มู่อวิ๋นจิ่นมองคนทั้งสามตรงหน้าที่บัดนี้ในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความใเมือเห็นเป็เช่นนั้นก็สร้างความพึงพอใจให้นางอยู่ไม่น้อย นางพยายามกลั้นขำ แต่ทว่าพริบตาต่อมาก็กลับมามีท่าทีเยือกเย็นลง แล้วเฝ้ารอประโยคต่อไป
มู่หลิงจูกัดริมฝีปาก ในหัวครุ่นคิดว่าตลอดสองวันมานี้ไม่รู้ว่ามู่อวิ๋นจิ่นไปทำอะไรมา นางถึงนิสัยเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แม้แต่กับท่านพ่อก็ยังกล้าเถียง
ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง ซูปี้ชิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดึงแขนเสื้อนาง พลางขยิบตาให้ บอกเป็นัยว่าไม่ต้องพูดอะไร
เสนาบดีมู่ได้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว เขาจ้องตามู่อวิ๋นจิ่น ในดวงตาปรากฎจิตสังหารสายหนึ่งบ่งบอกว่าเขากำลังโกรธจนเืขึ้นหน้า ทันใดนั้นเสนาบดีมู่ก็ตวาดกร้าว “ใครก็ได้ จับตัวเ้าลูกอกตัญญูนี่มัดให้ข้าสะ วันนี้ข้าต้องฟาดนางสักหลายสิบไม้ ให้นางได้ลิ้มรสกฎของสกุลมู่!”
ในเวลานั้นมีข้ารับใช้หลายคนปรากฎกายขึ้น ขณะที่จะเข้าไปจับตัวมู่อวิ๋นจิ่นมัดไว้ ก็มีเสียงตะเบ็งดังแทรกเข้ามา “นายท่าน ฮูหยิน แม่นมชวีที่รับใช้ข้างกายฉินไท่เฟยมาถึงจวนแล้วขอรับ”
เพียงได้ยินว่าเป็คนข้างกายฉินไท่เฟย เสนาบดีมู่กับซูปี้ชิงก็หน้าเปลี่ยนสี เหลือบตามองมู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็สาวเท้าไปยังโถงหน้าของจวน
ภายในโถงรับรองด้านหน้า แม่นมาุโสวมชุดข้าหลวงยืนอยู่ด้านใน เมื่อเห็นเสนาบดีมู่กับซูปี้ชิง นางก็ตรงปรี่เข้าไปทักทายคนทั้งสองทันที
“แม่นมชวีมิต้องมากพิธี เชิญนั่งก่อน” เสนาบดีมู่เดินไปนั่งยังตำแหน่งเ้าจวน พร้อมกับผายมือไปทางที่นั่งหนึ่ง
แม่นมชวีส่ายหน้า หัวเราะพลางกล่าวว่า “ที่บ่าวมาในวันนี้เป็เพราะคำสั่งจากฉินไท่เฟย สามวันให้หลังตอนยามเฉิน* ให้คุณหนูสามสกุลมู่และคุณหนูสี่สกุลมู่เข้าวัง”
(* ยามเฉิน คือระยะเวลา 07:00 – 08.59 น.)
“เรียกตัวหลิงจูด้วยงั้นหรือ” ซูปี้ชิงได้ยินคำว่าคุณหนูสี่สกุลมู่ก็ดวงตาเปล่งประกาย
แม่นมชวีพยักหน้า “บ่าวได้ถ่ายทอดคำสั่งเรียบร้อยแล้ว อีกสามวันขอให้แม่นางทั้งสองเตรียมตัวให้พร้อมด้วย”
...
หลังจากแม่นมชวีจากไป มู่อวิ๋นจิ่นก็มองไปทางเสนาบดีมู่ที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง นางอมยิ้มเบา ๆ พลางนึกทอดถอนใจว่าแม่นมชวีคนนี้ช่างมาได้ตรงเวลาจริง ๆ
อีกสามวันก็ต้องเข้าวังไปพบฉินไท่เฟยเสนาบดีมู่คงไม่กล้าใช้กฎตระกูลลงโทษนาง มิเช่นนั้นตอนนางเข้าวังไปด้วยสภาพรอยแผลเต็มตัว เสนาบดีมู่ผู้นี้ก็คงแย่
มู่หลิงจูยืนอยู่อีกด้าน เห็นมู่อวิ๋นจิ่นอมยิ้ม นางก็กำมือเบา ๆ อยากจะพูดอะไร แต่กลับถูกซูปี้ชิงหยุดไว้อีกครั้ง
ซูปี้ชิงเหลือบมองมู่หลิงจูปราดหนึ่ง พร้อมยิ้มกล่าวว่า “จูเอ๋อร์ พรุ่งนี้เป็งานประชันอักษรประจำเมืองเตี๋ยฮวาของพวกเราที่หนึ่งปีจะจัดขึ้นสักครั้ง คิดว่าจะต้องมีปัญญาชนผู้รอบรู้มารวมตัวกันหลายคน เ้าเป็ผู้ครองตำแหน่งนักอักษรอันดับหนึ่งสามปีซ้อน ปีนี้เ้าอย่าทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังล่ะ”
ซูปี้ชิงพูดจบก็กวาดตามองไปทางเสนาบดีมู่และมู่อวิ๋นจิ่น
ครั้นเสนาบดีมู่ได้ยินเื่งานประชันอักษร สีหน้าก็เริ่มดีขึ้นบ้าง พอเห็นว่ามู่อวิ๋นจิ่นยังยืนอยู่ในห้องโถง ก็กล่าวอย่างเ็า “เ้าจะมัวยืนทำซากอยู่ทำไมที่นี่ ยังไม่รีบไสหัวกลับเรือนมวลบุปผาไปอีก!”
มู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้ตอบกลับ นางเบะปากแล้วเดินออกจากห้องโถงหลักไป
เมื่อกลับมาถึงเรือนมวลบุปผา ก็เห็นจื่อเซียงยืนรออยู่นอกประตู นางมีสีหน้าร้อนรน พอเห็นเงาร่างของมู่อวิ๋นจิ่น จื่อเซียงก็ยิ้มออกทันที และรีบวิ่งตรงปรี่เข้ามาหาผู้เป็นาย
“คุณหนู ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มขณะที่เอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากจื่อเซียงพร้อมกล่าวว่า “ดูสิเหงื่อท่วมตัวหมดแล้ว ร้อนรนอะไรกัน” ก่อนที่นางจะเดินตรงเข้าเรือน
หลังจากก้าวเข้าห้องมาแล้ว จื่อเซียงก็ช่วยรินชาให้มู่อวิ๋นจิ่น นางดื่มชาเสร็จก็อ้าปากถามขึ้น “งานประชันอักษรประจำเมืองเตี๋ยฮวามีประชันอะไรบ้าง”
“งานประชันอักษรเป็การประชันขันที่พวกเาาวเมืองเตี๋ยฮวาตั้งตารอมากที่สุด เพราะผู้ตั้งโจทย์ในทุกปีก็คือฮ่องเต้ในรัชสมัยปัจจุบันนี่เองเ้าค่ะ ดังนั้นปัญญาชนจำนวนมากถึงได้อยากพากันเข้าร่วมการประลองนี้เป็นักหนา เพื่อที่จะได้รับคำชมเชยจากฝ่าา”
“คุณหนูสี่ของจวนพวกเรา หลังจากที่เข้าร่วมการประชันขันครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนก็คว้าตำแหน่งสูงสุดมาโดยตลอด เพราะแบบนี้จึงยิ่งเพิ่มเกียรติยศให้จวนสกุลมู่ไม่น้อย”
จื่อเซียงกล่าวอย่างร่าเริง หลังจากพูดประโยคสุดท้ายจบ นางเร่งเอามือปิดปากตนเองและเหลือบมองท่าทางของมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นกลับหลับตานั่งฟังคำพูดของจื่อเซียง มิได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่อวิ๋นจิ่นดื่มชาอีกแก้วแล้วยกยิ้มมุมปาก “ในเมื่อการประชันขันนี่น่าสนใจขนาดนี้ เช่นนั้นไม่ว่าจะเยี่ยงไรพรุ่งนี้ข้าก็ต้องออกไปเปิดโลกสักหน่อยแล้ว”
“คุณหนู ท่าน...” จื่อเซียงทำตาโต ไม่กล้าพูดต่อ
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้ว “ทำตาโตจ้องข้าทำไมกัน กลัวหรือ”
จื่อเซียงพยักหน้า
มู่อวิ๋นจิ่นอมยิ้ม มองจื่อเซียงอย่างขบขัน “เ้านี่นะ ขี้กลัวเกินไปก็ไม่ใช่เื่ดี”