เมื่อฮวาเจาได้ยินว่าสามีจะต้องออกปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง แถมยังเป็เวลานานหลายเดือน ความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ก็ฉายแววในดวงตา ทว่าเธอก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา 'นี่แหละหนา ชีวิตภรรยาของนายทหาร ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้!'
“ถ้าเช่นนั้น หนูคงต้องกลับไปที่เขาโผซานก่อนดีกว่าค่ะ ปู่ก็ชอบชีวิตในชนบท อีกทั้งคุณแม่กับน้องๆ ก็อยู่ที่นั่น มีคนเยอะแยะครึกครื้นดี รอท่านกลับมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่นะคะ” ฮวาเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
เมื่อได้ยินว่าฮวาเจาและท่านปู่ของนางจะไม่มาที่นี่ในเร็วๆ นี้ เหมียวหลานจือก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าความโล่งใจนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความใกับการเปลี่ยนแปลงของบุตรชายไม่น้อย 'ไอ้คำว่า “เสี่ยวฮวาเอ๋อร์” ที่คลอเคลียกันนั้น ฟังแล้วขนลุกขนพอง!' อีกทั้ง... “เธอยังมีน้องชาย น้องสาวด้วยหรือ?” เหมียวหลานจือถามอย่างฉงน 'นี่ไม่ใช่ว่าบอกว่าพ่อแม่ตายไปหมดแล้วหรอกหรือ?'
เื่ที่จางกุ้ยหลานพาลูกๆ กลับหมู่บ้านเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฮวาเจายังไม่มีเวลาเขียนจดหมายบอกเย่เซิน แต่ก่อนหน้านี้ตอนเจอกัน เธอเคยพูดถึงเื่นี้แล้ว เย่เซินจึงทราบเื่ดี เขายิ่งรู้สึกว่าเสี่ยวฮวาเอ๋อร์ของเขานั้นช่างมีจิตใจเมตตาเหลือเกิน
ฮวาเจาเล่าเื่การแต่งงานใหม่ของมารดาอย่างคร่าวๆ เหมียวหลานจือถึงกับขมวดคิ้วในทันที 'ครอบครัวที่ซับซ้อนแถมยังน่าสมเพชเช่นนี้ อีกทั้งยังมีน้องต่างบิดามารดาถึงสี่คน! แล้วไหนจะพ่อเลี้ยงคนนั้นอีก! ลูกชายของเธอจะต้องเรียกชายที่น่าสมเพชเช่นนั้นว่าพ่อหรือ? เธอจะต้องไปเป็ญาติกับคนเช่นนั้น? ไม่สู้ไม่มีเสียเลยดีกว่า.....' ถึงฮวาเจาจะไม่ได้พูดเื่ที่หลิวเซี่ยงเฉียนทำร้ายแม่ แต่เหมียวหลานจือก็มิได้โง่ เมื่อได้ยินว่าแม่ของฮวาเจาพาลูกๆ กลับไปทำไร่ทำนาที่ชนบท เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าชายผู้นั้นไม่เอาไหน
“ใช่ค่ะ หนูมีน้องชาย น้องสาว” ฮวาเจาตอบอย่างเป็ธรรมชาติ เธอไม่เคยรู้สึกว่าชาติกำเนิดของใครเป็เื่น่าอับอาย ไม่ว่าจะเกิดมาอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผู้อื่นมอบให้ เธอไม่ใส่ใจ เธอสนใจเพียงแค่ว่าตัวเธอเองเป็คนอย่างไร ท่าทีอันสง่างามและมั่นคงของเธอ ทำให้เหมียวหลานจือไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป
เย่เหมากลับรู้สึกว่าสะใภ้คนนี้ไม่เลวเลย ยามพูดจาก็ดูองอาจ มีเหตุผล ทำอะไรก็มีแบบแผน ไม่ได้ดูเป็คนใจแคบเหมือนที่เคยเป็ห่วง เหมาะสมกับบุตรชายของเขามาก ดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก เขารู้สึกพอใจมาก 'สายตาของลูกชาย เชื่อถือได้จริงๆ'
ท่านผู้เฒ่าเย่เดินลงมาจากบันไดในมือถือกล่องไม้ใบหนึ่ง “มาๆๆ นี่ของพวกเธอคนละชิ้น” ท่านเอ่ยพลางยื่นกล่องให้ฮวาเจา “นี่เป็ของที่ย่าเตรียมไว้ให้พวกสะใภ้ทุกคน เป็ของขวัญแรกพบ ท่านเตรียมไว้ั้แ่เนิ่นนานแล้ว...” น้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าเย่แ่ลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ แต่ก็กลบเกลื่อนไปในทันที “ลองเปิดดูสิ ชอบไหม?”
ฮวาเจาเปิดกล่องดู ภายในนั้นบรรจุกำไลทองคำสลักลายดอกไม้สี่ฤดูงดงามตระการตา เป็งานศิลปะระดับปรมาจารย์อย่างแท้จริง “สวยมากเลยค่ะ หนูชอบมากเลย!” ฮวาเจามิได้เกรงใจ รีบสวมกำไลที่ข้อมือพลางเอ่ย “ขอบพระคุณท่านย่าค่ะ” “เด็กดี เด็กดี” ท่านผู้เฒ่าเย่พยักหน้าถี่ๆ ด้วยความปิติยินดี ท่านเห็นว่าฮวาเจาชอบของชิ้นนี้จริงๆ ท่านก็ดีใจแทนภรรยาผู้ล่วงลับ
แต่คนอื่นๆ ในบ้านกลับเห็นกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ข้อมืออีกข้างของฮวาเจา หยกนั้นใสเป็ประกาย ดูแล้วชุ่มชื่นจับตา เหมียวหลานจือพลันเอ่ยถามขึ้นมา “กำไลของเธอ เอามาจากไหนกัน?” พร้อมกับหันไปมองบุตรชาย 'นี่เ้าลูกชายใช้เงินซื้อของให้ยัยหนูนี่อีกแล้วหรือ?'
ฮวาเจาหันไปมองเย่เซิน เย่เซินเองก็มองมาที่นาง เย่ฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย 'เธอยังไม่ได้ทันบอกเขาเลยว่าสะใภ้ของเขาใช้เงิน “มือเติบ” เงินสินสอดสองพันหยวนที่เขาให้มา เธอเอาไปซื้อเครื่องประดับพวกนี้หมดแล้ว แต่ท่านปู่ของฮวาเจามีฝีมือในการเก็บโสม ปีนี้ไม่รู้ว่าเก็บเงินได้มากเท่าไหร่ เมื่อวานเย่ฟางเลยไม่ได้สนใจ มีเงินก็ต้องใช้ เก็บไว้ทำไมกัน? แต่ไม่รู้ว่าหลานชายคนนี้ของเธอคิดเหมือนกันหรือไม่?'
เย่เซินดึงแขนเสื้อของฮวาเจาลงเล็กน้อย บดบังกำไลทั้งสองข้าง “ฉันบอกเธอแล้วไงว่าใส่ได้แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ปลอดภัย” เขาไม่ได้อธิบายว่ากำไลวงนี้มาจากไหน แต่ท่าทีแบบนี้ของเขา ก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่ากำไลนั้นมาจากเขา เหมียวหลานจือมองลูกชายด้วยสายตาไม่พอใจ 'เ้าบุตรชายคนนี้ ปีที่ผ่านมาออกปฏิบัติภารกิจจนได้เงินรางวัลมาไม่น้อย แต่ไม่เคยมีผ้าสักผืนมาให้แม่เลย! พอมีเมียปุ๊บ ก็ทั้งเงินทั้งเครื่องประดับ มันน่าโมโหนัก!'
ฮวาเจามองเย่เซินด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มครั้งนี้สวยและหวานเป็พิเศษ จนทำให้เย่เซินตะลึงไปหลายวินาที เหวินจิ้งรีบก้มหน้าลง มองกำไลที่ข้อมือของตัวเอง 'เธอเองก็มีกำไลที่ท่านปู่ให้เมื่อตอนแต่งงานใหม่ๆ เธอเคยใส่แค่ไม่กี่ครั้งก็ไม่กล้าใส่แล้ว แล้ววันหนึ่งแม่ของเธอก็ “ขอยืม” ไปให้สะใภ้คนเล็กใส่ “สองสามวัน” จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คืนให้ เมื่อเย่ิรู้เื่ก็บอกว่าจะซื้อกำไลให้ใหม่ แต่เขาไม่เคยซื้อให้สักครั้งจริงๆ ...'
เมื่อรับของขวัญเสร็จ ฮวาเจาก็เริ่มมอบของขวัญบ้าง เธอนำสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าออกมาวางบนโต๊ะ ด้วยความเป็ชาวบ้านธรรมดา จึงไม่ได้จัดแพ็คเกจหรูหราอะไร พวกคนในตระกูลเย่อาจจะไม่ชอบใจนัก “โสมสองต้นนี้ หนูเก็บเองบนูเาค่ะ ต้นหนึ่งให้ท่านปู่ อีกต้นให้คุณพ่อ ส่วนหลินจือพวกนี้ ส่วนหนึ่งให้คุณแม่ อีกส่วนให้พี่สะใภ้” ส่วนพี่ชายของสามี นางไม่ได้เตรียมไว้ ของที่นางเตรียมให้ต่างหากก็ไม่เหมาะสม หลินจือพวกนี้ถือว่าให้ทั้งสองคนก็แล้วกัน
“โสม? โสมป่า?” ท่านผู้เฒ่าเย่หยิบขึ้นมาดูด้วยความประหลาดใจ “ใช่ค่ะ เป็โสมป่าจากทางตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมดเลย” ฮวาเจาเอ่ย “รีบเอากลับไป รีบเอากลับไป ให้ท่านปู่ของเ้าเก็บไว้ใช้!” เย่เจิ้นกั๋วรีบเอ่ยด้วยความห่วงใย
“ท่านปู่ของหนูมีเยอะแล้วค่ะ เก็บไว้เยอะมาก” ฮวาเจาเอ่ย “อีกอย่าง ของพวกนี้ที่บ้านหนูมีเยอะแยะ ไม่ขาดแคลนค่ะ” “เด็กคนนี้ พูดจาเหลวไหล โสมป่าที่ไหนจะมีเยอะแยะ? คิดว่าปู่ไม่รู้เื่หรือ?” เย่เจิ้นกั๋วหัวเราะอย่างเอ็นดู คิดว่าฮวาเจาแกล้งพูดเล่นเช่นนั้น “มีเยอะจริงๆ ค่ะ” ฮวาเจาพูดอย่างเก้อเขินเล็กน้อย “วันนี้หนูยังเอาโสมป่าอายุร้อยปี ไปแลกบ้านมาหลังหนึ่งเลยค่ะ” นางเลือกที่จะพูดความจริง เพราะอย่างไรเสียก็ปิดบังไม่ได้นาน
“อะไรนะ?” ทุกคนในตระกูลเย่ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินพร้อมกัน “โสมป่าอายุร้อยปี?” เย่เจิ้นกั๋วเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “แลกบ้านมาหลังหนึ่ง?” เหมียวหลานจือเอ่ยด้วยความประหลาดใจเช่นกัน ทว่าประเด็นที่พวกเขาให้ความสนใจนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฮวาเจาเลือกที่จะตอบคำถามของแม่สามี เธอเห็นว่าประโยคแรกที่แม่สามีถามคือเื่ที่เธอจะย้ายตามสามีมาหรือไม่ เธอรู้ดีว่าสาเหตุคืออะไร เพียงแต่ได้ยินว่าท่านปู่ของเธอจะมาด้วย เลยคิดว่าจะมาอยู่บ้านนี้ จึงโกรธ “ใช่ค่ะ ท่านปู่ของหนูมีญาติเพียงคนเดียว อีกทั้งยังมีโรคร้าย หนูไม่อยากแยกจากท่านไปไกลๆ จึงเอาโสมอายุร้อยปีแลกบ้านของตระกูลเฉามาค่ะ” ฮวาเจาเอ่ยอย่างชัดเจน
“ตระกูลเฉา?” คราวนี้เย่เจิ้นกั๋วยิ่งใ ท่านมองทั้งสองคนด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “พวกเธอเอาบ้านของตระกูลเฉากลับคืนมาแล้วหรือ?” เย่เซินหลุบตาลงเล็กน้อย เอ่ยว่า “ใช่ครับ แลกกลับมาแล้ว” เย่เจิ้นกั๋วไม่ได้สังเกตความแตกต่างของคำพูด น้ำตาคลอเบ้า “ดี! ดี! ดีเหลือเกิน!” บ้านหลังนั้นถือเป็ปมในใจของเขากับภรรยามานาน ตอนนี้มันก็ได้กลับมาเป็ของพวกเขาแล้ว
เย่ิกลับมองน้องชายด้วยรอยยิ้มอย่างพินิจพิจารณา 'ดูเหมือนว่าจะรักมากเสียจริง ปกป้องเสียแ่าเชียว' ความตื่นเต้นของเหมียวหลานจือผ่านพ้นไปแล้ว เธอรู้สึกโล่งใจ 'ที่แท้ก็ให้ฮวาเฉียงอยู่ แถมยังถือว่าเป็การใช้เงินของฮวาเฉียงด้วย ไม่เกี่ยวกับพวกเธอเลย...'
