฮาก็โดนคนอื่นเหยียบย่ำจมดินไม่ต่างกัน แม้นต้องยืนหยัดต่อสู้เพียงลำพัง นางก็ไม่มีวันประนีประนอม!
“ข้าคิดว่าคุณหนูเซียงจู๋แลดูไม่ใช่คนจิตใจคับแคบ” เสียงใสกังวานค่อยๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำลายความเงียบโดยรอบ ไป๋เซียงจู๋ไม่จำเป็ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเ้าของเสียงนี้คือเฟิ่งเจาเกอ ดวงตาคู่สวยหรี่ลง เมื่อครู่เขาตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็นเื่สนุกๆ มิใช่หรือ ไฉนตอนนี้จึงแก้ต่างแทนนาง หรือเขาเองก็ตัดสินว่านางไม่มีปัญญาเอาตัวรอดกัน
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปฉับพลันของเสียนกุ้ยเฟย นางเข้าใจทุกอย่างทันที
ฮองเฮากับเสียนกุ้ยเฟยซึ่งเป็รองเพียงฮองเฮาผู้นี้ไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด และภายในวังหลวงก็รับรู้เสมอมาว่าทั้งสองไม่ถูกกัน เฟิ่งเจาเกอในฐานะองค์รัชทายาทอีกทั้งเป็โอรสบุญธรรมของฮองเฮา นั่นคือป้าแท้ๆ ของเขา เขาย่อมเป็สุขที่เสียนกุ้ยเฟยเสียหน้า ที่แท้นางก็กลายเป็หมากตัวหนึ่งของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจเสียแล้ว สิ่งใดที่เพิ่มความรำคาญให้เสียนกุ้ยเฟยได้ เขาจะไม่ปล่อยโอกาสนั้นไป เพียงแต่เกิดสงสารนางที่ตกเป็เครื่องมือของเขาอย่างไม่รู้ตัว
หึ
บรรยากาศภายในงานกลายเป็คาดเดาไม่ได้โดยพลัน
“วันนี้เป็วันชมดอกไม้ของพระสนมเสียนกุ้ยเฟย เหตุใดพระสนมจึงต้องเสียอารมณ์สุนทรีย์เพราะเื่กระจุกกระจิกเล่า พระสนมได้โปรดกรุณาผ่อนปรน ไม่ถือสาเื่นี้อีกต่อไปด้วยเถิด”
เสียงสุขุมจากไกลๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา ทุกคนชำเลืองมอง เป็องค์ชายเจ็ดเหยียนอี้เฉินในชุดสีม่วงอันงดงาม
ไป๋เซียงจู๋ประหลาดใจทีเดียว นางเข้าใจจุดมุ่งหมายในการแก้ต่างแทนนางของเฟิ่งเจาเกอ แต่ไม่เข้าใจที่องค์ชายเจ็ดเหยียนอี้เฉินผู้ที่เพิ่งมาถึงผู้นี้ก็ช่วยนางเจรจาเช่นกัน เหยียนอี้เฉินในชาติก่อนเป็อ๋องว่างงานคนหนึ่งที่เหยียนอี้เลี่ยไม่สนใจจะจัดการเขาด้วยซ้ำ เขาไม่เคยมีเจตนาเอื้อมมือไขว่คว้าราชบัลลังก์นั่น และในชาตินี้ยังคงเป็ดังเดิม
สันโดษซื่อตรง ไม่ก่อปัญหา อีกทั้งสุขุมและสมถะ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้เป็อย่างยิ่ง ทุกคนเริ่มประจบเขา เหยียนอี้เลี่ยก็เกรงใจเขามากขึ้น ทว่าทำไมบัดนี้เขาถึงออกรับแทนนางเล่า
“หากเ้ามาช้ากว่านี้อีกหน่อย งานเลี้ยงชมดอกไม้ของข้าคงแยกย้ายแล้ว” เมื่อเสียนกุ้ยเฟยเห็นผู้มาเยือน ใบหน้าก็เปื้อนรอยยิ้มในบัดดล รีบกวักเรียกสาวใช้มาจัดแจงที่นั่งให้องค์ชายเจ็ด
องค์ชายเจ็ดค่อยๆ เดินเข้ามาและมอบของกำนัล จากนั้นจึงทำความเคารพเฟิ่งเจาเกอกับเสียนกุ้ยเฟย รวมถึงพยักหน้าทักทายพี่น้องคนอื่นด้วย
“แม้พลาดชมการแสดงความสามารถของคุณหนูแต่ละคน แต่ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เวลานี้เหมาะสมพอดีพ่ะย่ะค่ะ” เหยียนอี้เฉินกล่าวพร้อมกับลอบมองไปทางมู่จื่อรั่ว
มู่จื่อรั่วนึกว่าเหยียนอี้เฉินกำลังมองตนเอง นางรีบก้มศีรษะลง แสดงท่าทีสะเทิ้นเขินอาย ทว่าเหยียนอี้เฉินไม่ได้มองนางโดยสิ้นเชิง สายตาแฝงความหมายลึกซึ้งของเขาหยุดที่ไป๋เซียงจู๋
“คุณหนูไป๋มีสติปัญญาและความสามารถโดดเด่นจริงๆ”
ประโยคนี้ออกจะไร้ที่มาที่ไป ทั้งคล้ายชมเชย ทั้งคล้ายทับถมดูแคลน มีเพียงสามคนเท่านั้นที่เข้าใจมัน
คนแรกย่อมเป็ไป๋เซียงจู๋ นางได้ยินนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเหยียนอี้เฉินจนทำเอาใเล็กน้อย คนคนนี้มองออกว่านาง้าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอย่างไร หรือรู้ั้แ่แรกว่ามู่จื่อรั่วโกหก
คนที่สองคือเฟิ่งเจาเกอ แม้เขาไม่เห็นว่ามู่จื่อรั่วเจตนาใส่ความหรือไม่ แต่เขามีความเชื่อมั่นในตัวไป๋เซียงจู๋อย่างยิ่งยวด เขาเชื่อว่าในเมื่อนางมาถึงขั้นนี้ได้ ต่อให้นางยื่นเท้าขัดขามู่จื่อรั่วจริง นางก็มีวิธีหาหลักฐานออกมายืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือนาง
