หลายวันมานี้ อารมณ์ของสยงท่าเทียนดูแย่มากเป็พิเศษ ในใจของเขามีแต่ความโกรธและเสียใจอย่างไม่รู้จบ
สิบวันก่อน
เขาและหลี่เทียนจีได้เฝ้าดูอยู่บริเวณโดยรอบของแดนสุสานอสูรเพื่อรอคอยฉินอวี่
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนต้องใคือ แดนสุสานอสูรเกิดะเิขึ้นอย่างกะทันหัน เป็เพราะพวกเขาอยู่ตรงขอบของแดนสุสานอสูร ทั้งสองคนจึงถูกแรงกระแทกสั่นะเืลอยกระเด็นออกไปทันที ไม่รู้ว่าด้วยคนเคราะห์ไม่ดีหรืออย่างไร ทั้งสองถูกสิ่งของบางอย่างกระแทกเข้าอย่างแรง จนได้รับาเ็ไปไม่เบา
แต่ไม่ว่าทั้งสองคนจะาเ็แค่ไหน ทั้งคู่ก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังแดนสุสานอสูรอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อทั้งสองคนไปถึงยังแดนสุสานอสูรที่ถูกทำลายลง
ม่านแสงของค่ายกลพลังเวทที่แข็งแกร่งก็ขวางทางของพวกเขาเอาไว้ และด้วยกำลังของพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ไม่สามารถทำลายค่ายกลพลังเวทนี้ได้เลย
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังกระวนกระวายใจ ผู้แข็งแกร่งมากหน้าหลายตาก็เข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทั้งสองคนใและยิ่งเป็กังวลเกี่ยวกับฉินอวี่มากขึ้น
ในขณะที่พวกเขาสองคนกำลังคิดหาวิธีทำลายค่ายกลเวทอยู่นั้น
การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ได้ปะทุขึ้นในแดนสุสานอสูร การะเิตนเองของผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักเทียนหั่วได้เปลี่ยนสีของฟ้าดินไปทันที ถือว่าโชคดีที่ยังมีค่ายกลเวทอยู่ ทั้งสองคนจึงยังปลอดภัย แต่เสียงของค่ายกลเวทก็ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่องจนทั้งสองต่างก็ได้รับาเ็ไม่น้อย
ในที่สุดหลังจากฟื้นขึ้นมา ทั้งสองก็พบว่าได้เกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นในแดนสุสานอสูร นอกจากเหล่าผู้แข็งแกร่งแล้วก็ไม่มีผู้ฝึกตนระดับต่ำคนใดเหลือรอดเลย ทั้งคู่จึงหมดหวังอย่างสมบูรณ์ และแน่ใจเป็อย่างมากว่าฉินอวี่ได้ตายอยู่ในแดนสุสานอสูรแล้ว
ความเสียใจและความรู้สึกผิดทำให้พวกเขารู้สึกเลวร้ายยิ่งกว่าเผชิญความตาย หลังจากที่เหล่าผู้แข็งแกร่งจากไป ทั้งสองก็ตามค้นหาฉินอวี่อย่างบ้าคลั่งในแดนสุสานอสูร หากยังมีชีวิตก็ขอให้ได้พบหากตายไปก็ขอให้เจอศพ แต่หลังจากค้นหาอยู่สองสามวันก็ยังไม่พบอะไรเลย
ระหว่างทาง สยงท่าเทียนไม่พอใจที่หลี่เทียนจีทำการพยากรณ์เื่ฉินอวี่แบบสุ่มสี่สุ่มห้าเลยตัดสินใจแยกตัวกับหลี่เทียนจี ทั้งสองคนจึงแยกกันไปคนละทาง
เนื่องจากฉินอวี่เคยบอกว่าเขาเป็คนจากเมืองหลักเทียนอู่ หลังจากที่เดินแยกทางกับหลี่เทียนจี สยงท่าเทียนจึงรีบมายังเมืองหลักเทียนอู่เพียงลำพัง เพื่อดูว่าจะสามารถตามหาครอบครัวของฉินอวี่ได้บ้างหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะพยายามหาทางชดเชยให้กับครอบครัวของฉินอวี่ เช่นนี้จึงจะทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
และในขณะที่สยงท่าเทียนกำลังตามหาอยู่นั้นก็มีโต๊ะชาจากร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งตกลงมากระแทกถูกเขา นี่เป็เหมือนชนวนะเิที่จุดให้สยงท่าเทียนมีท่าทีโกรธเกรี้ยวและเคียดแค้นยิ่งนัก เื่ราวก่อนหน้าจึงมีความเป็ไปเช่นนี้
ในตอนแรกเริ่ม สยงท่าเทียนคิดว่าตนเองได้ยินคำพูดของถงอวิ๋นเฟยผิดไป ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อระงับความบ้าคลั่งในใจของตนเอง และทำจนแน่ใจอยู่สองสามครั้ง
แต่เมื่อเขาได้ยินว่าถงอวิ๋นเฟยกำลังดูถูกฉินอวี่ สยงท่าเทียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ถงอวิ๋นเฟยก็ต่อว่าฉินอวี่ว่าเป็พวกคนชั้นต่ำ สิ่งนี้จึงทำให้เขาโกรธขึ้นมาทันที
ถงอวิ๋นเฟยไม่นึกว่าสยงท่าเทียนจะกล้าโจมตีเขาจริงๆ อย่างไรก็ตาม สยงท่าเทียนก็ยังมีระดับการฝึกอยู่ในขั้นปราณเสถียรระดับกลางเท่านั้น เขาจะกล้าเป็คู่ต่อสู้กับตนเองที่อยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นหรือ?
นี่ไม่เท่ากับเป็การพาตัวเองไปตายหรือ? เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์ที่โง่เขลาของสยงท่าเทียน ถงอวิ๋นเฟยก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ ในตอนแรกเขานึกเป็กังวลว่าจะหาข้ออ้างในการสั่งสอนฉินอวี่ไม่ได้ แต่ตอนนี้... สยงท่าเทียนเป็ฝ่ายลงมือก่อน จึงเป็เื่ที่เข้าจังหวะตามเจตนาของถงอวิ๋นเฟยพอดี
ในขณะที่สยงท่าเทียนปล่อยหมัดเข้ามาอย่างกะทันหัน ถงอวิ๋นเฟยก็ไม่หลบเลี่ยงใดๆ เขาควบแน่นพลังลมปราณขึ้นเป็เกราะป้องกันในทันที และปล่อยให้สยงท่าเทียนโจมตีทั้งอย่างนั้น
แต่เมื่อหมัดของสยงท่าเทียนปะทะเข้ากับเกราะพลังปราณของถงอวิ๋นเฟย สีหน้าของถงอวิ๋นเฟยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
“ตูม!” เสียงะเิอันน่าสยดสยองดังขึ้น ถงอวิ๋นเฟยที่ยังไม่ทันตั้งตัวรู้สึกได้เพียงว่ามีพลังอันมหาศาลได้ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงและมุ่งเข้าทำลายเกราะพลังปราณของเขาในทันที และก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้กลับ มือทั้งสองของสยงท่าเทียนก็คว้าจับไหล่ทั้งสองข้างของถงอวิ๋นเฟยไว้อย่างแ่า ดวงตาดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องมองมาด้วยความโกรธอย่างถึงขีดสุด พลันพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม “เ้าคนหล่อ เ้าบอกว่าพี่ชายของข้าเป็คนชั้นต่ำหรือ? ข้าขอดูหน่อยสิว่าเ้าสูงส่งแค่ไหนกัน!”
สยงท่าเทียนยกถงอวิ๋นเฟยขึ้นมาอย่างรุนแรง และจับกระแทกพื้นอย่างดุเดือด
สยงท่าเทียนที่กำลังโกรธจัดไม่ทันสังเกตว่าระเบียงที่นี่ทำมาจากไม้ ตอนนี้เมื่อมันถูกสั่นะเือย่างหนัก ทั้งยังถูกเขาทุบลงไปอย่างแรงอีก พื้นระเบียงก็เป็รูไปในทันที
แต่ตอนนี้ สยงท่าเทียนไม่ได้สนใจอะไรมาก ในตอนที่เขาร่วงลงมา เขาได้คว้าถงอวิ๋นเฟยเอาไว้ ด้วยตั้งใจว่าจะฟาดถงอวิ๋นเฟยไปบนพื้นอีกครั้ง จากนั้นก็จะทุบตีถงอวิ๋นเฟยให้ตายคามือ
จื่อซวินเอ๋อยืนอยู่บนระเบียงเผยอริมฝีปากสีแดงของนางเล็กน้อย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นางเห็นระดับการฝึกฝนของสยงท่าเทียน แค่ขั้นพลังปราณระดับกลาง สามารถทำลายเกราะพลังปราณของถงอวิ๋นเฟยได้ในหมัดเดียวเช่นนี้หรือ?
พลังของคนผู้นี้น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ? ฉินอวี่ไปมีพี่น้องที่บ้าคลั่งเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร?
จื่อซวินเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหันมองไปฉินอวี่ แต่กลับพบว่าฉินอวี่กำลังยิ้มอย่างขมขื่น
ก่อนหน้านี้ตอนที่เสียงของสยงท่าเทียนดังขึ้น ฉินอวี่ก็เกือบจะคาดการสถานการณ์ทั้งหมดนี้เอาไว้แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิดขวางสยงท่าเทียน แต่ฉินอวี่ก็ดูออกว่าสยงท่าเทียนมีความคับแค้นใจอยู่นานแล้ว ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากตนเอง และในตอนนี้ เกรงว่านอกจากผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับสูงกว่าสยงท่าเทียนหลายขั้นแล้ว ก็คงไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเขาได้
ในตอนนั้น สยงท่าเทียนกล้าที่จะสู้กับหลิงเหยาอย่างสุดชีวิต แล้วเขาจะเกรงกลัวถงอวิ๋นเฟยที่อยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นได้อย่างไรกัน?
แต่ในครั้งนี้ฉินอวี่ก็รู้ดีว่าถงอวิ๋นเฟยประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป และคงไม่คาดคิดว่าสยงท่าเทียนจะมีพลังที่บ้าคลั่งและดุร้ายขนาดนี้
เช่นเดียวกับที่ฉินอวี่ได้คิดไว้ ในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยเองก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างมาก เขาไม่นึกเลยว่าระดับการฝึกฝนในขั้นปราณเสถียรระดับกลางจะปลดปล่อยพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ออกมาได้ เขาอยู่ในระดับการฝึกฝนชั้นสูงสุดของขั้นเทียนชุ่ย มีพลังปราณที่หนาแน่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่าผู้ฝึกตนขั้นเทียนชุ่ยโดยทั่วไปก็ยังยากที่จะทำลาย
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาไม่สามารถแม้จะหยุดหมัดของสยงท่าเทียนไว้ได้ หลังจากถูกสยงท่าเทียนทุบตีไปสองสามครั้ง ถงอวิ๋นเฟยก็มีพลังปราณพลุ่งพล่าน และมีสติกลับมาได้ในขณะเดียวกัน พลังปราณเปล่งออกมาทั่วทั้งร่าง กลายเป็ดั่งพายุที่รุนแรง จนสยงท่าเทียนต้องยอมปล่อยเขาไป
หลังจากะโลุกขึ้นมาได้ ถงอวิ๋นเฟยก็มองมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโเี้ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม พลางพูดว่า “ไม่เลว ขั้นปราณเสถียรระดับกลางสามารถมีพลังเช่นนี้ได้ ข้ามองผิดไปเอง เ้ามีคุณสมบัติที่จะสู้กับข้า” พูดจบ ถงอวิ๋นเฟยก็เรียกกระบี่ั์สีทองออกมา ทันใดนั้นรอยตราสีทองก็เปล่งประกายออกมาจากระหว่างคิ้ว และกลายเป็ประกายแสงสีทองส่องระยิบบนเสื้อผ้าทั่วทั้งร่างของถงอวิ๋นเฟย
เมื่อฉินอวี่ที่อยู่้าเห็นดังนั้น เขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ร่างยุทธ์ทองคำ! คนของเผ่ายุทธ์ทองคำ!”
ก่อนหน้านี้ฉินอวี่รู้สึกคุ้นกับรอยตราที่อยู่ตรงหน้าผากระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟย แต่ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ไหน แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของถงอวิ๋นเฟย เขาก็นึกขึ้นมาได้ทันที
เผ่ายุทธ์ทองคำ เป็หนึ่งในเผ่ายุทธ์ระดับสูงของแดนเซียนอู่ มีข่าวลือว่า เผ่ายุทธ์ทองคำนั้นเป็ที่รักใคร่ของ์ ไม่เพียงแต่มีพร์ด้านาที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้แล้ว ยังมีชีพจรเกราะยุทธ์โดยกำเนิด เกราะยุทธ์นี้เป็สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจากรอยตราสีทองระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟย
รอยตราสีทองนี้ถูกเรียกว่าแหล่งกำเนิดทองคำ มีเพียงแต่การเบิกชีพจรทองคำแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถรวบรวมมันออกมาได้ จึงกล่าวได้ว่า ถงอวิ๋นเฟยได้ทำการเบิกชีพจรทองคำแล้ว
แม้ว่าม่านแสงสีทองที่ปกคลุมเสื้อผ้าของเขาดูจะเหมือนทำลายได้แค่เพียงดีดนิ้ว แต่กลับไม่ธรรมดาเช่นนั้น เพราะพลังป้องกันของมันแข็งแกร่งอย่างมาก จากตำราโบราณและสิ่งที่ได้ยินมา นี่เป็เพียงระดับที่หนึ่งเท่านั้น ว่ากันว่า แหล่งกำเนิดทองคำนี้สามารถเข้าถึงขีดจำกัดจนกลายสภาพเป็เกราะยุทธ์ทองคำได้ การป้องกันของมันเทียบได้กับอาวุธเซียนเลยทีเดียว!
ฉินอวี่นึกไม่ถึงเลยว่าถงอวิ๋นเฟยจะเป็คนของเผ่ายุทธ์ทองคำ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เป็กังวลสักเท่าไร สยงท่าเทียนเป็คนจากตระกูลขวงสยง ซึ่งหากคลั่งขึ้นมาเมื่อใดก็เป็เื่ที่น่ากลัวมากเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำอุทานของฉินอวี่ นางจึงหันไปมองฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ นางนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะมองเห็นตัวตนของถงอวิ๋นเฟยได้ในพริบตาเดียว สิ่งนี้ยิ่งทำให้จื่อซวินเอ๋อมีความสงสัยในตัวฉินอวี่มากขึ้น และเมื่อหวนนึกถึงคำพูดของผู้าุโ นางก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ แม้ว่าแม่ของฉินอวี่จะเป็คนของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง แต่ฉินอวี่ก็ไม่น่าจะมีพลังดวงตาเช่นนี้?
“ไม่ว่าข้าจะมีคุณสมบัติพอจะต่อสู้กับเ้าได้หรือไม่ ในเมื่อเ้าดูถูกพี่ใหญ่ของข้า ข้าก็จะต้องฆ่าเ้าให้ได้!” สยงท่าเทียนกำหมัดแน่น งอแขนลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อเริ่มกระตุกอย่างช้าๆ พลังอันรุนแรงได้เปล่งออกมา ทันที ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องไปยังถงอวิ๋นเฟย และเริ่มโจมตีออกไปอีกครั้ง
ถงอวิ๋นเฟยรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของสยงท่าเทียน ดังนั้นเขาจึงไม่อาจดูถูกมันได้ หากเทียบกับก่อนหน้านั้นแล้ว นับว่าร่างกายของเขาได้รับการกำเนิดใหม่อย่างสมบูรณ์ การแสดงออกของเขาเคร่งขรึม ดวงตาที่กะพริบของเขาดูเหมือนมีจิติญญาการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ในตอนนี้พลังของสยงท่าเทียนได้ปลุกจิติญญาการต่อสู้ของเขาขึ้นมาเช่นกัน
ขณะที่สยงท่าเทียนก้าวไปข้างหน้า กระบี่ั์ในมือของถงอวิ๋นเฟยก็เบ่งบานด้วยแสงสีทองและพุ่งตรงไปทางสยงท่าเทียน กระบี่เล่มหนึ่งถูกกวาดออกไปด้วยลำแสงกระบี่ยาวหลายจ้าง บังคับให้เขาถอยหลังกลับ
แต่สิ่งที่ถงอวิ๋นเฟยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเบื้องหน้า สยงท่าเทียนเพิกเฉยต่อลำแสงกระบี่ของเขาและพุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่ลดละ
“ตูม!” สยงท่าเทียนกระแทกกระบี่ั์ออกไป โดยไม่สนใจว่าไหล่ของเขาจะถูกฟันจนมีคราบเืไหล จากนั้นเขาก็ชกต่อยตรงไปทางถงอวิ๋นเฟยด้วยพลังที่รุนแรงอย่างมาก แม้แต่พื้นที่แห่งนี้ก็เกิดเสียงะเิขึ้นดังสนั่น
หากจะคำนวณดูจากอายุของตระกูลขวงสยง สยงท่าเทียนจะมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น แต่อันที่จริงเขาเอาตัวรอดมาได้กว่าหนึ่งร้อยสิบปีแล้ว และก่อนที่เขาจะจากครอบครัวมา ไม่เพียงแต่จะได้ทำการชุบหลอมกายเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้วิชายุทธ์ของตระกูลขวงสยงด้วย แต่ถึงอย่างไร ใน่ที่คนของตระกูลขวงสยงยังไม่โตเต็มวัย สติปัญญาก็จะยังไม่พัฒนา สามารถถูกยั่วยุจากคนอื่นได้ง่าย แต่หากไม่มีพลังเช่นนี้ พ่อแม่ของเขาจะวางใจยอมปล่อยให้เขาลงจากเขามาหรือ?
เมื่อรู้สึกถึงหมัดอันรุนแรงของสยงท่าเทียน ถงอวิ๋นเฟยก็เหลือบมองไปที่รอยเืบนไหล่ของเขาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย เขาปล่อยกระบี่ั์ในมือลงและคว้ากำปั้นั์ของสยงท่าเทียนอย่างรุนแรงด้วยมือทั้งสองแล้วดึงกลับไป ในขณะที่มือของเขาปะทะเข้ากับมือของสยงท่าเทียนนั้นเอง ก็มีแรงผลักดันไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ฝ่ายหนึ่งผลัก อีกฝ่ายหนึ่งดึง เปลี่ยนพลังทั้งหมดของสยงท่าเทียนให้กลายเป็พลังของเขา
ทันใดนั้น สยงท่าเทียนก็ััได้ถึงเสียงของกระดูกที่ดังใกล้เข้ามาจากมือข้างขวา และขณะที่เขายังไม่ทันจะยกมือขวาออก ถงอวิ๋นเฟยก็ะโขึ้นไปในอากาศ จากนั้นจึงใช้เข่าที่เต็มไปด้วยพลังปราณกระแทกลงบนแขนข้างขวาของสยงท่าเทียนทันที
“อ๊าก!” สยงท่าเทียนกรีดร้องและได้ยินเสียงกระดูกหักจากมือขวาของเขา แต่ถงอวิ๋นเฟยไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสเลยแม้แต่น้อย รีบยกร่างเขาขึ้นและทุ่มลงอย่างรวดเร็ว จนร่างที่กำยำของสยงท่าเทียนกระแทกนิ่งลงกับพื้นทันที
“ปัง!”
แผ่นดินสั่นะเื ถงอวิ๋นเฟยเผยความชั่วร้ายออกมาและะโขึ้นไปในอากาศ กระบี่ั์สีทองที่ลอยอยู่ด้านข้างปรากฏขึ้นในมือของเขา และกระแทกลงไปบนศีรษะของสยงท่าเทียนอย่างรุนแรง โดยตั้งใจจะฆ่าให้ตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“ระวัง!” ฉินอวี่ะโ แม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะดูผอมโซ แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งมาก เขาเคยประมาทศัตรูมาก่อน แต่เมื่อเขาต่อสู้จริงๆ จึงรู้ว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด
“พลังของขวงสยง!”
ในขณะที่กำลังจะถูกถงอวิ๋นเฟยแทงด้วยกระบี่ที่จับอยู่ในมือทั้งสอง สยงท่าเทียนก็ส่งเสียงคำรามราวกับอสูรร้าย
ลมหายใจอันทรงพลังถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของสยงท่าเทียน
ในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว
ทันใดนั้นเอง สยงท่าเทียนก็ได้จับกระบี่ั์สีทองของเขาขึ้นอย่างรุนแรงด้วยมือทั้งสอง!
สิ่งที่ทำให้ถงอวิ๋นเฟยใอย่างมากคือมือของสยงท่าเทียนที่แต่เดิมก็มีความหนาอยู่แล้ว แต่ในเวลานี้ทั้งท่อนแขนของเขากลับมีสภาพเหมือนลำต้นของต้นไม้ใหญ่
ตระกูลขวงสยง?