จางโซ่วซานยอมรับในความแข็งแกร่งของจูชิง กระทั่งเขาที่เป็ขั้นสร้างลมปราณสี่ชั้นฟ้าความแข็งแกร่งยังห่างชั้นมากโขนัก
ทว่าครั้งนี้จูชิงต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าั์ขั้นหลอมลมปราณสูงสุดสิบหกตัวด้วยตัวคนเดียว!
สำหรับจางโซ่วซาน จอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณเปรียบเสมือนกับตำนาน ฉะนั้นมิต้องเอ่ยถึงสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณสูงสุด นั่นมันเทียบเท่ากับจอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณเก้าชั้นฟ้าเชียวนะ!
แค่ตัวใดตัวหนึ่งหลุดรอดออกมาก็สามารถพลิกฟ้าทลายปฐีได้ในเสี้ยวพริบตาเดียว ทว่าในเหมืองหินปราณมีสัตว์อสูรที่ว่านั่นอยู่ตั้งสิบหกตัว!
จอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าประมือกับสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณหนึ่งตัวก็เต็มกลืนแล้ว ดังนั้นการคิดที่จะจัดการสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณสูงสุดสิบหกตัวนั้นแทบเป็ไปไม่ได้เลย
ถึงจางโซ่วซานจะรู้ว่าจูชิงมีโอกาสชนะเพียงน้อยนิดแต่เขาก็ยังคงยืนรออยู่ที่ตีนเขาสองั
ประการแรกก็คือเขาไม่อยากทิ้งเหมืองหินปราณไปเฉกเช่นนี้ ประการที่สองถ้าจูชิงล้มเหลว แม้ว่าเขาจะหนีก็ไม่มีทางหนีรอดจากเงื้อมมือของสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณสูงสุด
หนึ่งวันผ่านไป สองวันผ่านไป…
ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปครึ่งเดือน ทว่าก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาจากเขาสองั!
“หรือว่าตายไปด้วยกันทั้งคู่แล้ว!” จางโซ่วซานเป็ปีติเล็กน้อย แม้จะมีความเป็ไปได้น้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ ซึ่งเื่นี้สำหรับสำนักหมอกวัสสานแล้วนับว่าเป็ข่าวดี
“ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มาครึ่งเดือนแล้ว คงจะตายกันไปทั้งคู่แล้วกระมัง” จางโซ่วซานปลอบใจตัวเอง
เขาสืบเท้าเดินเข้าไปในเหมืองอย่างกล้าหาญ แต่พอเห็นจูชิงทำกรรมฐานอยู่กลางเหมือง ความปีติที่มีพลันสลายหายไปในพริบตา!
“เ้าผิดหวังงั้นรึ?” จูชิงลืมตามองจางโซ่วซาน
จางโซ่วซานมึนงงอยู่พักหนึ่ง ในเวลาเพียงครึ่งเดือน จูชิงเปลี่ยนไปเหมือนกับเป็คนละคน เพียงมองเขาแค่แวบเดียว จิติญญาเขาก็คล้ายจะแหลกเป็เสี่ยงๆ
จูชิงยังคงเป็ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าเช่นเดิม แต่จางโซ่วซานกลับรู้สึกว่าจูชิงคนปัจจุบันไม่ใช่คนเดียวกันกับเมื่อครึ่งเดือนก่อน ยามนี้หากอีกฝ่ายคิดสังหารเขาย่อมทำได้ง่ายดายราวกับบดขยี้มดปลวก
ศพหมาป่าั์ตัวอื่นๆ หายไปแล้ว เหลือศพหมาป่าั์เพียงสี่ศพที่อยู่ในเหมือง!
“พวกมัน...!” พวกมันที่จางโซ่วซานเอ่ยถึงก็คือหมาป่าั์สิบหกตัว
“กลายเป็ขี้เถ้าไปหมดแล้ว!” จูชิงยิ้มเล็กน้อย
สีหน้าของจูชิงเรียบเฉยปราศจากคลื่นอารมณ์ ราวกับว่าการสังหารสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณสิบหกตัวง่ายดายเหมือนกับการดื่มน้ำอย่างไรอย่างนั้น
จางโซ่วซานได้ยินดังนั้นดวงตาทั้งสองพลันเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ถึงเขาจะคาดการณ์ความเป็ไปได้นี้มาก่อนหน้านี้ ทว่าก็ยังคิดไม่ถึงว่าจูชิงจะสามารถสังหารหมาป่าั์ขั้นหลอมลมปราณสูงสุดสิบหกตัวสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว
ทั้งที่เป็แค่ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า!
“ข้าบำเพ็ญเพียรพอแล้ว ข้ายกเหมืองหินปราณให้เ้าแล้วกัน!” จูชิงลุกขึ้นยืน
หลังจากบำเพ็ญเพียรนานกว่าครึ่งเดือน พลังปราณในกระแสน้ำวนมลายสูญไปหมดสิ้น จูชิงได้รับผลประโยชน์มากมายจากมัน แม้ว่ามูลค่าของเหมืองหินปราณที่เหลืออยู่จะน่าพรั่นพรึง ทว่าก็ไม่มีค่าอะไรสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงยกส่วนที่เหลือให้กับจางโซ่วซาน
“ท่านผู้าุโ ท่านไม่้าอย่างนั้นรึ...?” จางโซ่วซานมองจูชิงอย่างไม่อยากเชื่อ
เหมืองหินปราณใหญ่ขนาดนี้ ใช้เวลาขุดร้อยปีก็ยังไม่หมด อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้หินปราณเป็ล้านก้อน หรืออาจสิบล้านก้อนก็เป็ได้ เหตุใดถึงยกขุมทรัพย์เช่นนี้ให้กับเขาล่ะ?
หินปราณสิบล้านก้อนเป็จำนวนเงินที่สูงเกินกว่าที่สำนักเล็กๆ อย่างสำนักหมอกวัสสานจะจินตนาการถึง เมื่อมีเหมืองหินปราณใน สำนักหมอกวัสสานจะต้องพัฒนาได้อย่างรวดเร็วใน่ระยะเวลาสั้นๆ แน่นอน
“ท่านผู้าุโ ท่านเอาไปสักครึ่งหนึ่งสิ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่สบายใจ” จางโซ่วซานกล่าวด้วยใบหน้าโศกเศร้า
จูชิงกลอกตา “ข้ายกให้เ้า เ้าก็เอาไปเถอะ!”
“แต่ว่า...” จางโซ่วซานยังเป็กังวล เขาสงสัยว่าบางทีจูชิงอาจกำลังทดสอบอะไรอยู่
ทว่าพอเห็นแววตาอำมหิตเหี้ยมของจูชิง จางโซ่วซานก็รีบหุบปากทันที ขืนเขายังพูดอะไรต่อ มีหวังได้ถูกจูชิงฆ่าตายเป็แน่แท้
จูชิงสะบัดนิ้ว เถาวัลย์พลันพุ่งออกมาจากปลายนิ้ว ได้ยินเพียงเสียง “ฟึ่บ” จากนั้นยอดเขาสองัก็ถูกทะลวงกลายเป็รู
“ไม่เลว!” จูชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนหน้านี้เถาวัลย์ปีศาจ์ดูดซับพลังปราณไปครึ่งหนึ่ง พลานุภาพเท่านี้ถือว่าพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสน้ำวนน่าตกตะลึงสุดแสน ถ้าจูชิงหล่อหลอมมันทั้งหมดอาจทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นหลอมลมปราณก็เป็ได้
สำหรับจอมยุทธ์แล้วมันเป็สิ่งเย้ายวนเกินจะทานทนไหว ทว่าไม่ใช่กับจูชิง แม้ขั้นพลังจะพุ่งทะยานสูงขึ้นเท่าทวี แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ความเข้าใจที่มีต่อขั้นสร้างลมปราณหดหายไป
ไม่มีทางลัดในเส้นทางแห่งยุทธ์ ถึงการก้าวไปทีละก้าวจะช้าแต่ก็มั่นคง และทำให้เดินไปได้ไกลกว่า
“ว่าก็ว่าเถอะเ้าหนู พลังปราณตั้งขนาดนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะทะลวงขั้นพลังย่อยไปสักสองหรือสามชั้นฟ้าสิ” เฒ่าปีศาจพูด
“ข้าไม่รีบ ถ้าข้าอยากทะลวง เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น!” จูชิงยิ้ม
เฒ่าปีศาจกลอกตา “อย่าจองหองเกินไปนัก ระวังเรือล่มในคลองระบายน้ำ![1]”
“เกิดมาพร้อมกับกายศักดิ์สิทธิ์ช่างน่าอิจฉาเสียจริง กระทั่งข้ายังเทียบไม่ติดฝุ่น!” เฒ่าปีศาจยิ้มขมขื่นในใจ
หลังจากที่จูชิงกลับมาที่สำนักหมอกวัสสาน เขาก็ให้สุนัขโลกันตร์สามหัวกับัคะนองน้ำน้อยเฝ้าอยู่ข้างนอก จากนั้นก็แทรกตัวเข้าไปในศิลาผนึกิญญาพิชิต์ สายตาจับจ้องมองคัมภีร์สร้างลมปราณของ《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》พลางถอนหายใจ
ยังไม่มีภาพสักภาพเดียวประจักษ์บนคัมภีร์สร้างลมปราณ
หนึ่งเดือนต่อมา จูชิงทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นสร้างลมปราณสองชั้นฟ้า พร้อมกับหลอมผสานอักขระาหลัวโหวอักขระที่สิบแปดไว้ที่ขาข้างขวา
สองเดือนต่อมา จูชิงทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นสร้างลมปราณสามชั้นฟ้า และหลอมผสานอักขระาหลัวโหวอักขระที่สิบเก้าไว้ที่ขาข้างซ้าย
สามเดือนต่อมา…
...
จูชิงรักษาความเร็วไว้เช่นเดิม หนึ่งเดือนทะลวงหนึ่งขั้นพลังย่อยแล้วผสานอักขระาหลัวโหว
เก้าเดือนต่อมา เมฆาโลหิตประจักษ์บนท้องฟ้าสำนักหมอกวัสสานบดบังแสงอาทิตย์จนผืนนภามืดมิด!
จางโซ่วซานแหงนหน้ามอง ไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น!
“เปรี้ยง!” อัสนีโลหิตสว่างวาบในเมฆโลหิต เสียงกัมปนาทอึกทึกไปทั่วทั้งสำนักหมอกวัสสาน
ม่านตาของเฒ่าปีศาจหดเล็กเหลือเท่ารูเข็ม “แค่ทะลวงเป็ขั้นหลอมลมปราณไม่ใช่รึ เหตุใดถึงมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นล่ะ หรือว่าผู้ที่เกิดมาพร้อมกับกายศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกับคนทั่วไป!”
เฒ่าปีศาจใจสั่นสะท้าน แต่ก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่ากายศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกต่างกับกายสามัญ
“สามัญชนพวกนั้นพลอยได้ประโยชน์ไปด้วยเสียอย่างนั้น!” เฒ่าปีศาจเหลือบมองศิษย์สำนักหมอกวัสสานแล้วเบะปาก
“พึมพำอะไรของเ้า!” จูชิงชำเลืองมอง
“ปะ เปล่าไม่มีอะไร ข้ากำลังแสดงความยินดีให้กับเ้าที่ทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นหลอมลมปราณ!” เฒ่าปีศาจหัวเราะ
จูชิงทำเหมือนกับที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ อยากทะลวงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เขาทะลวงขั้นพลังจากขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าเป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
ยามนี้อักขระาหลัวโหวยี่สิบหกอักขระปลดปล่อยลมปราณน่าสะพรึงแสนพรรณนา แขนขวาสิบสองอักขระ ขาข้างละสี่อักขระ ลำตัวห้าอักขระ แขนซ้ายหนึ่งอักขระ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่จูชิงบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหลอมลมปราณ เขาก็ไม่ต้องกังวลเื่การจัดแจงอักขระาหลัวโหวอีกต่อไป เพราะขั้นหลอมลมปราณสามารถหลอมผสานอักขระาหลัวโหวทั้งหมดเป็หนึ่งเดียวกันได้!
อัสนีโลหิตแลบแปลบปลาบคะนองร้องครวญคร่ำ ทันใดนั้นฝนโลหิตซัดกระหน่ำเทลงมาปกคลุมเขาหมอกวัสสาน
เม็ดฝนมากกว่าเก้าในสิบหลั่งไหลเข้าไปในร่างกายของจูชิงผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับเื ขณะนั้นเืในกายาก็เริ่มหนักอึ้งและจับตัวกันเป็ก้อน
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับร่างกายจูชิง โลหิตเปรียบดั่งตะกั่ว กระดูกเปรียบดั่งหยก ไขกระดูกเปรียบดั่งน้ำแข็ง!
จูชิงใช้ง้าวปีศาจิญญาอำมหิตกรีดนิ้วตัวเองแล้วบีบเืออกมาหนึ่งหยด!
“เคร้งคร้าง!” ครั้นเืสีแดงสดหยดลงบนพื้น พื้นดินพลันแตกสลายเป็เสี่ยง จูชิงหยิบเืหยดนั้นขึ้นมาพลันพบว่าลักษณะคล้ายลูกปัดโลหะเป็ทรงกลม เมื่อนำปลายนิ้วััเข้าก็มีเสียงดังราวกับเสียงเหล็ก!
เืเปรียบดั่งตะกั่วเป็คุณลักษณะของจอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณทั่วไป ทว่าเืของจูชิงนั้นไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่ตะกั่ว หากเป็เหล็กที่หนักยิ่งกว่าหลายเท่า!
“เืดุจดั่งเหล็ก!” รอยยิ้มขมขื่นปรากฏบนใบหน้าของเฒ่าปีศาจ ตอนที่สำเร็จเป็ขั้นหลอมลมปราณสูงสุด เขานึกว่ามีแค่เขาที่ทำเช่นนี้ได้ ทว่าจูชิงที่เพิ่งทะลวงเป็ขั้นหลอมลมปราณแท้ๆ กลับมาถึงจุดเดียวกับเขาได้เสียอย่างนั้น
ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าต่างกับขั้นหลอมลมปราณเก้าชั้นฟ้าราวฟ้ากับเหว ตอนนั้นที่เฒ่าปีศาจก้าวสู่ขั้นสั่งสม เืในกายาถูกกลั่นหลอมเทียบเท่ากับเหล็กกล้า!
“เืเป็เหล็ก กระดูกเป็เหล็กกล้า!” เฒ่าปีศาจอดชื่นชมไม่ได้
การทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณเปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์อย่างแท้จริง เพลานี้จูชิงนับว่าเป็ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง
บนทวีปเฉียนหยวนมีคนทะลวงเป็ขั้นหลอมลมปราณในทุกวัน ทว่าผู้ที่เหนี่ยวนำปรากฏการณ์ฟ้าดินได้นั้นมีน้อยนิดเพียงหยิบมือ ไม่ว่าจะเป็ในปัจจุบันหรือสมัยโบราณ คนที่สามารถเหนี่ยวนำปรากฏการณ์ฟ้าดินครั้งใหญ่เฉกเช่นนี้ได้ เกรงว่าคงมีจูชิงเพียงคนเดียว
แม้ว่าเก้าในสิบส่วนของเมฆโลหิตจะเป็ของจูชิง ทว่าอีกหนึ่งส่วนที่เหลือก็เพียงพอให้ศิษย์สำนักหมอกวัสสานใช้ไม่หวาดไม่ไหวแล้ว
ด้วยพรจากเมฆโลหิตทำให้ศักยภาพของจอมยุทธ์สำนักหมอกวัสสานยกระดับอย่างน้อยหนึ่งระดับ กอปรกับเหมืองหินปราณขนาดใหญ่ เดาว่าไม่ถึงยี่สิบปี จางโซ่วซานจะต้องทะลวงเป็ขั้นหลอมลมปราณอย่างแน่นอน!
แน่นอนว่าสิ่งเ่าั้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อจูชิงทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า เขาก็พาพวกัคะนองน้ำน้อยไปจากสำนักหมอกวัสสาน
[1] คำอุปมาหมายถึง ควบคุมไม่ดีจนเกิดปัญหา
