คนผู้นี้คือคนที่มองนางในครั้งที่นางไปจวนองค์หญิงใหญ่ เขาชำเลืองมองนางหลังจากที่นางตรวจอาการให้องค์หญิงใหญ่เสร็จแล้วเตรียมตัวเดินทางกลับ
พูดตามตรง ความทรงจำเพียงอย่างเดียวของมู่จื่อหลิงที่มีต่อคนผู้นี้คือ คนผู้นี้น่าจะเป็หนึ่งในหนุ่มหน้าขาว [1] ที่ถูกเลี้ยงดูโดยองค์หญิงใหญ่ หรือไม่ก็มีฐานะที่สูงกว่าเด็กหน้าขาวเล็กน้อย นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะเป็ขุนนางแห่งราชสำนัก ทั้งยังอยู่ในฐานะฮู่กั๋วกง
แม้ว่ามู่จื่อหลิงจะไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับคนในราชสำนัก แต่คนคนนี้ ยามหลงเซี่ยวเจ๋อเล่าเื่ประวัติทั่วไปของแผ่นดินิเยว่ให้นางฟัง บังเอิญเคยได้ยินเขาพูดถึงคนผู้นี้
ฮู่กั๋วกงหลี่ซินหย่วน
กล่าวได้ว่าหลี่ซินหย่วนเป็ผู้ช่วยผู้มากความสามารถที่สุดข้างกายฮ่องเต้ ในยามปกติ หากฮ่องเต้ทรงมีความกังวลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คนผู้นี้คือผู้ที่จะช่วยฮ่องเต้แก้ปัญหา
เดิมทีมู่จื่อหลิงคิดว่าฮู่กั๋วกงเป็ชายวัยกลางคนเช่นเสิ่นซือหยาง ไม่ใช่ผู้ที่มีความซื่อตรงมากนัก คงจะมีใบหน้าดั่งคนคงแก่เรียน [2]...จะมีภาพลักษณ์ดั่งหนุ่มหน้าขาวได้อย่างไร? ทั้งยังมีท่าทางตุ้งติ้งราวกับผู้หญิง ทำให้นางสับสนได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่เื่เกินจริงที่จะบอกว่าคนคนนี้เป็ชายตุ้งติ้ง [3] เขามีความเป็ผู้หญิงที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจที่ยากที่จะซ่อน ไม่เพียงแค่เขามีผิวนุ่มนวลเท่านั้น แต่เสียงของเขายังทำให้คนขนลุกได้
หลังจากฟื้นคืนจากอาการไอ มุมปากของมู่จื่อหลิงก็กระตุกเล็กน้อย พูดด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “เปิ่นหวางเฟยเผลอสำลักโดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น ฮู่กั๋วกงคิดมากแล้ว”
หลี่ซินหย่วนยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เย้ายวนใจ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา ราวกับจิ้งจอกเฒ่า [4] ผู้มีเสน่ห์เย้ายวนแสนลึกลับเกินคาดเดา มีพลังดึงดูดที่ไม่ธรรมดา
หลี่ซินหย่วนส่งยิ้มมีเสน่ห์ให้มู่จื่อหลิง พยักหน้า ไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นเช่นนี้ มู่จื่อหลิงรู้สึกเย็นะเืในหัวใจ นางกลอกตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางจึงยืนขึ้นอีกครั้ง ก่อนเอ่ยต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นว่า “เมื่อครู่หลิงเอ๋อร์เสียมารยาทแล้ว ขอเสด็จพ่อโปรดลงโทษ”
นั่นคือสิ่งที่นางพูด แต่ในใจนางกลับไม่อยากถูกลงโทษด้วยเื่นี้ มู่จื่อหลิงแอบคร่ำครวญอยู่ในใจ
แม้หลงเซี่ยวอวี่จะบอกนางว่าเื่เมื่อครู่นี้ไม่เป็อะไร แต่นางก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าอย่างไรนางก็เคยััความยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้เหวินอิ้นมาแล้ว
แต่ท่าทีหลังจากนั้นของฮ่องเต้เหวินอิ้นกลับทำให้มู่จื่อหลิงรู้สึกยินดีและเหลือเชื่อ
“เนื่องจากเป็ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ จึงไม่ต้องมีการลงโทษ” ฮ่องเต้เหวินอิ้นโบกพระหัตถ์อย่างสบายๆ ราวกับว่าเขาไม่สนใจเกี่ยวกับความไร้มารยาทเมื่อครู่นี้ของมู่จื่อหลิง
ละเว้นโทษ? หัวใจของมู่จื่อหลิงสว่างไสว นางรู้สึกปลื้มกับเื่ไม่คาดคิดนี้ ราวกับว่าเมฆหมอกที่ปกคลุมฟ้าดินจางหายไป อารมณ์ของนางสดใสขึ้นทันที
ปรากฏว่าสิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่พูดเป็ความจริง ดูเหมือนว่าผู้เป็บุตรยังคงเข้าใจบิดา ฮ่องเต้เหวินอิ้นผู้สง่างามผู้นี้ ไม่ได้รับมือยากอย่างที่คิด
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ละเว้นโทษเพคะ” มู่จื่อหลิงโค้งคำนับอย่างเชื่อฟัง จากนั้นจึงนั่งลงอย่างดีใจ
ฮ่องเต้เหวินอิ้นยิ้มและพยักหน้าเหมือนบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก
มู่จื่อหลิงลอบมองหลงเซี่ยวอวี่ เห็นว่าเขายังคงทำตัวห่างเหิน
หากไม่ใช่เพราะกลิ่นอายที่มีโดยกำเนิดของฉีอ๋องแข็งแกร่งเกินไป การดำรงอยู่ของเขาจะถูกผู้คนเพิกเฉย
มู่จื่อหลิงรู้สึกสับสน อะไรคือปมที่ค้างคาระหว่างผู้ชายคนนี้กับเสด็จพ่อของเขา? ั้แ่แรกเริ่มมาถึงบัดนี้ นอกเหนือจากการแสดงความเคารพอย่างเรียบง่ายต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นแล้ว เขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
เมื่อเห็นมู่จื่อหลิงเหลือบมองด้วยท่าทางครุ่นคิด หลงเซี่ยวอวี่ยื่นแขนเรียวยาวออกมาลูบหัวนาง ถามด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “มู่มู่คนโง่ ง่วงนอนอีกแล้วหรือ?”
มู่จื่อหลิงทำหน้ามุ่ย พูดด้วยความโกรธว่า “ข้าไม่ใช่หมู [5] ข้านอนมาทั้งวัน ข้าจะง่วงได้อย่างไร”
หลังจากพูดจบ นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง แต่พบว่ามันว่างเปล่า หลงเซี่ยวอวี่จึงรินชาให้นางใหม่ “ค่อยๆ ดื่ม อย่าสำลักอีก ความสาวของหลี่ซินหย่วนมีมาั้แ่ในครรภ์มารดา เพียงเพิกเฉยต่อมันก็พอแล้ว เข้าใจไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในขณะที่มู่จื่อหลิงตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าหลงเซี่ยวอวี่ชายผู้เฉยเมยไร้หัวใจกำลังเล่าเื่ตลกที่ดูเ็าเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
มู่จื่อหลิงเกือบหลุดขำฉีอ๋องผู้ตรงไปตรงมา
ทันใดนั้น นางก็นึกขึ้นได้ ปรากฏว่าหลงเซี่ยวอวี่รู้ว่านางพ่นชาเพราะเสียงตุ้งติ้งนั่น!
......
หลี่ซินหย่วนกลับมาสนใจหัวข้อของโรคระบาด พูดด้วยท่าทางลังเลใจว่า “ฝ่าา กระหม่อมได้ยินมาว่าทักษะทางการแพทย์ของหวางเฟยยอดเยี่ยมมาก นางช่วยองค์ชายห้าจากอันตรายถึงสองครั้ง กระหม่อมคิดว่าในครั้งนี้ หวางเฟยย่อมมีหนทางแก้ไขโรคระบาดได้เช่นกัน ไม่ทราบว่า...”
มู่จื่อหลิงรู้สึกงุนงง ที่นางรักษาหลงเซี่ยวหนานยามนั้น ครั้งแรกเขาได้รับการช่วยเหลือภายใต้แรงกดดันของหลงเซี่ยวอวี่ และครั้งที่สองเกิดจากมิตรภาพ
เหตุใดการที่นางช่วยรักษาคนเพียงคนเดียว? ถึงได้เป็ที่รับรู้ไปทั่วเช่นนี้ แถมยังอวดทักษะทางการแพทย์ของนางเสียยิ่งใหญ่ นางจะทรงพลังถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? มู่จื่อหลิงลูบหน้าผากของตนโดยไม่พูดอะไร
ดวงตาลึกล้ำของฮ่องเต้เหวินอิ้นมืดลง พระองค์พยักหน้าเล็กน้อย “หมอหลวงทุกคนในวังไม่น่าเชื่อถือ ผ่านมาสองสามวันแล้ว ยังไม่พบสาเหตุของโรคระบาด ท้ายที่สุดแล้ว ภัยพิบัติก็ไม่สามารถควบคุมได้”
พระองค์ทอดพระเนตรมู่จื่อหลิง “หลิงเอ๋อร์ ที่เจิ้นให้เ้ามาที่นี่ในวันนี้ เป็เพราะเจิ้น้าให้เ้าช่วยค้นหาสาเหตุของโรคระบาด ไม่รู้ว่าหลิงเอ๋อร์จะช่วยคลายความกังวลของเจิ้นได้หรือไม่?”
เอ่อ…
มู่จื่อหลิงหลุดออกจากอาการเหม่อลอย หันมองไปทางฮ่องเต้เหวินอิ้น
นางรู้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะถามเื่นี้ แต่นางไม่เคยคาดคิดว่าพระองค์จะถามอย่างสุภาพ
นางให้ฮ่องเต้รอทั้งวัน นางกลับไม่ถูกตำหนิ นางรู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่ง ยามนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นคุยด้วยไม่ยากนัก มู่จื่อหลิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย มันเป็เพียงการล้มล้างเื่ก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
คนผู้นี้ดูไม่เหมือนฮ่องเต้ผู้สง่างามและจริงจังที่นางรู้จัก ฮ่องเต้ผู้ตัดสินคดี แต่ยามนี้ไม่ต่างจากบิดาที่คอยแก้ปัญหาให้บุตรของตน
เต็มใจหรือไม่? จำเป็ต้องพูดอีกหรือ?
แน่นอน...แม้ไม่อยากทำ ก็ต้องทำ มู่จื่อหลิงพูดไม่ออก
ยิ่งเป็คำพูดของฮ่องเต้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ด้วยไม่สามารถฝ่าฝืนได้อยู่แล้ว เพียงแต่ท่าทีอารมณ์ดีของพระองค์ในยามนี้ แม้ว่านางจะไม่้า นางก็ไม่สามารถปฏิเสธได้! ฮ่องเต้ที่เป็เช่นนี้ทำให้นางรู้สึกใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
ทันทีที่คำพูดสละสลวยของฮ่องเต้เหวินอิ้นดังขึ้นมา เล่อเทียนกับหลี่ซินหย่วนใบหน้าแข็งทื่อไปด้วยความไม่คาดคิด พวกเขาตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจในเื่นี้
ใครก็ตามที่ช่างสังเกตสักหน่อยล้วนสามารถเห็นได้ว่า การที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงตรัสอย่างเป็กันเองกับมู่จื่อหลิงนั้น มีความมุ่งหมายไปที่ฉีอ๋อง
ท่าทางของมู่จื่อหลิงจริงจังอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นางบอกตามความจริง “เื่นี้เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายในใต้หล้า หลิงเอ๋อร์ไม่อาจกล่าวได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาของเสด็จพ่อได้อย่างสมบูรณ์ แต่หากสามารถคลายความกังวลของเสด็จพ่อได้ หลิงเอ๋อร์จะทำให้ดีที่สุดเพคะ”
ยิ่งนางยังไม่เข้าใจสภาพของโรคยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง โรคระบาดครอบคลุมในวงกว้าง นางไม่กล้าตัดสินใจผลีผลามต่อหน้าฮ่องเต้ การพูดเื่ไร้สาระหรือคุยโวโอ้อวดต่อหน้าฮ่องเต้จะทำให้หัวหายได้ในพริบตา
“เช่นนั้นก็ดี” ฮ่องเต้เหวินอิ้นลูบเครา พยักหน้าเบาๆ ราวกับว่าพระองค์ค่อนข้างพอใจกับคำตอบของมู่จื่อหลิง
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นพอใจมาก ในขณะเดียวกันมู่จื่อหลิงรู้สึกงงงวยอีกครั้ง
เหตุใดฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงมั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของนาง นางรักษาหลงเซี่ยวหนานเพียงสองครั้งเท่านั้น ทั้งยังไม่ใช่เื่ร้ายแรงแต่อย่างใด!
เทียบกับนางแล้ว ฮ่องเต้เหวินอิ้นน่าจะมั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของเล่อเทียนมากกว่าไม่ใช่หรือ? เล่อเทียนก็อยู่ที่นี่ เหตุใด...
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความสงสัยของมู่จื่อหลิงจะหมดไป ฮ่องเต้เหวินอิ้นได้ทอดพระเนตรเล่อเทียน ซึ่งอยู่ด้านข้าง ตรัสถามด้วยเสียงแ่เบาว่า “เื่โรคระบาดนั้น ท่านหมอเล่อลองสืบหาสาเหตุบ้างแล้วใช่หรือไม่?”
เล่อเทียนตอบอย่างตรงไปตรงมา “ทูลฮ่องเต้ ข้าได้ตรวจสอบเกี่ยวกับโรคระบาดนี้มาบ้างแล้ว แต่...”
สิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ว่าเมืองหลงอันถูกปิดตายนั้นเป็ความจริง คนนอกเข้าไม่ได้ คนในก็ออกไม่ได้ แต่สำหรับคนที่เก่งวิชาตัวเบา เพียงแค่กำแพงเมืองไม่มีอะไรต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้เลย เพียงแค่ต้องยกขาก้าวขึ้นไปเท่านั้น
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เล่อเทียนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยน “แต่เท่าที่กระหม่อมรู้ นี่ไม่ใช่โรคระบาดธรรมดา โรคระบาดนี้ค่อนข้างแปลก แต่จนถึงยามนี้กระหม่อมยังไม่พบว่ามีสิ่งใดที่แปลก กระหม่อมอยากจะขอคำแนะนำจากหวางเฟยสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
คำแนะนำ?
แนะนำผีหัวโตเช่นเ้าเนี่ยนะ! หากไม่ใช่เพราะอยู่ในสถานการณ์ไม่เหมาะสม มู่จื่อหลิงผู้ใจร้อน คงแสดงความหงุดหงิดออกมาแล้ว
เล่อเทียนผู้สมควรตายผู้นี้ กาไหนยังน้ำไม่เดือดก็หยิบกานั้น [6] อย่างแท้จริง จะอวดความสามารถที่ล้ำเลิศของตนเองก็ทำไปสิ ยังจะทำท่าทีสงบเสงี่ยมใส่ผู้อื่นอีก ไม่รู้หรือว่าคนมีชื่อเสียงไม่ต่างจากต้นไม้ดึงดูดลม [7]?
ยามนี้เล่อเทียนพูดออกมาเช่นนี้ ไม่ได้เป็การล้มล้างสิ่งที่นางกล่าวกับฮ่องเต้เหวินอิ้นไปเมื่อครู่หรอกหรือ? ทั้งยังเป็การพิสูจน์ว่าทักษะทางการแพทย์ของนางนั้นดีกว่าเล่อเทียนไม่ใช่หรือ? หากเื่นี้หลุดออกไปนางคงไม่อาจมีชีวิตที่สงบสุขได้
ในหัวใจของมู่จื่อหลิงรู้สึกไม่มีความสุขอย่างยิ่ง แม้คืนวันที่ดวงดาวทุกดวงโอบกอดดวงจันทร์ [8] จะดี แต่เื่นี้มีราคาที่ต้องจ่าย!
แต่ ั้แ่เดินทางข้ามเวลามา นางได้ยินเื่เกี่ยวกับปรมาจารย์เล่อเทียนผู้เปรียบเสมือนเทพเซียนมามากมาย หากนางมีโอกาส นางก็อยากพบหมอปีศาจชื่อดังผู้นั้นเช่นกัน ว่าคนผู้นี้เทพในด้านใด [9] บ้าง?
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมามีสติอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่คาดคิดว่าเล่อเทียนจะพูดเช่นนี้ พระองค์รู้สึกสนใจในทันที “โอ้? หลิงเอ๋อร์มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? สามารถทำให้ลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของหมอปีศาจขอคำแนะนำได้”
“ฝ่าา ท่านอาจไม่ทราบ...” เล่อเทียนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกขัดจังหวะโดยมู่จื่อหลิง
มู่จื่อหลิงไม่รู้ว่าเล่อเทียน้าจะโอ้อวดอะไรกับฮ่องเต้อีก แต่นางรู้ว่าสิ่งที่เล่อเทียนกำลังจะพูดนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่นางชอบฟังเป็แน่ ดังนั้นนางจึงรีบขัดจังหวะคำพูดของเล่อเทียน
“เสด็จพ่อ การที่ท่านหมอเล่อ้าขอคำแนะนำดูจะเป็เื่เกินจริงไปเสียหน่อยเพคะ” มู่จื่อหลิงขัดจังหวะอย่างกระวนกระวาย เกรงว่าเล่อเทียนจะพูดอะไรบางอย่างที่จะทำให้นางโกรธ
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นทอดพระเนตรมาที่นางอย่างสงสัย มู่จื่อหลิงจึงยิ้มแห้ง “ทุกคนล้วนทราบดี หมอปีศาจผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ความสามารถไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ ทักษะทางการแพทย์อันน้อยนิดของหลิงเอ๋อร์ จะกล้าให้ศิษย์คนเดียวของหมอปีศาจขอคำแนะนำได้อย่างไร?”
ในตอนท้าย ดวงตาของมู่จื่อหลิงหรี่ลง จ้องมองที่เล่อเทียนอย่างดุดัน กัดฟัน ถามช้าๆ “ท่านหมอเล่อ ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรอกหรือ?”
แม้ว่ามู่จื่อหลิงเอ่ยถาม แต่มีเพียงเล่อเทียนเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือคำเตือนอย่างโจ่งแจ้งของมู่จื่อหลิง
ดังนั้นเล่อเทียนจึงปิดปากเงียบ ไม่กล้าตอบคำถามของนาง
ก่อนหน้านี้เขายังไม่สามารถรุกรานมู่จื่อหลิงได้ แล้วยามนี้มู่จื่อหลิง...เล่อเทียนเหลือบมองหลงเซี่ยวอวี่ซึ่งนั่งสบายอารมณ์อยู่ข้างกายนาง คร่ำครวญในใจ เขาไม่สามารถทำให้มู่จื่อหลิงขุ่นเคืองได้ในยามนี้!
เื่ของไป๋หลี่ฉิว ฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงทราบดี ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าคำพูดของมู่จื่อหลิงไม่ได้มาจากการเจียมเนื้อเจียมตัว แต่นางกำลังพูดความจริง พระองค์จึงไม่เจาะลึกในสิ่งที่มู่จื่อหลิงพูดมากนัก
ฮ่องเต้เหวินอิ้นพยักหน้าเห็นด้วย น้ำเสียงของเขาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย “ไม่ว่าจะเป็การขอคำแนะนำหรือการตรวจสอบร่วมกัน ตราบใดที่สามารถแก้ไขปัญหาโรคระบาดนี้ได้ เจิ้นจะให้รางวัลแก่เ้าอย่างงาม”
ฮ่องเต้เหวินอิ้นลูบคิ้วอย่างเหนื่อยล้า กล่าวว่า “ฮู่กั๋วกงก็ติดตามเื่นี้เช่นกัน เขารู้สถานการณ์ของพื้นที่ระบาดเป็อย่างดี ครั้งนี้ให้เขาเดินทางไปยังพื้นที่โรคระบาดพร้อมกับพวกเ้าด้วย ดึกมากแล้ว พวกเ้ากลับไปเตรียมตัวเถอะ วันพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่”
ใครจะรู้ ทันทีที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นตรัสจบ ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หนุ่มหน้าขาว (小白脸) เป็คำด่าประมาณ ไก่อ่อน ส่วนมากใช้เรียกผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน
[2] ใบหน้าดั่งคนคงแก่เรียน (满脸书生气息) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า มีท่าทางเหมือนนักวิชาการที่อ่อนแอ เป็คนมีความสามารถ สงบเสงี่ยม ไม่ถนัดในด้านการใช้กำลัง
[3] ชายตุ้งติ้ง (娘娘腔) เป็พฤติกรรมของผู้ชายที่ชอบแต่งหญิง ในยามนี้ก็คือตุ๊ดนั่นเอง
[4] จิ้งจอกเฒ่า (老狐狸) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า คนเ้าเล่ห์เพทุบาย
[5] หมู (猪) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า คนี้เี ไม่ทำอะไรนอกจากกินและนอน
[6] กาไหนยังน้ำไม่เดือดก็หยิบกานั้น (哪壶不开提哪壶) เป็สำนวน มีความหมายว่า ทำเื่ที่ไม่ควรทำ หรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
[7] ต้นไม้ดึงดูดลม (树大招风) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า คนมีชื่อเสียง ขี้อิจฉา ก่อปัญหาได้ง่าย
[8] ดวงดาวทุกดวงโอบกอดดวงจันทร์ (众星捧月) เป็สำนวน มีความหมายว่า คนมากมายยกย่องบุคคลผู้มีเกียรติ
[9] เทพในด้านใด (何方神圣) เป็คำที่มาจากนิยายกิมย้ง มีความหมายว่า ภูมิหลังที่ลึกลับของใครบางคน ส่วนใหญ่จะใช้ถามถึงคนที่เก่งกาจแต่กลับไม่ทราบภูมิหลังและที่มา