เหยียนเฟยที่ค่อนข้างทำใจยอมรับไม่ได้กับการค้นพบมโนธรรมขึ้นมาอย่างกะทันหันของเยว่เยียนเยียน จึงงงงันไปชั่วขณะ แต่เขาก็สาวเท้าเดินตามเยว่เยียนเยียนไปอย่างรวดเร็ว “นี่ แม่นางน้อยผู้นี้ ในที่สุดเ้าก็มีมโนธรรมขึ้นมาบ้างแล้วใช่หรือไม่?”
คำพูดของเหยียนเฟยแม้ว่าจะเหมือนคำจิกกัด ทว่าเขาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด เยว่เยียนเยียนที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยๆ แสร้งทำเป็หงุดหงิดเอ่ยขึ้น “เ้าปฏิบัติต่อเ้ามือของเ้าเช่นนี้หรือ? เ้าคงไม่ได้อยากกินภัตตาคารหงเยว่อะไรนั่นจริงๆ สินะ...”
“ไม่ๆ ๆ ข้าอยากกิน อยากกินสิ โธ่...” เหยียนเฟยที่กำลังตะลีตะลานเอาอกเอาใจอยู่นั้นพลันเจ็บแปลบขึ้นที่เอว แท้จริงแล้วเขาถูกเยว่เยียนเยียนหยิกอย่างแรงทีหนึ่ง “ข้าก็ยอมแพ้ไปแล้ว เหตุใดเ้ายังโหดร้ายทารุณเช่นนี้อีก”
“นี่คือค่าตอบแทนที่จะกินภัตตาคารหงเยว่อย่างไรล่ะ!”
เยว่เยียนเยียนยิ้มคิ้วโค้งตาพริ้ม ดวงตาดอกท้อหยีโค้งจนราวกับจะกลายเป็สะพาน เงาร่างที่เดินเคียงกันของทั้งสองนั้นดูปรองดองกลมกลืนอย่างหาได้ยาก หากเฉินไฮว่ชิงที่อยู่ต่างถิ่นแดนไกลได้เห็นสถานการณ์ระหว่างทั้งสอง เขาคงต้องซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากแน่ ยิ่งกว่านั้นคงรู้สึกขอบคุณขุนนางเจียงหนานผู้นั้นที่ให้สิ่งดีงามขนาดนี้กับตน ทั้งสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัว ทั้งยังมีโอกาสขัดเกลาเด็กๆ ในบ้านได้อีกด้วย…
“นี่ ข้าว่า...” ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูภัตตาคารหงเยว่ เยว่เยียนเยียนจึงก้าวขากำลังจะเข้าไปข้างใน สุดท้ายกลับถูกเหยียนเฟยที่อยู่ข้างๆ ดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน “ข้า...”
“อะไรของเ้า?” เยว่เยียนเยียนเห็นเช่นนั้น ก็ไม่เข้าใจอย่างมาก ไม่ใช่เหยียนเฟยเองหรอกหรือที่อยากจะมากินที่ภัตตาคารหงเยว่น่ะ? กว่านางจะตอบรับก็ยากเย็นแล้ว เหตุใดเขากลับมาละล้าละลังอยู่หน้าประตูภัตตาคารหงเยว่กัน?!
แต่ความจริงแล้วเหยียนเฟยเพียงหวาดหวั่นเล็กน้อย ถึงอย่างไรตนเองก็ใช้ชีวิตชนบทมาจนชินแล้ว จึงไม่เข้าใจความเป็ไปในเมืองหลวงยามนี้อย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังกลัวว่าราคาของภัตตาคารหงเยว่จะน่าอกสั่นขวัญแขวนเกินไป โดยรวมแล้วก็คือเป็ผลข้างเคียงที่ห่างหายจากความเจริญไปนานสินะ? เหยียนเฟยครุ่นคิดอยู่ในใจเนิ่นนาน ถึงได้พบคำศัพท์ที่ตนคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมมาอธิบายความรู้สึกของตนในยามนี้ได้ในที่สุด
“ข้า ข้ากลัวเพราะไม่ได้กลับมานาน...”
......
เยว่เยียนเยียนได้ยินแล้วก็กลอกตา เอ่ยเสียงเบาทว่าดุดัน “จะกินไม่กิน หากเ้าไม่กินก็อยู่กับความขลาดกลัวนั่นไปเถอะ อย่างไรข้าก็วิ่งมาทั้งวัน ตอนนี้ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว!” พูดจบเยว่เยียนเยียนก็สะบัดเหยียนเฟยทิ้ง แล้วเดินเข้าไปในภัตตาคารหงเยว่
ให้ตายเถอะ? การมีเงินติดตัวนี่มันทำให้มีความมั่นใจจริงๆ เมื่อเห็นเยว่เยียนเยียนไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เหยียนเฟยก็พลันเริ่มนึกถึงวันวานที่ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไม่หวั่นฟ้ากลัวดินในอดีตเ่าั้ขึ้นมา เฮ้อ ความไร้แก่นสารนี่แหละคือชีวิต!
เหยียนเฟยที่รีบสร้างกำลังใจให้กับตนเองก็เดินตามเยว่เยียนเยียนไปอย่างไม่ยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การเดินทางแห่งภัตตาคารหงเยว่ที่ทั้งสองห่างหายไปนานนั้น ในที่สุดก็จะกำลังจะเริ่มเปิดม่านแล้ว
“คุณชายทั้งสองเชิญข้างใน!” เสี่ยวเอ้อ [1] ผู้กระตือรือร้นเมื่อเห็นเยว่เยียนเยียนและเหยียนเฟยเข้ามา ก็รีบต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แต่คำเรียกนั้นกลับทำให้เยว่เยียนเยียนรับไม่ได้เล็กน้อย ขณะกำลังจะอ้าปากด่าอีกฝ่าย นางก็ถูกเหยียนเฟยดึงแขนเสื้อเอาไว้ เหยียนเฟยเอ่ยกระซิบข้างหูของเยว่เยียนเยียนเสียงเบา “เ้าดูเสียบ้างสิว่าตอนนี้ตัวเองสภาพเป็เช่นไร ยังจะว่าผู้อื่นเรียกเ้าว่าคุณชายอีกหรือ?”
อ๋อๆๆ จริงสิ ตอนนี้ตนคือคุณชายผู้หนึ่งจริงๆ เป็เพราะเสื้อผ้าของเหยียนเฟยมันน่าเกลียดเกินไป จึงส่งผลต่อหน้าตาของตนที่ปลอมตัวเป็ชาย เยว่เยียนเยียนที่รู้สึกอึดอัดอยู่ในใจจึงสะบัดคลี่พัดระบายความอึดอัดของตน พร้อมกับยิ้มให้เสี่ยวเอ้อ “ชั้นบน ชั้นบน...”
“ขอรับ! เชิญพวกท่านที่ชั้นบนได้เลย!” เสี่ยวเอ้อสะบัดผ้าปูโต๊ะบนตัว เดินนำทั้งสองคนขึ้นไปนั่งชั้นบน แล้วจึงรีบส่งรายการอาหารให้
ในครอบครัว ใครที่มีเงิน คนนั้นก็จะกุมอำนาจสิทธิ์ขาด ว่ากันอีกนัยหนึ่ง คนที่กุมเงินเอาไว้ผู้นั้นก็จะกุมอำนาจในการสั่งอาหารในภัตตาคารหงเยว่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเหยียนเฟยที่ไม่มีเงินจึงได้แต่มองเยว่เยียนเยียนสั่งอาหารที่นางชอบโดยไม่สนใจรอบข้าง แล้วพลาดอาหารที่เขาชอบกินไปโดยสมบูรณ์
“นี่ นี่ๆ ๆ ...” ในตอนที่รายการอาหารกำลังจะถูกเสี่ยวเอ้อหยิบไปนั้น ในที่สุดเหยียนเฟยก็รวบรวมความกล้าเรียกเขาหยุด แล้วจึงพูดข้างหูของเยว่เยียนเยียนเสียงเบา “ข้า… ข้าอยากกินซี่โครงเปรี้ยวหวาน”
เหตุใดถึงเป็ซี่โครงเปรี้ยวหวานอีกแล้ว?! เยว่เยียนเยียนขมวดคิ้ว รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้ชอบกินซี่โครงจริงๆ ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างใจดีเป็พิเศษ แล้วพูดกับเสี่ยวเอ้อ “เร็วเข้า รีบเพิ่มซี่โครงเปรี้ยวหวานให้เขาที่หนึ่ง!”
......
“พูดตามตรง เ้าเหมือนกับน้องสาวข้ามากจริงๆ” ยามปกติตอนอยู่ที่บ้าน เยว่เยียนเยียนกับเหยียนเฟยส่วนใหญ่จะไม่คุยกันบนโต๊ะอาหาร เพราะยามปกติทั้งสองคนมีปากเสียงกันแทบตลอดเวลา มีเพียง่เวลาเดียวที่เฉินไฮว่ชิงสามารถดื่มด่ำกับความเงียบสงบได้ ก็คือเวลาอาหารสามมื้อในแต่ละวัน
แต่วันนี้แตกต่างออกไป อย่างไรเสียก็มีกันแค่สองคน ทั้งยังออกมากินข้าวข้างนอก หากไม่พูดอะไรกันบ้างมันจะไม่ดูห่างเหินกันเกินไปหรอกหรือ? คิดดูแล้วแม้แต่แม่นางโต๊ะข้างๆ มานั่งด้วย อย่างไรก็ยังคุยกันสักสองสามคำเลยไม่ใช่หรือ!
“เมื่อก่อนเ้าเคยบอกว่าข้าไม่เหมือนน้องสาวของเ้าเลยแม้แต่นิดเดียวนี่นา อย่ามาโกหกข้า!”
เยว่เยียนเยียนคีบอาหาร พลางเปิดฉากโจมตีเหยียนเฟยด้วยความเคลือบแคลง เหยียนเฟยที่ถูกส่งบทมากะทันหันเกาหัวอย่างเก้อเขิน เขารีบกระแอมไอเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสริมให้กับตนเอง “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่คนเราล้วนมีสองด้านไม่ใช่หรือ ด้านนี้ของเ้าไม่เหมือน แต่ไม่แน่ว่าอีกด้านหนึ่งอาจจะเหมือนมากก็ได้ถูกหรือไม่...”
“พอเถอะ เ้านี่พูดเก่งเสียเหลือเกิน อย่างไรข้าพล่ามไปก็ไม่ชนะเ้า เช่นนั้นข้าก็ไม่ไปจุกจิกกับเ้าเสียเลยดีกว่า ฮึ...” เยว่เยียนเยียนแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับเผยความคิดของนางออกมาตั้งนานแล้ว เพียงแค่อยากจะเป็เพื่อนกันต่อไป ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะไม่พูดออกมาแม้จะรู้อยู่แล้วเท่านั้นเอง
เหยียนเฟยเสียเปรียบในด้านการพูดการจาเป็ครั้งแรก และแน่นอนว่าเขาไม่ยอมแพ้ ไม่เช่นนั้นเขาจะสู้หน้าปากที่พระพุทธองค์ตั้งใจประสาทพรให้นี้ของตนได้อย่างไรกัน??? ดังนั้นเขาจึงพยายามต่อสู้ด้วยเหตุผล แล้วดึงมือของเยว่เยียนเยียนเอาไว้ ไม่ยอมให้เยว่เยียนเยียนคีบอาหารกินข้าวอีก
“จริงๆ นะ ทำไมเ้าไม่เชื่อข้าเล่า?”
ว่าตามตรง เยว่เยียนเยียนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเชื่อเหยียนเฟยเลย แต่เหยียนเฟยมักจะสามารถทำให้เยว่เยียนเยียนละทิ้งความเชื่อใจที่บอกไม่ถูกนั้นไปได้เสมอ
อย่างเช่นทุกครั้งที่เยว่เยียนเยียนเชื่อคำว่าไม่เผ็ดของเหยียนเฟย ก็จะเผ็ดจนน้ำหูน้ำตาไหลตลอด เ้าว่าจริงหรือไม่ล่ะ?
แต่ในครั้งนี้ เยว่เยียนเยียนมองเหยียนเฟยที่ดึงมือของตนไว้ และความรู้สึกจริงใจอย่างยิ่งในดวงตาของเขา ก่อนรื้อฟื้นเื่ราวในอดีตเก่าก่อนเ่าั้ขึ้นมาใหม่อย่างตะขิดตะขวง เพื่อเป็เครื่องยืนยันความไม่เชื่อใจเหยียนเฟยของตน แต่นางก็พยายามพยักหน้าสุดความสามารถ แล้วเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเชื่อเ้าสักครั้ง ว่าข้ากับน้องสาวคล้ายกันมาก ได้แล้วใช่หรือไม่?”
“ไม่ได้ๆ เ้ารีบถามข้าสิว่าตรงไหนเหมือนตรงไหนไม่เหมือน!”
เยว่เยียนเยียนที่ถูกเหยียนเฟยที่ได้คืบจะเอาศอกยั่วโมโหเข้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความรำคาญบนใบหน้านั้นเห็นได้ชัดเป็พิเศษ “เ้าจะพอได้หรือยัง... เซ้าซี้เสียจริง!”
“ไม่ได้สิ ไม่ได้สิ เ้ารีบถามข้าสักหน่อยสิ!” เหยียนเฟยคาดหวังให้คำถามของตนถูกเยว่เยียนเยียนตอบรับขนาดนี้เป็ครั้งแรก พลันทำท่าน้อยอกน้อยใจราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง
เยว่เยียนเยียนที่ถูกกวนจนรำคาญเหลือจะทนนั้นไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงวางตะเกียบแล้วเอ่ยถาม “อย่างนั้นก็ได้ เช่นนั้นขอถามหน่อย ข้าเหมือนกับน้องสาวเ้าตรงไหนหรือ?”
ใครจะไปรู้ว่าเหยียนเฟยจะตอบกลับมาอย่างแสบสันยิ่งนัก “เ้าเหมือนกับน้องสาวข้ามากตรงที่ไม่ฉลาดเท่าข้า น้องสาวของข้าก็ไม่ได้ฉลาดเท่าข้าเหมือนกัน”
......
เชิงอรรถ
[1] เสี่ยวเอ้อ (小二) หมายถึง เด็กเสิร์ฟ/บริกรในร้านอาหารสมัยก่อน หากเรียกตามตัวก็สามารถเรียกว่า น้องรอง หรือ ไอ้น้อง ได้เช่นกัน
