เฉิงต้าโหยวพาคนในหมู่บ้านออกมาต้อนรับ พวกเขาต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าของติงเหว่ยรู้สึกดีขึ้นมาก
“ก่อนอื่นต้มน้ำขิงให้เหล่าพี่น้องเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายสักหน่อย” ติงเหว่ยลงจากรถแล้วสั่งเฉิงต้าโหยวทันที เหล่าทหารที่ยืนอยู่ข้างรถม้าต่างรู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เนื่องจากกองทัพใหญ่ออกศึก ม้าจึงมีเหลือไม่มาก เหล่าทหารสองร้อยนายที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ มีม้าเพียงสิบกว่าตัวที่เป็ม้าศึก ส่วนใหญ่พวกเขาเดินเท้ามากับรถม้า ทำให้ต้องเผชิญลมหนาวมาตลอดทาง แน่นอนว่าย่อมรู้สึกเหนื่อยล้า
ถึงแม้จะเป็หน้าที่ของพวกเขา แต่ไม่คาดคิดว่าติงเหว่ยจะสังเกตเห็นและยังสั่งให้ดูแล ทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก
หัวหน้าทหารที่นำทหารสองร้อยนายมีชื่อว่าเ้าซานเจียง เขาเคยเป็องครักษ์ข้างกายของกงจื้อิมาก่อน โดยปกติเป็คนฉลาดมีไหวพริบดีและกระตือรือร้น ครั้งนี้ถูกทิ้งไว้ให้อยู่ที่นี่โดยเฉพาะ ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในกององครักษ์ใกล้ชิด และมักจะได้ลิ้มรสอาหารที่ติงเหว่ยส่งมาอยู่เสมอๆ ครั้งนี้เขาจึงไม่เกรงใจ ยิ้มและกล่าวขอบคุณแทนเหล่าพี่น้องว่า “ขอบคุณแม่นางติงที่นึกถึงพวกเรา ข้าจะนำพี่น้องไปสำรวจค่ายก่อน ส่วนน้ำขิงนี้จะจำเอาไว้ หากในจวนพอมีเนื้อสดใหม่ ตอนเย็นแม่นางช่วยตบรางวัลให้พวกเขาได้กินน้ำแกงเนื้อสักถ้วยเถอะ”
ติงเหว่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ที่จวนแห่งนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดมาก แต่หมูและไก่มีเพียงพอ เช่นนั้นให้เหล่าพี่น้องไปเก็บข้าวของก่อน ไม่ต้องกังวลเื่อาหารเลย อีกไม่นานคนในหมู่บ้านจะทำอาหารส่งไป”
ยังไม่ทันที่เ้าซานเจียงจะตอบรับ เฉิงต้าโหยวก็ฉวยโอกาสตอบว่า “เรียนแม่นาง ข้านำคนไปทำความสะอาดค่ายทหารทั้งในและนอกั้แ่เช้าแล้ว ฟืนแห้งก็ขนมาหลายคันรถ ตอนนี้พวกท่านเหล่าทหารเพียงแค่จุดไฟก็ใช้ได้แล้ว ส่วนเนื้อสด เมื่อวานนี้เพิ่งจะเชือดหมูตัวใหญ่ตัวหนึ่งเอาไว้เพื่อต้อนรับการกลับมาของแม่นาง และรอคำสั่งจากแม่นางอยู่พอดี”
“ผู้ดูแลเฉิงรอบคอบเช่นเคย ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องให้ข้าสั่งอะไรเพิ่มเติมแล้ว จุดไฟและต้มเนื้อ ตอนเที่ยงจัดการเลี้ยงรับรองเหล่าพี่น้อง ต่อไปความปลอดภัยของไร่เราคงต้องพึ่งพาพี่น้องทุกคนแล้ว”
นายบ่าวทั้งสองจัดการทุกอย่างได้อย่างรอบคอบ และยังพูดจาไพเราะน่าฟัง ไม่เพียงแต่เ้าซานเจียงจะรู้สึกดี ทหารคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ก็ยิ่งมีความยินดีขึ้นไปอีกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ
ไม่นานเ้าซานเจียงก็นำทหารไปตั้งถิ่นฐานที่ค่ายนอกหมู่บ้าน เหล่าทหาราเ็ก็ถูกชาวบ้านพยุงไปยังบ้านพักอบอุ่นที่เตรียมไว้แล้ว ซึ่งต่อไปเหล่าสตรีที่อยู่ในโรงงานจะรับหน้าที่ดูแลพวกเขาให้
เฉิงเหนียงจื่ออุ้มอันเกอเอ๋อร์และนำติงเหว่ยไปที่เรือนด้านใน พออันเกอเอ๋อร์เห็นห้องที่คุ้นเคยก็ร่าเริงขึ้นมาก เขาขยับตัววิ่งเล่นไปทั่วด้วยกันกับต้าหวาและเอ้อร์หวา
ติงเหว่ยสอบถามเื่ราวในหมู่บ้านเล็กน้อย ถึงแม้จะยังไม่สบายใจนัก แต่นางก็สวมเสื้อตัวหนาออกไปเดินดูคอกหมูและเล้าไก่ เมื่อกลับมาก็มีรอยยิ้มบนใบหน้า ่เวลาที่นางไม่ได้อยู่ที่จวนกว่าหนึ่งเดือน เฉิงต้าโหยวพาทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีหมูอ้วนและไก่มากมาย แม้แต่เล้าไก่และคอกหมูที่ว่างก็เต็มไปด้วยกล่องไม้ที่ปลูกกระเทียมและผักใบเขียวใหม่ ในฤดูหนาวเช่นนี้เดินเข้าไปยังรู้สึกมีความสุขเหมือนกับเข้าไปในฤดูใบไม้ผลิ
พี่สะใภ้หยวนพาสตรีสิบกว่าคนยุ่งอยู่ในห้องครัวที่ด้านนอกกำแพง หม้อเหล็กใบใหญ่กำลังต้มกระดูก ในน้ำแกงมีผักกาดขาว ก้อนเต้าหู้ และไส้กรอกเื แล้วโรยหน้าด้วยหมูสามชั้นชิ้นหนาๆ ยังไม่ทันเดินเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมที่ยั่วยวนใจจนอดกลืนน้ำลายไม่ได้
กลุ่มเด็กซุกซนที่เดิมยืนอยู่ตรงประตูครัวและแอบน้ำลายสอกันอยู่ เมื่อเห็นติงเหว่ยมาก็พากันหัวเราะแล้ววิ่งหนีไป
ติงเหว่ยหัวเราะและส่ายหน้า ก่อนจะพูดกับพี่สะใภ้หยวนที่เดินเข้ามาต้อนรับว่า “จำไว้ว่าหลังจากตุ๋นเสร็จแล้ว ให้แบ่งไปให้เด็กๆ ด้วย อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องอด ตอนนี้เป็่ที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต”
พี่สะใภ้หยวนได้ยินก็รู้สึกซาบซึ้ง แต่ก็รู้สึกห่วงใยเช่นกัน นางจึงหัวเราะและกล่าวว่า “แม่นางช่างใจดีจริงๆ เด็กซนพวกนี้เมื่อเร็วๆ นี้กินไม่หยุดเลย วันนี้ต้องเลี้ยงรับรองเหล่าทหาร เกรงว่าอาหารจะไม่พอ ค่อยแบ่งให้พวกเขาในวันหลังดีไหม?”
ติงเหว่ยโบกมือ “แม้จะน้อยก็ไม่ควรขาดของพวกเขา อีกอย่าง อย่าประหยัดเนื้อ ใส่ลงไปตุ๋นเยอะๆ ต่อไปเราต้องอยู่ร่วมกัน ยังต้องฝากความปลอดภัยของไร่เราไว้กับทหารเหล่านี้แล้ว”
เมื่อพี่สะใภ้หยวนนึกถึงพวกโจรที่เคยก่อกวนก่อนหน้านี้ ก็หัวเราะและกล่าวว่า “ได้ฟังแม่นางเช่นนี้แล้ว ข้าจะทำตามทั้งหมด หากมีทหารเหล่านี้อยู่ ข้าก็อยากเห็นว่าใครจะกล้ามาขโมยของในจวนของเราอีก”
หลังจากพูดจบ นางก็เรียกสตรีอีกสิบกว่าคนมาช่วยกันตุ๋นอาหารเพิ่มอีกสองหม้อ
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นถึงจุดสูงสุด เฉิงต้าโหยวก็ได้นำคนส่งอาหารไปที่ค่ายทหารในแต่ละจุด ถังไม้ที่ใหญ่พอจะโอบได้ด้วยสองแขนบรรจุผักกาดขาว เต้าหู้ และเนื้อตุ๋นเอาไว้เต็มๆ ถึงยี่สิบถัง และมีหมั่นโถวที่ทำจากแป้งสาลีผสมกับแป้งข้าวโพดอีกยี่สิบเข่ง
ไม่ต้องพูดถึงเ้าซานเจียงที่นำทหารสองร้อยนายกินอิ่มหนำสำราญจนเหงื่อออก พูดแต่เพียงว่ากองทัพอี้จวินมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็เพราะคำพูดของอวิ๋นอิ่งที่กลายเป็จริง หรือเพราะชื่อเสียงของกองทัพอี้จวินนั้นเป็ที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แทบทุกเมืองที่พบเจอก็ยอมเปิดประตูและยอมจำนน ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น ภายในเวลาเพียงเดือนเดียวก็บุกไปถึงริมฝั่งแม่น้ำลี่สุ่ย
แม่น้ำลี่สุ่ยเป็แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดของซีเฮ่า แทบจะแยกซีเฮ่าออกเป็สองฝั่ง และเฝิงหยงหรือท่านแม่ทัพาุโเฝิง ได้นำทัพใหญ่หนึ่งแสนห้าหมื่นนายมาตั้งรับที่ริมฝั่งอีกด้านหนึ่งของแม่น้ำ พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือ และรอคอยให้กงจื้อิบุกข้ามแม่น้ำเพื่อที่จะโจมตีกองทัพอี้จวินและบดขยี้ให้พ่ายแพ้ไปในคราวเดียว
น่าเสียดายที่กงจื้อิไม่ใช่คนโง่เขลา เขาย่อมไม่ทำผิดซ้ำรอยกองทัพจูโจว ดังนั้นกองทัพทั้งสองจึงตั้งค่ายอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำลี่สุ่ย กองทัพของราชสำนักซ้อมรบทุกวัน เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง กงจื้อิเองก็ยุ่งอยู่กับการปลอบโยนชาวเมืองที่ยอมจำนนและตระกูลใหญ่ต่างๆ ทำให้ทุกวันมีเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ถูกส่งมาที่ค่ายจนแทบจะนับไม่ถ้วน
แน่นอนว่า นอกจากเสบียงอาหารแล้ว ยังมีทองคำ เพชรนิลจินดา และเหล่าสตรีงามพร้อมสุราเลิศรสถูกส่งมาด้วย โดยเฉพาะเหล่าสตรีงามที่มีหลากหลายรูปร่างและความงามที่ล้วนเป็เลิศ แต่น่าเสียดายที่กงจื้อิไม่เคยเรียกพบพวกนางเลยแม้แต่คนเดียว กลับกันเขากลับมอบพวกนางให้กับเหล่าทหารใต้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้บรรดาตระกูลใหญ่ต่างใและสับสน พวกเขาไม่เข้าใจว่าสตรีงามเ่าั้ไม่ถูกใจท่านแม่ทัพใหญ่หรือว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีโรคที่ไม่สามารถบอกได้อยู่กันแน่ พวกเขากลับกลัวว่าแทนที่จะเอาใจท่านแม่ทัพใหญ่ อาจกลายเป็การทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่พอใจเสียเอง
ไม่ต้องพูดถึงว่ากงจื้อิจะยุ่งขนาดไหน หรือบรรดาตระกูลใหญ่จะคิดอย่างไร พูดแค่เพียงว่าในค่ำคืนหนึ่ง ณ พระราชวังในเมืองหลวงเก่าแก่และเงียบสงบ แม้ยามค่ำคืนจะล่วงเลยไปแล้ว แต่ภายในพระตำหนักยังคงสว่างไสว
หญิงชราผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมค่อยๆ นำโจ๊กรังนกถ้วยหนึ่งวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างระมัดระวัง พลางกล่าวด้วยเสียงเบาๆ ว่า “องค์หญิงเพคะ ท่านเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน ควรพักผ่อนก่อนสักหน่อยนะเพคะ?”
หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ขาวผ่อง คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ดวงตาคู่งามลุ่มลึก จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงดุจดอกท้อ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือความสง่างามที่แฝงอยู่ในแววตายามที่นางยิ้มเล็กน้อย บนศีรษะของนางประดับด้วยปิ่นทองคำรูปหงส์ สวมเสื้อแขนกุดปักลายด้วยผ้าไหมและกระโปรงยาวปักลวดลาย เมื่อมองโดยรวมแล้วนางเป็คนที่งดงามอย่างยิ่ง
หญิงชราอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงในความงามนั้นครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรีบผลักถ้วยโจ๊กไปข้างหน้า หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าองค์หญิงยกถ้วยขึ้นกินคำหนึ่งแล้ววางลง นางถอนหายใจเบาๆ พลางกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่าวันนี้พี่ใหญ่สั่งโบยสมุหอาลักษณ์จนตายอีกคนหนึ่ง และปลดขุนนางอีกสองคนงั้นหรือ?”
หญิงชราทำอะไรไม่ถูก นางรู้ว่ามิอาจปิดบังนายหญิงผู้ชาญฉลาดั้แ่เด็กไปได้ จึงตอบว่า “ฝ่าาทรงกริ้วใน่นี้ เกรงว่าอีกไม่นานก็คงดีขึ้นเพคะ”
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
ในขณะนั้นเอง มีนางกำนัลใหญ่คนหนึ่งเข้ามารายงาน จากนั้นเข้ามาคุกเข่าลงและยื่นหนังสือฉบับหนึ่งให้
หญิงสาวมองดูตราประทับบนซองจดหมายด้วยสายตาที่แปลกใจ จากนั้นจึงหยิบกระดาษจดหมายออกมาอ่าน
แต่น่าเสียดายที่ยิ่งอ่านสีหน้าของนางก็ยิ่งแย่ลง สุดท้ายถึงกับคว้าถ้วยโจ๊กบนโต๊ะแล้วขว้างลงกับพื้น ถ้วยโจ๊กเนื้อบางใสแตกละเอียดทันที น้ำโจ๊กหกกระจายไปเต็มพื้น
หญิงชราและนางกำนัลใหญ่ต่างใและคุกเข่าลง หญิงชราพยายามปลอบโยน “องค์หญิง หากท่านกริ้วก็มาลงโทษบ่าวก็ได้ แต่อย่าได้ทำร้ายพระวรกายเลยเพคะ”
นางกำนัลใหญ่ไม่สนใจเศษกระเบื้องที่แหลมคม นางรีบคุกเข่าคืบคลานเข้าไปขอโทษ “เป็ความผิดของบ่าวเองที่ไม่ควรส่งจดหมายเข้ามาให้ทำให้องค์หญิงทรงกริ้ว”
หญิงสาวคนนั้นสูดหายใจลึกหลายครั้ง พยายามระงับความโกรธบนใบหน้า นางยื่นมือประคองหญิงชรากับนางกำนัลใหญ่ขึ้น ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “แม่นม ของที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ข้าก่อนสิ้นพระชนม์ เกรงว่าคงต้องนำมาใช้แล้ว”
นางกำนัลใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งที่นายหญิงพูดถึงคืออะไร แต่ฉลาดพอที่จะก้มหน้าก้มตาไม่กล้าออกเสียง แต่หญิงชรากลับมีสีหน้าใและถามอย่างลังเลว่า “องค์หญิง ท่านคิดดีแล้วหรือ? อดีตฮ่องเต้เคยตรัสไว้ว่าไม่ควรนำมาใช้ง่ายๆ…”
หญิงสาวหายใจถี่ขึ้น จนดอกท้อสีแดงที่ปักบนปกเสื้อสั่นไหวอยู่ใต้แสงเทียน ยิ่งดูยิ่งน่ากลัว “แม่นม แม้ท่านพ่อยังอยู่ ก็จะไม่ขวางข้า”
ในดวงตาของหญิงชราแฝงไว้ด้วยความสงสาร นางจึงก้มศีรษะลงเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีก
หญิงสาวหยิบพู่กันขึ้นมาและเขียนจดหมายฉบับหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอดแหวนจากนิ้วของนางและกดลงบนครั่งที่ปิดผนึกจดหมาย จากนั้นจึงสั่งว่า “แม่นม เื่นี้ท่านต้องจัดการด้วยตนเอง”
“เพคะ องค์หญิงโปรดวางพระทัย”
หญิงชราค้อมตัวถอยออกไป นางกำนัลใหญ่เก็บเศษกระเบื้องบนพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนคิดจะยกชาและขนมมาให้ใหม่ แต่กลับถูกไล่ตะเพิดออกไป
แสงเทียนสั่นไหวเล็กน้อยเพราะลมที่พัดผ่านประตู ร่างของหญิงสาวทอดเงาบนผนัง ดูแปลกตาและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
“พี่เป่า ท่านลืมหลานหลานแล้วหรือ? ท่านจะไปรักหญิงอื่นได้ยังไง? หากท่าน้าแผ่นดินของสกุลซือหม่า หลานหลานก็จะยกให้ท่าน แต่ท่านเป็ของหลานหลาน…”
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านหน้าต่าง ทำให้เหล่านางกำนัลและขันทีที่รอคอยอยู่ใต้ชายคาสั่นสะท้าน พวกเขาจึงรีบกระชับเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มตัวให้แน่นขึ้น จากนั้นเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนและพึมพำคำสาปแช่งเบาๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไรความมืดมิดนี้จะผ่านพ้นไป อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วกลับยิ่งมีลมพัดขึ้นมาอีก…
วันและคืนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อตอนที่ยุ่งวุ่นวายเวลาก็เหมือนจะผ่านไปเร็วขึ้นเช่นกัน เมื่อกงจื้อิจัดการเื่ราวของหกเมืองทางใต้เรียบร้อย ก็พบว่ากำลังจะเข้าสู่่ปลายปีแล้ว ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำลี่สุ่ยั้แ่ตั้งค่ายทหารขึ้นมาก็ไม่มีข่าวสารอะไรอีก เหมือนว่าทหารนับแสนตั้งใจที่จะป้องกันแต่เพียงฝั่งเหนือของแม่น้ำ โดยไม่คิดจะยึดพื้นที่ทางใต้ของแม่น้ำคืนเลย สถานการณ์เช่นนี้ดูอย่างไรก็แปลกประหลาดไม่น้อย
บ่ายวันหนึ่ง กงจื้อิและฟางซิ่นกำลังเดินเล่นเลียบฝั่งแม่น้ำ ทั้งสองคนมองไปยังค่ายทหารที่ตั้งเรียงรายเป็แนวยาวฝั่งตรงข้าม พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
ฟางซิ่นกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์รอบตัว ก่อนจะบ่นออกมาว่า “คนเฒ่าคนแก่พูดกันว่า หลังภัยแล้งครั้งใหญ่จะต้องมีน้ำท่วมใหญ่ตามมา ไม่คิดว่าปีนี้จะไม่มีน้ำท่วมใหญ่ แต่กลับหนาวเย็นอย่างประหลาดในฤดูหนาว”
กงจื้อิถูกลมหนาวพัดจนแก้มแดง แต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำลี่สุ่ยด้วยสายตาเ็า ก่อนจะตอบกลับเบาๆ หลังจากเงียบไปนาน “เฝิงหยงเชี่ยวชาญในการใช้กลยุทธ์ที่แปลกประหลาดเสมอ ยามนี้เงียบขนาดนี้ อาจจะรอโอกาสอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่งว่าเขาอาจลงมือแล้วก็เป็ได้…”
