ตกเย็น เสิ่นอิ๋นหวนจูงม้ากลับมาจากข้างนอกอย่างอารมณ์ดี นางล่ามม้าไว้กับเสาต้นหนึ่งภายในลานบ้าน เนื่องจากสองสามวันมานี้นางมัวแต่ยุ่งอยู่กับเื่อื่น ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่ได้สร้างคอกม้าให้กับม้าตัวนี้สักที
แต่เจียงเฉิงมีการช่วยตัดไม้จากบนเขามาเพื่อเตรียมสร้างเรียบร้อยแล้ว ทว่าเนื่องจากหลี่อันหรานกับเจียงเฉิงยังคงทะเลาะกันอยู่ ต่างฝ่ายต่างคิดไปคนละทิศคนละทางและไม่ยอมคุยกันตรงๆ หลี่อันหรานจึงไม่ได้สนใจเื่เขาหรือเื่คอกม้า
หลังจากที่เสิ่นอิ๋นหวนกลับมา หลี่อันหรานรีบนำเื่ที่น้องชายจะไปเรียนที่สำนักศึกษาไปคุยกับนาง เสิ่นอิ๋นหวนฟังจบแล้วรีบตรงไปบ้านท่านป้าหวาง โดยในวันนี้หลี่อันหรานรับหน้าที่ทำมื้อเย็น ทว่าถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้วเจียงเฉิงก็ยังคงไม่กลับมา ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใด
“อันอัน เ้าไปเรียกท่านแม่กลับมากินข้าว”
“ท่านแม่อยู่ที่ใดหรือ?”
“อยู่บ้านท่านป้าหวาง”
อันอันเตรียมจะวิ่งไปตามเสิ่นอิ๋นหวน แต่แล้วเสิ่นอิ๋นหวนก็เดินเข้ามาพอดี
“ท่านแม่ อาหารพร้อมแล้วเ้าค่ะ” หลี่อันหรานกล่าวแล้วจะไปตามน้องชายน้องสาวให้มาช่วยงาน
เสิ่นอิ๋นหวนนั่งลงที่โต๊ะอาหารพลันถอนหายใจยาวๆ หลี่อันหรานมองนางด้วยความสงสัย “ท่านแม่ เวลากินข้าวแท้ๆ ท่านถอนหายใจทำไมเ้าคะ?”
เสิ่นอิ๋นหวนตอบ “ท่านป้าหวางของเ้าถือเป็คนน่าสงสารเช่นกัน นางอยากให้ลูกชายไปเรียนหนังสือแต่ปัจจัยทางบ้านไม่เอื้ออำนวย ไม่มีเงินส่งเถี่ยตั้นไปเรียนในตัวเมือง นางบอกว่าจะไม่ให้เถี่ยตั้นไปเรียนแล้ว จะให้เขาอยู่ช่วยงานที่บ้าน เช่นนี้จะได้ช่วยหารายได้ให้ครอบครัวอีกทางหนึ่ง”
หลี่อันหรานตักข้าวมาวางเบื้องหน้านางแล้วนั่งลงด้านข้าง “แต่หากไม่เรียนหนังสือ เช่นนั้นเขาจะรู้จักตัวหนังสือเพียงไม่กี่คำและหาเลี้ยงชีพได้แค่การใช้แรงงาน จะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร? ไม่ว่าอย่างไรก็ควรไปเรียนให้มีความรู้ไว้บ้าง อย่างน้อยถ้าวันหน้ามีโอกาสก็ยังทำมาค้าขายได้ ดีกว่าเอาแต่ใช้แรงงาน”
แม้เสิ่นอิ๋นหวนจะรู้หนังสือไม่มากแต่ก็เข้าใจเื่นี้ดี เพราะถึงอย่างไรนางก็เคยอยู่เมืองหลวงมาก่อน
ขอบอกก่อนว่าเสิ่นอิ๋นหวนเป็เพียงอนุภรรยาคนที่สามของบิดาหลี่อันหราน ครอบครัวฝ่ายแม่ไม่ได้ร่ำรวย ตอนนั้นได้แต่งงานกับบิดาหลี่อันหรานเพราะรูปร่างหน้าตาไม่เลว แต่กลับมีความรู้น้อยมาก
เสิ่นอิ๋นหวนถอนหายใจอีกครั้ง “บิดาเ้าเป็ผู้มีการศึกษาและได้เป็ข้าราชการในเมืองหลวง เดิมทีแม่คิดว่าแต่งงานกับเขาแล้วจะได้อยู่อย่างสุขสบาย ทว่าท้ายที่สุดก็ต้องตกระกำลำบากมาอยู่ที่นี่มิใช่หรือ? ดังนั้น การศึกษาไม่ได้ทำให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นเสมอไป แม่มองว่าท่านป้าหวางของเ้าก็ไม่ได้ตัดสินใจผิดเสียทีเดียวหรอก”
หลี่อันหรานมองนาง “หากท่านมองว่าท่านป้าหวางตัดสินใจถูก เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องทอดถอนใจเช่นนี้อีก?”
“แม่เพียงแต่รู้สึกเสียดาย หากเถี่ยตั้นได้ไปศึกษาในเมืองด้วยกัน แม่มองว่าน้องชายของเ้าได้มีเพื่อนก็คงไม่เลว”
หลี่อันหรานหลุดหัวเราะคิก “ดูท่านสิ ท่านบอกว่าการศึกษาอาจไม่มีประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้อันหลินไปศึกษาในเมือง ความจริงแล้วท่านมองว่าการศึกษามีผลดีใช่หรือไม่? มีเพียงการศึกษาที่จะทำให้คนเรามีอนาคต มีเพียงการศึกษาที่จะเป็ใบเบิกทางไปสู่การรับราชการ ต่อให้ไม่ไปเมืองหลวง แต่อย่างน้อยการได้เป็ข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ ในท้องถิ่นก็ยังดีกว่างานใช้แรงงานใช่หรือไม่?”
คำพูดนี้ทำให้เสิ่นอิ๋นหวนพูดไม่ออก “ก็ใช่ แต่เ้าก็รู้ถึงความเป็อยู่ของบ้านป้าหวาง นางจะส่งเถี่ยตั้นให้เรียนได้อย่างไร?”
เสิ่นอิ๋นหวนถอนหายใจอีกครั้งแล้วจับตะเกียบก้มหน้าทานอาหาร
หลี่อันหรานหันไปมองน้องชายกับน้องสาว นางเม้มปากก่อนจะพูดต่อ “เอาแบบนี้ดีหรือไม่ หากท่านป้าหวางไม่มีเงินส่งเถี่ยตั้นไปเรียนจริงๆ เช่นนั้นข้าจะช่วยออกเงินให้”
สิ้นเสียง เสิ่นอิ๋นหวนพลันเบิกตาโพลง “เ้ามีเงินเยอะจนส่งผู้อื่นเรียนได้ที่ใดกัน? เงินที่เ้าหามาได้แทบไม่พอให้ครอบครัวเราใช้ด้วยซ้ำ แต่นี่เ้ากลับจะนำไปส่งเสียผู้อื่นเนี่ยนะ ในหัวเ้าคิดอันใดอยู่?”
“ท่านเพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่าเห็นใจท่านป้าหวาง? ตอนนี้ข้าจะช่วยเหลือนาง แต่ท่านกลับมาไม่พอใจเนี่ยนะ”
“เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ควรคำนึงถึงครอบครัวตัวเองก่อน จากนั้นค่อยไปช่วยผู้อื่น”
ทว่าหลี่อันหรานกลับไม่คิดเช่นนั้น แต่นางรู้ว่าต่อให้คุยกับเสิ่นอิ๋นหวนต่อก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ความคิดพวกนางต่างกันเกินไป หลังจากนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นอิ๋นหวนพาน้องชายออกจากบ้านไปสมัครเรียน หลี่อันหรานนำพริกที่ล้างเรียบร้อยแล้วไปตากในลานบ้าน แต่ในขณะที่กำลังตากพริก นางหันไปเห็นเถี่ยตั้นเล่นก้อนหินสองสามก้อนอยู่หน้าบ้าน นางจึงเดินไปหา “เถี่ยตั้น แม่เ้าล่ะ?”
“ท่านแม่กำลังซักเสื้อผ้าให้ผู้อื่นอยู่ในบ้านขอรับ!”
หลี่อันหรานพยักหน้าแล้วเดินไปบ้านท่านป้าหวาง ท่านป้าหวางเห็นนางมาหาก็ลุกขึ้นทันที “อันหราน มีอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ข้ามาเพื่อสอบถามเื่ที่เถี่ยตั้นจะไปเรียนที่สำนักศึกษา”
ท่านป้าหวางฟังแล้วมีสีหน้าเศร้าใจทันที ก่อนที่นางจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนว่า “พวกข้าไม่คิดจะให้เขาไปเรียนแล้วละ การเรียนที่สำนักศึกษาต้องใช้เงินเยอะมาก พวกข้าไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น แค่มีอาหารให้อิ่มท้องกับมีเครื่องนุ่งห่มให้ใส่ก็ยากพอแล้ว จะมีเงินให้เขาเล่าเรียนอีกได้อย่างไร?”
หลี่อันหรานเผยยิ้มบางๆ “ข้ามาเพื่อคุยเื่นี้กับท่านเ้าค่ะ เอาแบบนี้ ข้าจะมอบเงินให้ท่านส่งเถี่ยตั้นไปเรียนที่สำนักศึกษา ข้าจะดูแลค่าใช้จ่ายระหว่างนี้ทั้งหมดเอง”
ท่านป้าหวางตะลึงงัน ใต้หล้านี้มีเื่ดีงามแบบนี้ที่ใดกัน? อาจเพราะเื่นี้ดีเกินฝัน ท่านป้าหวางจึงไม่ค่อยเชื่อนัก “เหตุใดเ้าต้องทำเช่นนี้ด้วย”
“ก็ต้องเพราะไม่อยากให้เถี่ยตั้นเอาแต่อยู่บ้านแบบนี้น่ะสิเ้าคะ หากไม่มีความรู้ ต่อไปเขาคงทำได้แค่งานที่ต้องใช้แรงงาน มันจะไม่เสียของหรือเ้าคะ? เถี่ยตั้นเป็เด็กฉลาด สมควรให้เขาได้เล่าเรียน ไม่แน่ว่าอนาคตจะได้มีตำแหน่งเป็ข้าราชการในหมู่บ้านหรือไม่ก็ในเมือง”
แต่ท่านป้าหวางกลับส่ายหน้า “คนยากคนจนแบบพวกป้าไม่กล้าจินตนาการถึงเื่แบบนั้นหรอก ป้าไม่ได้หวังสูงขนาดนั้น ขอแค่เขามีอาหารให้กินอิ่ม มีเสื้อผ้าอุ่นๆ ให้สวมใส่ก็พอแล้ว ป้าขอบคุณในความหวังดีของเ้า แต่แค่นี้ป้าก็รบกวนเ้ามากพอแล้ว ไม่กล้ารบกวนเพิ่มอีก”
“มีอันใดให้ไม่กล้ากันเ้าคะ เอาแบบนี้เ้าค่ะ ต่อไปข้าจะหักค่าใช้จ่ายที่สำนักศึกษาของเขาออกจากเงินค่าจ้างของท่าน รอให้วันหน้าเถี่ยตั้นเรียนจบแล้ว ข้าจะให้เขามาทำงานกับข้าและหักเงินที่ติดค้างไว้ออกจากเงินเดือนของเขา เช่นนี้ดีหรือไม่?”
ท่านป้าหวางฟังแล้วงุนงง นางถามอีกครั้งเหมือนไม่เข้าใจนัก “มันหมายความว่าอย่างไร?”
หลี่อันหรานอธิบายอีกครั้ง “เงินที่ข้าส่งเถี่ยตั้นไปเรียนที่สำนักศึกษาจะเป็เหมือนเงินที่ข้าให้ท่านยืมใช้ก่อน รอให้เถี่ยตั้นเรียนจบแล้ว ข้าจะให้เขามาทำงานกับข้า จากนั้นข้าจะหักเงินค่าจ้างของเขาเพื่อคืนให้กับเงินที่ข้าจ่ายค่าเล่าเรียน แบบนี้เข้าใจหรือยังเ้าคะ”
“ตอนนี้ท่านไม่ต้องออกเงินแม้แต่อีแปะเดียว ขอเพียงให้เขาได้ไปศึกษาเล่าเรียนก็พอ แต่อนาคตเขาต้องมาทำงานกับข้าอย่างน้อยสองปี”
“เขาเรียนจบแล้วต้องมาทำงานกับเ้าโดยไม่ได้เงินหรือ?” ท่านป้าหวางยังคงไม่เข้าใจเล็กน้อย
“ข้าจะมีอาหาร มีที่พักและมีค่าแรงให้ แต่เงินจำนวนนี้คงไม่ได้มากนัก เปรียบเสมือนว่าเขาจะได้ทำงานชดใช้ค่าเล่าเรียนด้วยความสามารถของตนเอง ท่านเข้าใจหรือยังเ้าคะ?”
ความจริงแล้วคำอธิบายของหลี่อันหรานเปรียบได้กับเงินกู้ทุนการศึกษาในยุคปัจจุบันนั่นเอง
นอกจากนี้ยังเป็หนึ่งในวิธีจ้างงานที่บริษัทบางแห่งใช้ทำกับบรรดานักศึกษา นางเพียงแต่นำมาเสนอกับท่านป้าหวางดูว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เท่านั้น
