อา… ยาปลุกกำหนัด
เสิ่นม่านเท้าแก้ม เอ่ยถามทั้งที่ในใจพอจะรู้คำตอบแล้ว
“คนที่ตาเฒ่านั่นจะเข้าห้องหอด้วยคืนนี้ คือข้าสินะ?”
เหอะ คิดได้ถึงขั้นนี้ นับว่าไม่ซื่อบื้อ
หนิงโม่หมดคำพูดกับนาง แต่ยังคงปกป้องนางอยู่ดี เขาถอดเสื้อผ้าออกพลางเอ่ย “ถอดเสื้อผ้า”
เสิ่นม่าน “…”
นางกำเสื้อไว้แน่น เอ่ยถามอย่างยุติธรรมและรอบคอบ
“เ้าสงบสติอารมณ์หน่อย แม้ข้าจะรู้ว่าตอนนี้ข้ารูปโฉมงดงาม ยั่วยวนจนเ้าเกิดความพลุ่งพล่านในกาย แต่ตอนนี้ใช่เวลาที่เราจะตับๆ กันหรือ? อย่างน้อยก็ควรลับตาคนหน่อยไม่ใช่หรือ”
“ข้าบอกให้เ้าถอดเสื้อนอกออกมา อีกเดี๋ยวข้าจะแปลงโฉมเป็เ้าและแฝงตัวเข้าห้องเจี่ยต้าหลง”
หนิงโม่คร้านจะถือสาความคิดบ้าบอของนาง ในสมองมีแต่ขี้เลื่อยหรือไร?
“หา?” นางกะพริบตาปริบๆ ดวงตาดำขลับเป็ประกายดั่งดวงดาว
“ที่แท้เ้าก็ไม่ได้พิสมัยร่างกายข้าหรอกหรือ?”
หนิงโม่กัดฟันกรอด “เ้าคิดมากเกินไปแล้ว!”
คราวนี้เสิ่นม่านกลับไม่พอใจแทน นางชี้หน้าว่าเขาอย่างผู้ผดุงธรรม “แปลงโฉมอะไรกัน? เื่อย่างนี้จะให้เ้ามาช่วยรับหน้าแทนได้อย่างไร?”
“ข้าแค่อยากซ้อนแผนแฝงตัวเข้าไปจัดการตาเฒ่านั่นไม่ได้หรือ? คืนนี้หากข้าไม่จัดการให้เขาคุกเข่าเรียกข้าว่าพ่อ ให้เขียนชื่อข้ากลับด้านได้เลย!”
คนบางคนเหงื่อซึม เกือบลืมไปว่า ภายใต้ใบหน้างดงามนี้มีิญญาที่แข็งแกร่งหลบซ่อนอยู่ หญิงสาวที่สามารถยกแผ่นหินหนักสองร้อยกว่าชั่งด้วยมือเปล่า มีหรือจะกลัวหัวหน้าโจร?
หนิงโม่รู้สึกว่าตนกังวลจนเกินเหตุ เขาส่งเสียงอืมเบาๆ “เช่นนั้นอีกเดี๋ยวข้าจะลงเขาไปส่งแผนที่ เ้าระวังตัวด้วย หากเจออันตรายให้ใช้เครื่องส่งสัญญาณ”
เสิ่นม่านโบกมือให้เขาอย่างสบายใจ “ไปเถิด แค่นี้เื่เล็ก ฝากทักทายใต้เท้าจางแทนข้าด้วย!”
พอหนิงโม่จากไป เสิ่นม่านก็โยนถ้วยลงพื้นพร้อมฟุบลงกับโต๊ะหมดสติไป
ไม่นานนัก มีเงาสองคนลับๆ ล่อๆ เดินเข้ามากระซิบกระซาบ “หมดสติแล้วใช่หรือไม่?”
อีกเสียงหนึ่งเอ่ย “วางใจได้ ปริมาณเพียงพอ รับรองว่านอนหลับสบายจนพ้นคืนเข้าหอกับลูกพี่ใหญ่แน่”
ทั้งสองยังไม่วางใจ จึงยื่นมือมาสะกิดแขนของเสิ่นม่าน
เสิ่นม่านแสร้งทำตัวนิ่งไม่ขยับ
แค่นี้ก็จัดการได้แล้วหรือ! สองคนนั้นถูฝ่ามืออย่างดีใจพลางกลืนน้ำลาย
“หากข้ามีเมียหน้าตาเช่นนี้ ให้ข้าอายุสั้นลงสักสิบปีก็ยอม!”
อีกเสียงหนึ่งกล่าว “เ้าตัดใจเถอะ หน้าตาอย่างเ้ามีเมียได้ก็บุญโขแล้ว ยังคิดจะเป็คางคกอยากกินเนื้อหงส์หรือ?”
คนผู้นั้นผิดหวังเล็กน้อยและสวนกลับ “ฝันไว้หน่อยจะเป็ไร เกิดวันใดเป็จริงขึ้นมาเล่า?”
ทั้งสองพึมพำกันจบ ยังไม่ลืมที่จะคลุมศีรษะของเสิ่นม่านด้วยผ้าสีแดงและแบกนางไปที่ห้องของเจี่ยต้าหลง
จางซิ่วอวิ๋นกลับถึงห้องก็เจอกับเฉียนซานเจียงที่ใบหน้าตึงเครียด ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างดีเผยความประหม่าออกมาเล็กน้อย
“นายท่าน…”
เฉียนซานเจียงจิกผมของนางและง้างมือขึ้นตบซ้ายทีขวาที
“รู้อยู่แล้วว่านางแพศยาอย่างเ้าอยู่ไม่สุข! ถึงขั้นขึ้นเตียงกับญาติผู้น้องของตนเองหรือ?”
หญิงสาวกรีดร้องอย่างอนาถ ใบหน้าบวมเป่งจากการถูกตบ ผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง
เฉียนซานเจียงยังไม่คลายความโมโห จากนั้นถีบยอดอกของหญิงสาวเต็มแรง “มารดาเถอะ! เลิกแสร้งทำตัวไร้เดียงสาต่อหน้าข้า! ตอนนั้นเจี่ยต้าหลงหมายตาเ้า ข้าไม่ควรปกป้องนางแพศยาอย่างเ้าไว้ด้วยซ้ำ!”
“โอ๊ย…” จางซิ่วอวิ๋นถูกเขาถีบจนกลิ้งไปไกล แต่ก็รีบกุลีกุจอคลานเข้าไปหา นางคร่ำครวญ
“นายท่าน จะโทษข้าไม่ได้จริงๆ นังเสิ่นม่านสารเลวนั่นวางแผนทำร้ายข้า นางก็คือหลินผิ่นหรู ท่านห้ามเชื่อคำพูดของนางนะ! นายท่านต้องเชื่อข้านะ...”
“เ้าว่าอะไรนะ?” เฉียนซานเจียงจับคางจางซิ่วอวิ๋นและเชิดศีรษะนางขึ้น “เสิ่นม่านเหนียงคือหลินผิ่นหรูหรือ?”
“ใช่แล้ว!” จางซิ่วอวิ๋นพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง มุมปากยังมีเืไหลซึม ดวงตาเผยประกายความชั่วร้ายออกมา
“นางคือเสิ่นม่านเนียง! คนผู้นี้สามารถเปลี่ยนรูปโฉม แต่ส่วนสูงและเสียงสามารถเปลี่ยนได้หรือ? นอกจากนี้ฝ่ามือข้างขวาของเสิ่นม่านเหนียงมีรอยแผลเป็ ก่อนหน้านี้นางกับหวังเอ้อร์โก่วมีเื่กัน นางถูกมีดของหวังเอ้อร์โก่วฟันเข้า! เมื่อครู่ข้าเห็นกับตา!”
นางกลัวว่าเฉียนซานเจียงจะไม่เชื่อ จางซิ่วอวิ๋นคุกเข่าแนบตัวเข้าหาเขาพร้อมกับน้ำตาคลอ จนเครื่องประทินโฉมเลอะไปหมด
“นายท่าน นาง้ายุยงปลุกปั่นความสัมพันธ์ของข้ากับท่าน… เหตุใดท่านจึงเชื่อนาง แต่ไม่เชื่อข้า?”
เฉียนซานเจียงหรี่ตาลงและไตร่ตรอง จากนั้นถาม “นางคือเสิ่นม่านเหนียงจริงหรือ? ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนนั้น รูปลักษณ์ไม่ใช่อย่างตอนนี้...”
“ใช่นางจริงๆ! ท่านไม่รู้หรือว่านางคือปีศาจงู? ชายหนุ่มในหมู่บ้านเห็นร่างเดิมของนางกับตา! นางคืองูเหลือมที่ปากกว้างดุจชามข้าว!”
จางซิ่วอวิ๋นย้อนนึกอย่างละเอียด “ครั้งที่แล้วในหมู่บ้าน ทั้งที่ข้าอยากด่านาง! แต่นางสบตาข้าครั้งเดียว ข้าก็เริ่มด่าตนเองตลอดทั้งเช้าโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น! เื่นี้ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามันคือคำสาป!”
จบแล้ว ยังเสริมอีกว่า “นางต้องไม่ใช่คนแน่!”
เื่นี้ปล่อยนานไม่ได้ เฉียนซานเจียงไม่รู้จะทำอย่างไร จึงพุ่งไปหาเฉียนิเจี๋ยทันที
“เสิ่นม่านเหนียงคือปีศาจงู?” เฉียนิเจี๋ยเองก็งุนงง
หากเสิ่นม่านเหนียงเป็คนยังพอว่า มีเืเนื้อก็จัดการได้ง่ายกว่า
แต่นางเป็ถึงปีศาจงูหรือ? เช่นนั้นค่ายโจรของพวกเขาก็ถูกปีศาจตนนี้ตามรังควานสินะ?
เฉียนซานเจียงมองพี่ชายอย่างกังวลใจ “พี่ เราจะทำอย่างไรกันต่อดี? มิน่าเราถึงมักพ่ายแพ้ย่อยยับเวลาอยู่ต่อหน้านาง ปะทะไม่ชนะยังไม่พอ กระทั่งด่าก็ยังด่าสู้นางไม่ได้!”
แค่คิดก็น่าโมโห!
เฉียนิเจี๋ยสีหน้าตึงเครียด “คืนนี้พี่ใหญ่จะเข้าห้องหอกับเสิ่นม่านเหนียง หากเขาถูกนางยั่วยวนให้หลงใหล เกรงว่าค่ายโจรแห่งนี้คงไม่มีที่อยู่ให้เราสองพี่น้องแน่”
เฉียนซานเจียงรู้สึกว่าพี่ชายพูดถูกต้อง “เช่นนั้นเราไปบอกพี่ใหญ่ตอนนี้ดีหรือไม่?”
เฉียนิเจี๋ยห้ามเขาไว้ แววตาราวกับอาบด้วยยาพิษ “ไปบอกเขาหรือ? เ้าเฒ่านั่นถูกตัณหาครอบงำจิตใจ มีหรือจะฟังคำพูดเรา?”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”
“แค่ตัวไร้ประโยชน์แต่กลับได้เป็หัวหน้ามาตั้งนาน เ้าไม่หงุดหงิดเลยหรือ?”
เฉียนิเจี๋ยถามน้องชายกลับ “เพื่อเสิ่นม่านเหนียงเพียงคนเดียว เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเราสองพี่น้อง เ้าลืมแล้วหรือ?”
ไม่มีทางลืมแน่นอน! ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่ลืม! นอกจากบิดามารดาแล้วนี่เป็ครั้งแรก ทั้งยังต้องคุกเข่าให้กับหญิงแพศยา!
เฉียนซานเจียงเข้าใจความคิดของพี่ชายและฮึกเหิมขึ้นมา
“หรือไม่ เราฉวยโอกาสจัดการล้มตาเฒ่านั่นและขึ้นเป็ใหญ่เองเสียเลย?”
ไม่นานนัก เขาก็กังวลอีก “แล้วเสิ่นม่านเหนียงนั่น…”
“ข้ามีแผน” เฉียนิเจี๋ยขัดเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ต่อจากนี้ พวกเ้าต้องทำตามแผนการของข้าอย่างเคร่งครัด พอถึงกลางคืนให้รอคำสั่งจากข้า!”
ขอเพียงคืนนี้ทุกอย่างราบรื่น เขาก็จะได้ในสิ่งที่้า!
เฉียนิเจี๋ยกำหมัดแน่น เืในอกกำลังเดือดพล่านและมีความตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด! เขาเฝ้าฟันฝ่าอุปสรรคและทนกับการถูกเหยียดหยามมานานหลายเดือน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!
เสิ่นม่านเหนียง ไม่สนว่าเ้าคือคนหรือปีศาจ แต่หากขวางทางข้าก็ต้องตาย!
-----
