เล่มที่ 6 บทที่ 158 ขั้นเซียนเทียน
‘จริงสิ ควันดำนั่น…’
หลินเฟยจำได้ว่าที่อสุรกายขั้นกุ่ยหวังไล่ล่าเขาไม่ยอมเลิกรา ก็เพราะควันดำที่เจอในป่าอสูร ในตอนนั้นเขาถกเถียงกับเทียนกุ่ยอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร หลังจากนั้นหลินเฟยก็ไม่กล้าปล่อยควันนี้ออกมาอีกเลย เพราะกลัวว่าอสุรกายกุ่ยหวังจะตามกลิ่นมาได้อีก
แต่ตอนนี้ถือเป็โอกาสดี…
เพราะสิ่งที่อยู่ด้านข้างคือค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าที่มีปีศาจกระบี่กดข่มไว้อยู่ ภายในค่ายกลมีไอโเี้ชั่วร้ายปกคลุมซึ่งเพียงพอที่จะกลบกลิ่นของควันดำได้
สองมือของหลินเฟยประกบวาดเป็ค่ายกล แท่งหยกทั้งแปดเคลื่อนไหวเปลี่ยนตำแหน่งเข้าปิดล้อมหลินเฟยทันที ทันใดนั้นรอบตัวก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความโเี้ แม้แต่หลินเฟยเองยังรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายาอยู่ เสียงคำรามดังขึ้นเป็ระยะ ภาพนิมิตสัตว์ร้ายทยอยปรากฏออกมา ทว่าหลินเฟยก็ยังคงสงบนิ่งราวกับนักพรตชั้นสูงที่กำลังเข้าฌาน เขามีสมาธิแน่วแน่ ไม่ว่อกแว่กต่อสิ่งเร้ารอบตัว ก่อนจะปล่อยควันดำกลุ่มนั้นออกมาอีกครั้ง…
หลังจากออกมาจากดินิถู่ ควันดำก็รวมกลุ่มกลายเป็คนแคระตัวน้อย ะโโลดเต้นไปมาภายในค่ายกล มันดูคึกคักเป็พิเศษ ไม่ได้หวาดกลัวค่ายกลแปดอสรหลิงเป่าแม้แต่น้อย
หลินเฟยมองอย่างไม่วางตา เพราะค่ายกลนี้มีกลิ่นอายแห่งความโเี้เข้มข้น ซึ่งตัวเขาเองกลับไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็คนสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา แถมปีศาจกระบี่ที่อยู่ใจกลางค่ายกล ก็เป็อาวุธของเขา จึงไม่สามารถทำอะไรได้พวกเขาได้ แต่เ้าคนแคระดำเบื้องหน้ากลับไม่รู้สึกอะไรเลย นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
‘มิน่า อสุรกายขั้นกุ่ยหวังถึงอยากได้จะเป็จะตายขนาดนั้น…’
‘แต่มันคืออะไรกันแน่?’
ก่อนหน้าตอนที่เจอในป่าอสูร ครุ่นคิดอยู่เป็เวลานานก็สงสัยว่ามันอาจจะเป็สมุนไพรบางชนิด แต่พอมาดูตอนนี้ กลับคิดว่าไม่ใช่
‘หากเป็สมุนไพรละก็…’
‘เมื่ออยู่ในค่ายกลที่มีกลิ่นอายโเี้เช่นนี้ ยังไงก็ต้องสั่นด้วยความหวาดกลัวแล้ว มีหรือจะะโโลดเต้นเช่นนี้?’
ค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าไม่เพียงหลอมอาวุธได้เท่านั้น หากปีศาจกระบี่หยุดกดข่มค่ายกล แล้วปล่อยให้กลิ่นอายโเี้แพร่กระจายออกมาเต็มที่ละก็ ไม่ว่าจะเป็มารปีศาจหรืออสุรกาย หรือแม้แต่ผู้บำเพ็ญก็ยังสามารถหลอมได้!
“แต่ถ้าไม่ใช่สมุนไพรแล้ว มันจะคืออะไรล่ะ?…”
ขณะที่หลินเฟยกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ๆ กลิ่นอายความโเี้ในค่ายกลก็เกิดสะดุดและะเิออกมาอย่างรุนแรงเสมือนพายุโหมกระหน่ำบนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ หลินเฟยใ รีบเงยหน้าขึ้นมองทันที ก่อนจะเห็นว่าคนแคระดำได้สลายกลายเป็ควันดำอีกครั้ง และบัดนี้มันกำลังโอบพันรอบปีศาจกระบี่…
“อย่ากัดๆ บ้าเอ๊ย ก็บอกว่าอย่ากัดไง!” ปีศาจกระบี่โวยวายลั่น เอาแต่ดิ้นไม่หยุด เมื่อไม่มีปีศาจกระบี่กดข่มค่ายกล จึงทำให้สัตว์ร้ายทั้งแปดพุ่งชนสะเปะสะปะไปทั่วทำให้ค่ายกลแทบจะแตกสลายเลยทีเดียว กลิ่นอายโเี้ยังคงโหมกระหน่ำราวกับสัตว์ร้ายทั้งแปดคืนชีพขึ้นมา
“แย่แล้ว!” หลินเฟยรีบโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอย่างเร่งรีบ พยายามรักษาสภาพค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าที่กำลังจะแตกสลายให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็ปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋เข้าช่วยแยกควันดำออกจากปีศาจกระบี่อีกแรง…
ปราณกระบี่ไท่อี๋สามารถกดข่มควันโดยกำเนิด เพียงแค่ลำแสงสีทองพาดผ่าน ควันดำก็สลายคลายตัวออกทันที ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็คนแคระสีดำ ลอยลงที่ค่ายกลอีกครั้ง
“นี่…” หลินเฟยไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เพียงแค่พริบตาเดียว ปีศาจกระบี่ก็ถูกสูบมนต์สะกดไปหนึ่งสาย หลังจากปีศาจกระบี่เข้าควบคุมค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่า ก็มีมนต์สะกดเพิ่มขึ้นเป็สามสิบสาย และบัดนี้ก็ถูกสูบเอาไปหนึ่งสายแล้ว ความจริงก็ไม่ได้กระทบกระเทือนเท่าไรนัก นำไปหล่อเลี้ยงไว้ที่ค่ายกลอีกสักสิบวัน ก็น่าจะฟื้นกลับมาได้…
“นั่นมันตัวอะไร ทำไมถึงกัดคนด้วยล่ะ…” ปีศาจกระบี่อยากจะร้องไห้ออกมาเต็มทีแล้ว เพียงพริบตาเดียวก็สูญเสียมนต์สะกดไปหนึ่งสาย เป็ใครก็คงไม่ยอม…
“เอาล่ะ พอได้แล้ว รีบไปสะกดสัตว์ร้ายแปดตนเร็ว ไม่อยากนั้นค่ายกลต้องพังทลายแน่…” พูดจบหลินเฟยก็โยนปีศาจกระบี่เข้าไปในค่ายกลทันที ไม่สนว่ามันจะยินดีหรือไม่ ก่อนจะเอ่ยจามมาด้วยรอยยิ้ม
“อีกอย่างแค่ถูกกัดคำเดียว ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนี่ บางทีวันหน้าเ้าจะอาจจะต้องขอบคุณมันก็ได้…”
“อย่ามาหลอกข้าเสียให้ง่าย!” ปีศาจกระบี่ตวาดก่อนจะอิดออดบินไปยังบริเวณใจกลางค่ายกล จากนั้นก็กดข่มสัตว์ร้ายทั้งแปดที่กำลังบ้าคลั่ง
“หึหึ จะหลอกหรือไม่ วันหน้าก็รู้เอง…” หลินเฟยไม่คิดจะอธิบายให้มากความ เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าคนแคระดำกลับมา
ภายใต้การพันธนาการของปราณกระบี่ไท่อี๋ เ้าคนแคระดำก็ดูสงบเสงี่ยมลงไม่น้อย ไม่กัดและะโโลดเต้นอีกต่อไป มันเอาแต่ขดเป็ก้อนกลุ่มควัน ราวกับหวาดกลัวว่าจะทำให้ปราณกระบี่ไท่อี๋ไม่พอใจ…
“คิดไม่ถึงว่าจะขั้นเซียนเทียน…”
เพียงกัดคำเดียวก็สามารถสูบมนต์สะกดหนึ่งสายของปีศาจกระบี่ได้ หลินเฟยรู้แล้วว่าสิ่งนี้จะต้องอยู่ในระดับขั้นเซียนเทียนแน่ๆ เพราะมีแค่ขั้นเซียนเทียนเท่านั้น ที่มีพลังรุนแรงเหนือทุกสิ่งเช่นนี้ ภายใต้ค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าอันโเี้ กลับสามารถสูบมนต์สะกดปีศาจกระบี่ที่อยู่ใจกลางค่ายกลได้ ที่เป็เช่นนี้จะต้องเป็เพราะข้อได้เปรียบของขั้นเซียนเทียน ที่สามารถกดข่มขั้นโฮ่วเทียนได้เป็แน่ ถ้าหากไม่ใช่ขั้นเซียนเทียนแล้วละก็ หลินเฟยเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็อะไรได้อีก…
ทว่าตอนที่รู้ว่ามันคืออะไร เ้าควันดำก็กลับแกล้งตายเสียได้ ไม่ว่าหลินเฟยจะทำอย่างไร มันก็เอาแต่ขดเป็กลุ่มควันก้อนเล็กๆ ไม่ปล่อยให้หลินเฟยได้มีโอกาสพินิจดูแม้แต่น้อย สุดท้ายพอทำอะไรไม่ได้ จึงต้องโยนกลับเข้าไปในดินิถู่อีกครั้ง ในใจก็เอาแต่คิดว่า ‘ไม่ว่าจะใช่ขั้นเซียนเทียนหรือไม่ แต่หลายปีหลังจากนี้ เ้าก็จะรู้เองว่าดินิถู่ร้ายกาจเพียงใด…’
ดินิถู่ที่เกิดจากอักขระกระบี่หยินหลี เดิมทีก็มีพลังไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ต่อให้เสียเปรียบเพราะถูกขั้นเซียนเทียนกดข่ม แต่สุดท้ายหากถูกดินิถู่ที่มีมากมายมหาศาลฝังกลบ ก็จะถูกประทับหยินหลีในที่สุด เช่นนั้นหลินเฟยก็สามารถควบคุมมันได้แล้ว
แน่นอนว่ามันจะต้องใช้เวลานานเสียหน่อย…
หลินเฟยเองก็ไม่รีบร้อน หลังจากโยนควันดำเข้าไปแล้ว ก็ตั้งสมาธิอีกครั้ง ก่อนจะหลอมละลายปราณโลหะสีทองมากมายอีกครั้ง ส่งเข้าไปหล่อเลี้ยงปราณกระบี่ทงโยวอย่างไม่ขาดสาย…
ที่นอกเมืองวั่งไห่ห่างไปนับพันลี้ มีสถานที่ที่ชื่อหุบเขาอีกา ที่นั่นมีูเาสูงชันสลับซับซ้อน เมื่อกวาดตามองจากที่ไกลๆ จึงดูคล้ายกับหนามแหลมๆ ดูแล้วอันตรายเป็อย่างมาก แถมยังมีก๊าซพิษปกคลุมตลอดทั้งปี ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวน ก็ไม่อาจกล้าเข้าใกล้ได้
ทว่าขณะที่หลินเฟยกำลังโยนควันดำเข้าสู่ดินิถู่ หุบเขาอีกาก็มีผู้บำเพ็ญสองคนปรากฏตัวขึ้น คนหนึ่งก็คือซูจิ้งที่ซึ่งเป็ศิษย์สายในลำดับหนึ่งของสำนักกระบี่หลีซาน ส่วนอีกคนดูอ่อนวัยกว่า มีอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปี ใบหน้ายังแฝงไปด้วยความละอ่อน ทั้งคู่ต่างก็ใช้อาวุธคู่กายคุ้มกันตนเอง ทำให้ก๊าซพิษไม่สามารถเข้าใกล้ได้ในรัศมีสามจ้าง พวกเขากำลังเดินเลาะไปตามทางสายน้อยอันคดเคี้ยว เพื่อมุ่งหน้าไปยังยอดหุบเขา…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
