ณ ป่าเซียงซือ ที่ซึ่งถูกหมอกปกคลุมอยู่ ดูสวยงามราวกับ์บนดิน
มีศาลาอยู่ท่ามกลางทะเลสาบเซียงซือ ในตอนนี้มีคนสองคนกำลังดื่มเหล้าเซียงซือกันอยู่ ซึ่งต้วนหวู่หยาก็เป็หนึ่งในนั้น
ส่วนอีกคนเป็ชายที่หล่อเหลาและชาญฉลาด อย่างไรก็ตามชายหนุ่มรูปงามผู้นี้ ในตอนนี้กลับสวมเสื้อเกราะผู้บัญชาการ ซึ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามอย่างมาก เขาก็คือผู้บัญชาการองครักษ์หลวงคนใหม่ อวี๋จี้
“เ้าคิดอะไรอยู่?”
ต้วนหวู่หยาถามพลางจิบเหล้าเซียงซือ
“ฝ่าา กองกำลังองครักษ์หลวงได้อยู่ฝ่ายพวกเราแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงจัดการอีกเล็กน้อย แต่จากนี้ไปองครักษ์หลวงก็จะเป็ของฝ่าา”
“อืม” ต้วนหวู่หยาพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร
ในขณะนั้นมีใครบางคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำกำลังเดินมาที่ศาลา แล้วคนคนนั้นก็โค้งคำนับเล็กน้อย “ฝ่าา”
“หนานซาน นั่งลงก่อนสิ”
ต้วนหวู่หยากล่าวขณะโบกมือ
หนานซานพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามกับอวี๋จี้และกล่าวว่า “ฝ่าา หลิ่วชั่งหลันกลับไปที่เมืองต้วนเริ่นแล้ว แต่เขากลับมอบกองกำลังของตัวเองให้กับหลินเฟิง”
“นับว่าเป็ข่าวดี” ต้วนหวู่หยาเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็พยักหน้า “สักวันหนึ่ง กองกำลังนี้อาจมีประโยชน์ก็ได้”
“อวี๋จี้ ขณะนี้องครักษ์หลวงกำลังโกลาหล เ้าควรรีบกลับไป” ต้วนหวู่หยากล่าวกับอวี๋จี้ เขาพยักหน้าเล็กน้อยและเดินออกจากศาลาไป
เมื่อมองส่งอวี๋จี้จนลับตาไป หนานซานก็กล่าวว่า “ฝ่าา ขอแสดงความยินดีที่ได้กองกำลังองครักษ์หลวง”
ต้วนหวู่หยาส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ผลพวงในวันนี้ไม่ใช่กองกำลังองครักษ์หลวง”
“ต้วนเทียนหลาง เิหานและคนอื่นๆ ต่างไม่สนใจฝ่าา แล้วต้วนหานก็ตกตายไป ต้วนเทียนหลางจึงต้องสูญเสียบุตรชาย” หนานซานกล่าวตรงไปตรงมา ปกติต้วนหวู่หยามักอ่อนโยนและมีเมตตา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายคนหลงลืมความแข็งแกร่งของเขา หนานซานได้ติดตามองค์ชายรองมาหลายปี เขาเข้าใจดีว่าผู้คนที่ดูแคลนต้วนหวู่หยาจะต้องมีจุดจบที่น่าเศร้า
แม้แต่เหล่าผู้ที่ทรงพลังหรือแม้แต่แปดคุณชายแห่งเสวี่ยเยว่ก็ยังไม่กล้าดูถูกชายผู้นี้
“ยังไม่ใช่” ต้วนหวู่หยาส่ายหัว ทำให้หนานซานประหลาดใจ จากนั้นเขาก็กล่าวอีกว่า “หลินเฟิง!”
“ถูกต้อง เป็หลินเฟิง”
ต้วนหวู่หยาพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “ั้แ่นี้ไป ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลินเฟิงเป็คนของต้วนหวู่หยา”
“แม้องครักษ์หลวงจะปกป้องเมืองหลวงและให้ความสำคัญอย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับกองทัพแล้ว ก็ยังนับว่าห่างไกลเกินไป กองทัพนั่นเป็เป้าหมายของข้า ส่วนต้วนเทียนหลางทั้งทะนงและเย่อหยิ่ง ไม่คิดว่าเขาจะกล้าแตะต้องต้วนซินเยี่ย วินาทีที่เขาแตะต้องนาง เขายังไม่รู้เลยว่านั่นมันหมายถึงชีวิตของเขาได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”
ต้วนหวู่หยาในตอนนี้ไม่ได้มีแววตาอ่อนโยน แต่เป็ั์ตาที่แหลมคมและเยือกเย็น ซึ่งเขาไม่ได้กังวลเื่ที่กองทัพฝ่ายโม่เยว่จับตัวต้วนซินเยี่ยไป เพราะคนของโม่เยว่ก็ไม่กล้าทำอะไรต้วนซินเยี่ย แม้แต่โม่เยว่เองก็ยังไม่กล้ายุ่งกบัเขา แต่เขาคาดไม่ถึงว่าต้วนเทียนหลางจะแตะต้องต้วนซินเยี่ย
หนานซานััได้ถึงความเย็นะเืที่แผ่ออกมารอบกายชายตรงหน้า เขารู้ดีว่าในตอนนี้แม้ว่าต้วนเทียนหลางจะยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
สิ่งที่ต้วนเทียนหลางไม่เข้าใจก็คือเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล หากต้วนซินเยี่ยตายไป เขาจะถูกตัดสินในทันที ไม่ว่าจะเป็องค์รัชทายาทต้วนหวู่ต้าวหรือต้วนหวู่หยาก็ตาม หากพวกเขาชนะแล้วล่ะก็ ต้วนเทียนหลางจะต้องตายอย่างไม่สงสัย ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะมีจุดจบในฐานะอาชญากรที่ลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์
สิ่งเหล่านี้เป็กลยุทธ์ของผู้ที่อยู่เื้ั ไม่อาจเห็นหรือััได้ มีแต่ความเป็และความตายเท่านั้นที่ััได้
“หนานซาน เ้าว่าข้าต้องทำอย่างไรถึงจะได้กองทัพนั่นมา”
ต้วนหวู่หยากล่าวขึ้นอีกครั้ง ทำให้หนานซานประหลาดใจเล็กน้อย เขาส่ายหน้าและกล่าวว่า “หนานซานเองก็ไม่ทราบขอรับ”
หนานซานรู้ว่าต้วนหวู่หยาหมายถึงอะไร มันคือกองกำลังที่ลึกลับที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ กองกำลังองครักษ์ัเหมันต์
กองกำลังองครักษ์ัเหมันต์นั้นเป็หน่วยที่ดีที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่
“เป็ปกติอยู่แล้วที่เ้าจะไม่รู้” ต้วนหวู่หยากล่าวขณะยิ้ม “ตาเฒ่านั่นไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องสละบัลลังก์ แล้วหากปล่อยให้ข้ากับพี่ชายต่อสู้กันเพื่ออำนาจ เหล่าเสนาบดีก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่มีเพียงกองกำลังองครักษ์ัเหมันต์ที่เขาจะไม่ทอดทิ้งไป กองทัพนั่นเป็กองทัพของฮ่องเต้ที่แท้จริง”
หนานซานยังคงเงียบสนิท เขาทราบเกี่ยวกับกองกำลังองครักษ์ัเหมันต์ไม่มากนัก เขารู้เพียงว่าคนเหล่านี้แข็งแกร่งและทรงพลังมาก
ทันใดนั้นต้วนหวู่หยาก็เงยหน้าและจ้องมองไปยังที่ห่างไกล
“ฝ่าา ข้าคงต้องไปแล้ว” หนานซานกล่าวพร้อมกับลุกขึ้น แต่ต้วนหวู่หยากลับส่ายหน้าและกล่าวว่า “ไม่จำเป็ เ้าอยู่ที่นี่แหละ”
ไกลออกไป หลินเฟิงได้เดินมาช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับเขาผสานเป็หนึ่งเดียวกับพิภพ ซึ่งทำให้ต้วนหวู่หยาต้องประหลาดใจเล็กน้อย
“การบ่มเพาะของหลินเฟิงอยู่ระดับใดกันแน่?”
ต้วนหวู่หยาครุ่นคิดในใจ เขาไม่สามารถััถึงระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิงได้ แต่ดูเหมือนว่าั้แ่ที่หลินเฟิงกลับมา เขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ฝ่าา” เพียงพริบตาหลินเฟิงก็มาถึงศาลาแล้ว และโค้งคำนับต้วนหวู่หยาเล็กน้อย
“หลินเฟิง รีบนั่งลงสิ”
ใบหน้าที่อ่อนโยนของต้วนหวู่หยาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านไป ทำให้ผู้คนที่เห็นต่างรู้สึกอบอุ่น
หลินเฟิงพยักหน้าและนั่งลงตรงข้ามหนานซาน วันนี้เมื่อหลินเฟิงเข้ามายังป่าเซียงซือ เขาไม่ได้รู้สึกแปลกแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่านี่ต้องขอบคุณต้วนหวู่หยา
“ฝ่าาให้ข้ามายังป่าเซียงซือ มีเื่อันใดหรือขอรับ?”
หลินเฟิงถามด้วยความสงสัย
“หลินเฟิง ที่ข้าเชิญเ้ามาก็แค่อยากขอบคุณ ที่เ้าพาต้วนซินเยี่ยกลับมาอย่างปลอดภัย”
ขณะนั้นต้วนหวู่หยาก็รินเหล้าเซียงซือส่งให้หลินเฟิง
หลินเฟิงยกจอกเหล้าขึ้นมาดื่ม จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ฝ่าา เมื่อองค์หญิงหายตัวไป จึงเป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้วที่ต้องพานางกลับมาให้จงได้”
กล่าวจบหลินเฟิงยังคงดื่มเหล้าเซียงซือต่อไป ทันใดนั้นความรู้สึกที่น่าพิศวงก็ได้ปรากฎขึ้นอีกครั้ง
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” ต้วนหวู่หยาถามยิ้มๆ
“แม้ข้าจะไม่ค่อยชอบดื่มเหล้ามากนัก แต่ข้าก็รู้สึกว่าเหล้าดีเช่นเหล้าเซียงซือนี้ ยากที่จะพบพานได้” หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้ม
“ข้าอยากถามเ้าว่า ภาพของซินเยี่ยได้ปรากฏขึ้นในหัวใจเ้าหรือไม่?” ต้วนหวู่หยากล่าวขณะมองหลินเฟิงและกล่าวว่า “หลินเฟิง ดูเหมือนว่าน้องสาวของข้าจะมองเ้าแตกต่างจากชายอื่น”
หลินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ออกมา
ภายในใจของหลินเฟิงนอกจากภาพของหญิงสาวที่ดูศักดิ์สิทธิ์และสวมเสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์แล้ว ยังมีหยดน้ำตาขององค์หญิง รวมไปถึงคำพูดของหลินเฟิงที่ดังกังวาน
เห็นได้ชัดว่าในวันนั้นที่ตระกูลจื่อ ในใจของหลินเฟิงััได้ถึงมัน ทำให้ใจของเขาได้จดจำต้วนซินเยี่ยไว้
นอกจากนี้ภายในใจของเขายังมีหญิงสาวอยู่อีกหนึ่งคน นางสวมเสื้อผ้าสีแดงที่ดูอ่อนโยน
มันทำให้หลินเฟิงรู้สึกหดหู่
“เอาล่ะ เื่ของพวกเ้าข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยว หลินเฟิง ข้าจะมอบตำแหน่งให้เ้าอย่างเป็ทางการ เ้าสามารถไปยังเมืองหยางโจวและรับศักดินาของเ้า”
เมื่อต้วนหวู่หยาเห็นว่าหลินเฟิงยังเงียบอยู่เช่นเดิม เขาก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปทันที
“ปลายปีที่จะถึงนี้ก็จะเป็วันสิ้นปีของเสวี่ยเยว่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นข้าค่อยกลับไปที่เมืองหยางโจว”
หลินเฟิงกล่าวตอบ เมื่อปลายปีที่แล้วเขาและท่านพ่อได้ถูกตระกูลหลินขับไล่จากตระกูล ตอนนี้ก็จวนจะปลายปีแล้ว เขาต้องกลับไปที่เมืองหยางโจวอย่างแน่นอน
บางทีเขาอาจกลับไปทันงานชุมนุมของตระกูลหลินก็ได้
“เอาล่ะ ในอีกไม่กี่วันข้าจะส่งคนไปยังสำนักเทียนอี้เพื่อเชิญเ้า” ต้วนหวู่หยากล่าว
“ขอรับ” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “ฝ่าา ข้าอยากขอท่านให้ช่วยหาคนคนหนึ่ง”
“ว่ามาสิ” ต้วนหวู่หยาพยักหน้าตอบรับ
“หลินไห่ ท่านพ่อของข้า”
หลินเฟิงกล่าวชื่อนั้นออกมาช้าๆ วันนั้นหลินไห่ได้บอกว่าเขาจะมาที่เมืองหลวง แต่วันนี้หลินเฟิงก็ได้มาถึงเมืองหลวงแล้ว แต่กลับไม่ได้ข่าวคราวว่าท่านพ่ออยู่ที่ไหน ดังนั้นหลินเฟิงจำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากต้วนหวู่หยา
“ท่านพ่อของเ้า หลินไห่!” ต้วนหวู่หยาครุ่นคิด จากนั้นก็พยักหน้าและกล่าวว่า “เอาล่ะหลินเฟิง เื่นี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
“ขอบพระทัยฝ่าา” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “หากฝ่าาไม่มีอะไรแล้ว หลินเฟิงขอทูลลา”
“อืม เ้าไปเถอะ” ต้วนหวู่หยาผงกศีรษะและไม่ได้ขัดขวางหลินเฟิงแต่อย่างใด
หลินเฟิงออกจากป่าเซียงซือมาแล้ว ด้านนอกป่าเซียงซือในตอนนี้มีหญิงสาวที่ดูศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์กำลังรออยู่ เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินออกมา นางก็ตามหลินเฟิงไปทันที