คังอิงเปลี่ยนหลอดไฟสิบห้าวัตต์ใต้ต้นหอมหมื่นลี้เป็หลอดสามสิบวัตต์ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารระหว่างดื่มชา
เธอเริ่มอ่าน 'ฉวี่เจียงรายวัน' ฉบับล่าสุด ขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงสมุทรแห่งความรู้ เสียงดัง 'โครม' จากประตูเหล็กก็ดังขึ้น ดูเหมือนจะมีคนมาหาเธออีกแล้ว
คังอิงละสายตาจากหนังสือพิมพ์อย่างไม่ค่อยเต็มใจพลางเอ่ยถาม “ใครคะ?”
“ผมเอง สือเจียงหย่วน”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ คังอิงก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เมื่อครู่เธอยังคิดอยู่เลยว่าหมอนี่จะมาอีกไหม คิดไม่ถึงว่าเธอจะเดาถูก
คังอิงลุกขึ้นแล้วเปิดประตูเหล็ก สือเจียงหย่วนมองเธอที่ทำท่าทางมึนงงสงสัยนิดหน่อย จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความแปลกใจ “คุณหลับอยู่หรือเปล่า? ทำไมตาปรือๆ ล่ะ? ผมมารบกวนคุณไหม?”
“เปล่าค่ะ ใครจะไปนอนเร็วขนาดนั้น ฉันกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พอดีว่าบุรุษไปรษณีย์เพิ่งจะเอาหนังสือพิมพ์ที่ค้างส่งมาให้ฉัน” คังอิงตอบพลางยิ้ม
“อ้อ ลืมไปเลยว่าคุณชอบอ่านหนังสือกับหนังสือพิมพ์”
สือเจียงหย่วนแสดงความชื่นชม ในยุคสมัยนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ชอบเรียนรู้ คังอิงเป็ผู้หญิงที่ชอบอ่านหนังสือมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา
ไม่แปลกที่เธอมีบุคลิกเป็ผู้คงแก่เรียน แม้ว่าเธอจะเกิดในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็ตาม
แต่สือเจียงหย่วนไม่รู้เลยว่า บุคลิกคงแก่เรียนของคังอิงนั้นติดตัวเธอมายังชาติปัจจุบัน มิฉะนั้นแล้ว ด้วยเวลาไม่ถึงเดือนเช่นนี้ คังอิงจะเปลี่ยนไปเป็คนละคนได้อย่างไร?
คังอิงกำลังหลอมรวมเข้ากับชีวิตในยุคสมัยนี้ หากพ่อแม่ของเธอได้เห็น พวกเขาคงแทบจำเธอไม่ได้
สือเจียงหย่วนไม่ได้ถือเบียร์กับกับแกล้มมาด้วย ทำให้คังอิงรู้สึกโล่งอก เธอกลัวว่าเขาจะชวนเธอดื่มอีก
เธอคิดว่าสือเจียงหย่วนเห็นเธอเป็เพื่อนสนิท พวกเขาทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน เพราะคังอิงช่วยชีวิตเขาเอาไว้ อีกทั้งด้วยประสบการณ์ชีวิตของคังอิงทำให้สือเจียงหย่วนสามารถพูดคุยกับเธอได้ทุกเื่ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังให้แง่คิดดีๆ แก่เขา ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าสือเจียงหย่วนจะชอบพูดคุยกับเธอ
แต่ครั้งนี้สือเจียงหย่วนกลับขมวดคิ้วพลางกล่าวกับคังอิงว่า “ผมมีเื่มาบอกคุณ แต่ไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” คังอิงถามอย่างร้อนใจ
“่บ่ายผู้จัดการหลี่ไปที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเพื่อแจ้งเื่ที่จะให้คนมาเช่าห้างสรรพสินค้า แต่เื่ไม่ราบรื่นเลย คนที่ทำงานในห้างไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง
หลังจากที่พวกเขารวมตัวกันประท้วง ตอนนี้ผู้คนต่างก็มีข้อกังวลต่างๆ มากมาย เื่การทำสัญญาเช่ากับทางห้างดูเหมือนว่าจะต้องเลื่อนออกไปก่อน
แต่ทางเราก็ไม่อาจเลื่อนได้นานขนาดนั้น เพราะผู้จัดจำหน่ายจะส่งสินค้ามาให้ในไม่ช้า ถ้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ามาถึง จะให้เรากองเอาไว้ที่ไหน?”
สือเจียงหย่วนรู้สึกหนักใจมาก เขาไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่ายิ่งทำธุรกิจเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งยุ่งยากเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงแค่ลงทุนแล้วก็ไม่ต้องสนใจอะไรอีก แถมยังเป็ธุรกิจขนาดใหญ่แทบทุกอย่าง เพราะงั้นเขาเลยแทบจะไม่ต้องกังวลใจอะไร
“การทำให้คนออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นไม่ใช่เื่ง่าย แต่ฉันมีวิธีหนึ่ง” คังอิงบอก
สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าสิ่งที่คังอิงพูดแปลกใหม่มาก ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ใช่แล้ว มันก็เหมือนกับพื้นที่ปลอดภัยจริงๆ นั่นแหละ
เดิมทีแม้ว่าพนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพจะได้รับเงินเดือนที่ไม่มากนัก แต่ชีวิตของพวกเขาก็มั่นคง และดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
หากมีการทำสัญญาเช่า่ห้างสรรพสินค้า แม้แต่เงินเดือนน้อยนิดของพวกเขาก็จะไม่ได้รับ งานของพวกเขาก็จะหายไปด้วย แน่นอนว่าพวกเขาต้องออกมาประท้วงอยู่แล้ว
“คุณมีวิธีอะไรเหรอครับ?” สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าคังอิงมีไอเดียดีๆ เยอะมาก เขาจึงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
คังอิงเรียกให้เขามานั่งจิบชา แล้วค่อยๆ พูดคุยกัน
สือเจียงหย่วนรู้สึกเสียดายขึ้นมาที่ไม่ได้นำเบียร์กับกับแกล้มมาด้วย ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงจะได้นั่งคุยกันอย่างยาวนาน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคิดในใจว่าหากเขาเมา ก็สามารถนอนที่นี่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้เขายังมีสติอยู่ ก็เลยไม่อาจทำตัวหน้าด้านได้
สือเจียงหย่วนรู้สึกว่า บ้านเก่าหลังนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเป็พิเศษ ขอเพียงแค่เขานอนหนุนหมอนลงบนเตียง เขาก็สามารถหลับไปจนถึงเช้าได้ ถ้าคังอิงไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เขาก็คงบ้านหลังนี้เอาไว้เอง แล้วนอนที่นี่ทุกคืนแน่ๆ
คังอิงรอจนกระทั่งสือเจียงหย่วนนั่งลง จากนั้นเธอก็เริ่มพูดคุยกับเขาอย่างช้าๆ
สือเจียงหย่วนฟังความคิดของคังอิงแล้วพยักหน้าเป็ระยะ “ดีมากครับ วิธีนี้น่าจะทำให้ทุกฝ่ายต่างก็พึงพอใจ แต่ว่า... คุณแน่ใจแล้วหรือว่าจะทำแบบนี้?
เดิมทีผู้จัดการหลี่ก็ค่อนข้างใจร้อน เขาบอกว่าไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรก็ตาม เขาก็จะยืนกรานทำตามวิธีของตัวเอง
หากทำตามวิธีของคุณ แบบนี้ทุกคนน่าจะยอมรับได้ง่ายกว่า ทางอำเภอเองก็สามารถแนะนำให้ใช้วิธีการทำสัญญาเช่านี้เป็โครงการนำร่องได้”
“การบีบบังคับคนอื่นไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ฉันยอมที่จะค่อยเป็ค่อยไป และให้โอกาสกับพวกเขาค่ะ” คังอิงกล่าว
สือเจียงหย่วนพยักหน้าแล้วบอกว่า “คุณคิดแบบนี้ดีที่สุดครับ แบบนี้จะได้ไม่ทำให้ทางอำเภอและผู้จัดการหลี่ลำบากใจ แถมยังบรรลุเป้าหมายได้อีกด้วย”
เมื่อเห็นว่าสือเจียงหย่วนยอมรับข้อเสนอของเธอ คังอิงก็รู้ว่าวิธีนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จถึงแปดในสิบส่วน
สือเจียงหย่วนน่าจะมีความสามารถในการผลักดันการตัดสินใจเื่นี้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็รู้ว่าใครบ้างที่สามารถผลักดันเื่นี้ได้ และมีอิทธิพลต่อคนเ่าั้
ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับเื่การทำสัญญาเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้านั้น เสียงวิทยุติดตามตัวก็ดังมาจากในห้องเบาๆ
แท้จริงแล้วจนถึงตอนนี้คังอิงก็ยังคงไม่ชินกับการใช้วิทยุติดตามตัว แต่ในเมื่อเธอต้องเริ่มทำธุรกิจ ย่อมต้องติดต่อกับคนภายนอกตลอดเวลา
คังอิงมักจะเก็บวิทยุติดตามตัวไว้ในกระเป๋า แน่นอนว่าเธอจะไม่เอามันมาเหน็บไว้ที่เข็มขัดเหมือนคนในยุคนี้
วิทยุติดตามตัวในยุคสมัยนี้ ไม่เพียงแต่เป็เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น แต่มันยังเป็สัญลักษณ์ของฐานะ เหมือนกับในยุคหลังๆ หากมี QQ ก็ต้องมีมงกุฎสมาชิกวีไอพี ถึงจะสามารถใช้ฟังก์ชันต่างๆ และสามารถแสดงความโดดเด่นของพวกเขาได้
ในยุคนี้ หากได้ยินเสียง ‘ติ๊ดๆ’ ของวิทยุติดตามตัวตามท้องถนน ก็จะเห็นผู้คนมากมายหยุดชะงัก แล้วเปิดดูวิทยุติดตามตัวที่เหน็บอยู่บนเข็มขัดของพวกเขา ไม่ต้องแปลกใจ พวกเขาไม่ได้กำลังมองหาเห็บหมัด แต่พวกเขากำลังมองหาวิทยุติดตามตัวของตัวเองต่างหาก
การกระทำเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นในตอนที่วิทยุติดตามตัวส่งเสียง ‘ติ๊ดๆ’…
ยิ่งไปกว่านั้น พวกวัยรุ่นที่ชอบตามเทรนด์แฟชั่น ยังแปลคำว่า วิทยุติดตามตัว เป็ภาษาอังกฤษ ว่า ‘Call machine’ อีกด้วย สิ่งที่เท่ที่สุดก็คือการแลกเบอร์วิทยุติดตามตัวกัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังว่า “มีอะไรรีบคอลหาฉันนะ!”
น้ำเสียงและท่าทางแบบนั้น ราวกับว่าโจวซิงฉือ [1] กำลังเดินด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
โชคดีที่ทั้งคังอิงและสือเจียงหย่วนไม่ได้มีท่าทางแบบนั้น เมื่อได้ยินเสียงวิทยุติดตามตัวดังขึ้น พวกเขาไม่ได้รีบไปเปิดดูวิทยุติดตามตัวที่เหน็บอยู่บนเข็มขัดแต่อย่างใด
พอสือเจียงหย่วนได้ยินเสียง ‘ติ๊ดๆ’ เขาก็รู้ทันทีว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากวิทยุติดตามตัวของเขา เพราะเขาใส่มันไว้ในกระเป๋ากางเกง ดังนั้นจึงแยกออกว่าเสียงนั้นเป็วิทยุติดตามตัวของเขาหรือเปล่า
และพูดตามตรง เขาใช้วิทยุติดตามตัวเพื่อจะติดต่อกับคังอิงได้สะดวกเท่านั้น ตอนนี้คังอิงอยู่ตรงหน้า ดังนั้นต่อให้เสียงวิทยุติดตามตัวนั้นเป็ของเขาจริงๆ เขาก็ไม่ใส่ใจจะเปิดอ่าน
สือเจียงหย่วนจึงบอกคังอิงว่า “ดึกขนาดนี้แล้วยังมีคนส่งข้อความหาคุณ คงเป็เื่ด่วนแน่ๆ”
เมื่อสือเจียงหย่วนพูดเช่นนี้ คังอิงก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เบอร์วิทยุติดตามตัวของเธอ เธอจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบวิทยุติดตามตัวในห้องทันที
เชิงอรรถ
[1] โจวซิงฉือ หรือ สตีเฟน โจว นักแสดง ผู้กำกับ นักเขียนบท และโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชาวฮ่องกง ผลงานส่วนใหญ่เป็แนวตลกแอคชัน
