บทที่ 5 ขึ้นเขา
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดและเหน็บหนาวของค่ำคืนออกไป มู่หลันที่ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวั้แ่ไก่โห่ กำลังวุ่นวายอยู่กับการรวบผมที่ยาวสยายมัดขึ้นเป็มวยทะมัดทะแมง และจัดเตรียมตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าพร้อมด้วยจอบเสียมไว้ที่มุมห้อง
ทว่าเมื่อก้มมองสภาพเสื้อผ้าของตัวเองที่ทั้งบางเฉียบ ขาดวิ่น และปะชุนจนนับรอยไม่ถ้วน คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากัน การเดินขึ้นเขาหมื่นลี้ที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้หนาม หินแหลมคม และแมลงมีพิษ ด้วยเสื้อผ้าสภาพนี้ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้ง มันไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย!
‘ความปลอดภัยในการทำงานต้องมาเป็อันดับหนึ่ง’
อดีตนักบริหารสาวไม่รอช้า เธอหลับตาลงเพ่งจิตเชื่อมต่อกับระบบห้างสรรพสินค้า ตรงดิ่งไปยังหมวดอุปกรณ์กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งทันที นิ้วเรียวกดเลือกชุดปีนเขาและเดินป่าเกรดพรีเมียมที่ทำจากเนื้อผ้าระบายอากาศ ยืดหยุ่น และกันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม พร้อมด้วยรองเท้าเดินป่าพื้นยางกันลื่น ทั้งของตัวเองและไซส์เด็กเล็กสำหรับเสี่ยวเปาเปาออกมาอย่างรวดเร็ว
มู่หลันจัดการเปลี่ยนชุด สวมเสื้อผ้าปีนเขารัดรูปและรองเท้าที่แสนจะทะมัดทะแมงไว้แนบเนื้อ จากนั้นจึงหยิบเอาชุดกระโปรงตัวกว้างที่เก่าและซอมซ่อชุดเดิมมาสวมทับเอาไว้อีกชั้นเพื่อพรางตา หากมีชาวบ้านคนไหนบังเอิญมาเห็นเข้า ก็จะมองไม่ออกเลยว่าภายใต้คราบหญิงหม้ายยากจนคนนี้ คือนักปีนเขาที่อุปกรณ์เซฟตี้ครบครันที่สุดในแคว้น!
ส่วนเื่เสบียงและอุปกรณ์เอาตัวรอดอื่นๆ น่ะหรือ? มู่หลันมองตะกร้าไม้ไผ่ที่ว่างเปล่าแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย เธอไม่คิดจะจัดเตรียมกระติกน้ำหรือแบกห่อเสบียงหนักๆ ให้ปวดหลังเลยสักนิด นี่แหละคือข้อดีขั้นสุดของการมีมิติห้างสรรพสินค้าส่วนตัว! เธอสามารถเรียกน้ำแร่เย็นๆ หรืออาหารอร่อยๆ ออกมากินเมื่อไหร่และที่ไหนก็ได้ที่้า งานนี้รับรองได้เลยว่าลูกน้อยที่กำลังจะร่วมทริปของเธอจะไม่มีวันท้องหิวหรือคอแห้งระหว่างทางเด็ดขาด
ขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวอยู่นั้น บนฟูกเมมโมรี่โฟมที่เต็มไปด้วยกองผ้าห่มขนเป็ดหนานุ่ม ก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่งก็กำลังขยุกขยิกไปมา ก่อนที่หัวเล็กๆ ซึ่งมีผมยุ่งเหยิงชี้ฟูราวกับรังนกจะโผล่พ้นขอบผ้าห่มออกมา
เสี่ยวเปาเปายกมือผอมบางขยี้ตางัวเงีย แววตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายสดใสกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้กินอิ่มและหลับสบายจมกองผ้าห่มอุ่นๆ ตลอดทั้งคืน เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังของมารดา ก่อนจะส่งเสียงเล็กจ้อยเจื้อยแจ้วถามออกไป
“แม่ต๋า! ทามอายายหยอ? จาปายไหน?”
มู่หลันหันกลับมาตามเสียงเรียก ภาพก้อนผ้าห่มที่มีหัวเด็กน้อยโผล่ออกมาพร้อมกับแก้มที่เริ่มมีรอยยับทับหมอนบางๆ ทำให้เธออดอมยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
เสี่ยวเปาเปายันตัวลุกขึ้นยืนเตาะแตะบนฟูกนุ่มนิ่ม ย่ำเท้าลงบนผ้าห่มราวกับกำลังเดินบนก้อนเมฆ แล้วโถมตัวโผเข้ามากอดขามารดาอย่างออดอ้อน
“เราจะไปหาเงินกันลูก!ไปขุดสมบัติบนเขากัน” มู่หลันย่อตัวลงไปลูบผมยุ่งเหยิงของลูกสาวอย่างเบามือ แล้วรวบตัวก้อนแป้งน้อยขึ้นมาหอมฟอดใหญ่
“แต่ก่อนจะไปขุดสมบัติ แม่จะแปลงโฉมให้เ้าก่อน แล้วกองทัพเราค่อยเดินด้วยท้องนะ!”
มู่หลันจัดการจับก้อนแป้งน้อยถอดชุดเก่าที่เหม็นอับออก สวมชุดปีนเขาและเดินป่าเนื้อนิ่มยืดหยุ่นไซส์มินิให้แนบเนื้อ แล้วค่อยสวมทับด้วยชุดกระโปรงตัวเก่าที่ดูซอมซ่อเพื่อพรางตาแบบเดียวกับตัวเอง จากนั้นก็อุ้มร่างเล็กที่บัดนี้ทะมัดทะแมงพร้อมลุยไปที่ลานดินหน้ากระท่อม
เธอเพ่งจิตเข้าไปในระบบ เรียกอ่างไม้ใส่น้ำสะอาดอุ่นๆ ออกมาวาง แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเปาเปาตาโตยิ่งกว่าน้ำใสๆ คือสิ่งประดิษฐ์ประหลาดในมือของแม่ต๋า!แปรงสีฟันเด็กขนนุ่มสีชมพู และหลอดยาสีฟันกลิ่นสตรอว์เบอร์รี!
“แม่ต๋า! ไม้อันนี้คืออายายหยอ? กินต้ายม้าย?”
เด็กน้อยเอียงคอถาม คิ้วเล็กๆ ขมวดเข้าหากัน ั้แ่เกิดมานางรู้จักแค่การตื่นมาเอามือเช็ดหน้า หรืออย่างดีก็แค่บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า ไม่เคยเห็นไม้ที่มีขนฟูๆ สีสันสดใสแบบนี้มาก่อน
“นี่เรียกว่าแปรงสีฟันจ้ะ ไม่ใช่อาหารนะลูก แต่เอาไว้ทำความสะอาดฟันของเปาเปาให้ขาวจั๊วะ หอมฉุย แล้วก็ไม่มีแมงมากินฟันไงล่ะ”
มู่หลันยิ้มกว้าง บีบยาสีฟันเนื้อเจลสีชมพูใสลงบนขนแปรง
“มา!ทำตามแม่นะลูก อ้าปากกว้างๆ”
มู่หลันเรียกแปรงของตัวเองออกมาแล้วทำท่าขยับแปรงขึ้นลงให้ดูเป็ตัวอย่าง เสี่ยวเปาเปายังคงงุนงง แต่เพราะเป็ของใหม่ที่แม่ต๋ายื่นให้ แถมสีสันยังน่ารักน่าชัง เด็กน้อยจึงอ้าปากกว้างอวดฟันซี่เล็กๆ อย่างว่าง่าย
“อ้าาาา...”
มู่หลันค่อยๆ ส่งแปรงสีฟันเข้าไปถูเบาๆ ที่ฟันของลูกสาว ทันทีที่รสชาติหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมของสตรอว์เบอร์รีแตะลิ้น ดวงตาของเสี่ยวเปาเปาก็เบิกกว้างเป็ประกายวิบวับ
“อื้มม! หวานจุงเยย!”
เด็กน้อยพูดอู้อี้ทั้งที่ฟองเริ่มฟูเต็มปาก พยายามจะดูดกลืนยาสีฟันลงคอจนมู่หลันต้องรีบหัวเราะร่วนแล้วร้องห้าม
“กลืนไม่ได้นะลูก! อันนี้แค่เอาไว้ถูฟัน ถูเสร็จแล้วต้องบ้วนทิ้งนะจ๊ะ”
มู่หลันจับมือเล็กๆ ให้ลองถือด้ามแปรงขยับด้วยตัวเอง
“ถูขึ้นถูลงแบบนี้นะลูก!ใช่แล้ว เก่งมาก!”
เสี่ยวเปาเปาทำตามอย่างกระตือรือร้น แม้จะยังเก๊ๆ กังๆ แต่ก็สนุกสนานกับฟองนุ่มๆ ที่มีกลิ่นหอมหวาน เมื่อแปรงฟันและสอนให้บ้วนปากจนเสร็จเรียบร้อย มู่หลันก็ใช้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าเช็ดตา คราบมอมแมมหลุดลอกออกไป เผยให้เห็นผิวพรรณที่เริ่มเปล่งปลั่งและแก้มยุ้ยๆ ที่สะอาดเอี่ยมอ่อง
เด็กน้อยยิ้มแฉ่งโวดฟันขาวสะอาดพลางเป่าลมหายใจรดมือตัวเอง
“ฟู่~ แม่ต๋า ปากเปาเปาหอมมั่กๆ เยย!”
“เอาล่ะ ฟันขาวสะอาด หน้าตาสดใสแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่กองทัพจะเดินด้วยท้องจริงๆ สักที!”
มู่หลันหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นฟอดใหญ่ ก่อนจะเพ่งจิตเข้าไปในระบบห้างสรรพสินค้า เพียงชั่วพริบตา ซาลาเปาไส้เนื้อลูกอวบอ้วนที่กำลังส่งควันกรุ่น และน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอราวกับเล่นกล...
จมูกเล็กๆ ของเสี่ยวเปาเปาฟุดฟิดไปมาทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า เด็กน้อยวัยนี้ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะตั้งคำถามว่ามารดาไปเอาของพวกนี้มาจากไหน นางรู้เพียงแค่ว่า!กลิ่นของตรงหน้ามันยั่วน้ำลายจนท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว!
“โอ๊ะ! ก้อนกมๆ ขาวๆ หอมจุงเยย! อาไยหยอแม่ต๋า?”
เสียงใสแจ๋วรัวคำถามไม่หยุด มือเล็กๆ พยายามเอื้อมไปจับซาลาเปาแต่ก็ชะงักหดมือกลับเพราะกลัวร้อน
“มันจาร้อนม้าย? เปาเปากินต้ายม้าย? มีเนื้อต้วยม้ายแม่ต๋า?”
มู่หลันหัวเราะด้วยความเอ็นดู เป่าซาลาเปาให้คลายร้อนก่อนจะบิออกเป็สองครึ่ง เผยให้เห็นไส้เนื้อสับหมักเครื่องเทศฉ่ำน้ำซุปที่อัดแน่นอยู่ข้างใน แล้วยื่นให้ลูกสาว
“นี่เรียกว่าซาลาเปาไส้เนื้อจ้ะลูก ค่อยๆ กัดนะ ระวังร้อนไม่ต้องกินคำใหญ่มากล่ะ”
เสี่ยวเปาเปารับไปกัดคำโตทันทีโดยไม่ลังเล
“ง่ำ! อื้อหือออ! แม่ต๋า! ก้อนกมๆ นุ่มมั่กๆ หย่อย! หย่อยที่ฉุด!”
เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่องเป็หนูแฮมสเตอร์ ปากเล็กๆ มันแผล็บไปด้วยน้ำซุป แต่ก็ยังไม่วายพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“เนื้อก้อนบะเยิ่มเยย แม่ต๋ากินต้วยๆ อ้ามมม”
มู่หลันอ้าปากรับซาลาเปาที่ลูกสาวพยายามเขย่งเท้าป้อนให้ด้วยความชื่นใจ ก่อนจะส่งชามน้ำเต้าหู้อุ่นๆ ให้
“ดื่มนี่ตามด้วยสิลูก จะได้คล่องคอ”
“อึกๆๆ ... ฮ้าาาาา”
เสี่ยวเปาเปายกชามซดจนเกิดคราบน้ำเต้าหู้เป็หนวดสีขาวรอบริมฝีปาก นางเลียริมฝีปากแผล็บๆ แล้วหัวเราะคิกคัก
“น้ำตี้ขาวๆ ก็นุ่มมั่กๆ ท้องเปาเปาอุ่นจางงง แม่ต๋าเก่งที่ฉุด!”
บรรยากาศยามเช้าในกระท่อมซอมซ่อเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยที่สรรหาคำมาคุยได้ไม่หยุดหย่อน มู่หลันมองหนวดน้ำเต้าหู้สีขาวบนหน้าลูกสาวพลางใช้ผ้าซับให้อย่างเบามือ
“คิกคิก! แม่ต๋า เปาเปาตั๊กตี้”
เสี่ยวเปาเปาย่นจมูกเล็กๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากพยายามเบี่ยงหน้าหลบ แต่ก็ยอมให้มารดาเช็ดคราบเปื้อนจนหมดจด แววตาที่เคยมองโลกด้วยความหวาดกลัวและหิวโหย บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกายสดใสของเด็กวัยกำลังซนอย่างที่ควรจะเป็
หัวใจของมู่หลันพองโตจนคับอก รอยยิ้มและเสียงช่างจ้อของเสี่ยวเปาเปาคือพลังงานชั้นดีที่ทำให้เธอลืมความกังวลไปจนหมดสิ้น อดีตซีอีโอสาวผู้เคยชินกับการขับเคี่ยวในโลกธุรกิจอันโหดร้าย กลับค้นพบว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเวลานี้ ไม่ใช่การปั่นหุ้นหรือการกวาดล้างคู่แข่ง แต่คือการได้เห็นรอยยิ้มอิ่มเอมของก้อนแป้งน้อยตรงหน้าต่างหาก
ติ๊ง!
เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[แจ้งเตือน: ความสุขของเสี่ยวเปาเปาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง! คุณได้รับ 10 แต้มบุญ]
[ยอดสะสมปัจจุบัน: 20/100 คะแนน]
มู่หลันมองตัวเลขที่ขยับขึ้นด้วยดวงตาที่เป็ประกายวาววับ การลงทุนด้วยซาลาเปาและน้ำเต้าหู้เพียงไม่กี่แต้ม แต่กลับกวาดกำไรกลับมาเป็แต้มบุญมหาศาลเพื่อปลดล็อกระบบขั้นสูงสุด นี่แหละคือกำไรเนื้อๆ เน้นๆ!
“เอาล่ะ กินอิ่มแล้ว พลังงานเต็มเปี่ยมแล้วใช่ไหม”
มู่หลันลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าที่สวมทับชุดเดินป่าเอาไว้ แล้วคว้าตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าที่มีจอบและเสียมใส่ไว้เรียบร้อยมาถือ
“กองทัพน้อยๆ ของเราพร้อมออกเดินทางไปขุดทองกันหรือยัง?”
“พ้อมแย้ว!” เสี่ยวเปาเปาะโชูสองมือขึ้นสุดแขน พละกำลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในร่างเล็กๆ เริ่มสูบฉีด
“ปายขุดทอง! เปาเปาจาช่วยแม่ต๋าขุดๆๆ เยย!”
เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะไปกอดขอบตะกร้าไม้ไผ่ใบโตที่สูงเกือบมิดหัวตัวเอง หมายมั่นปั้นมือจะออกแรงยกมันขึ้นบ่าอย่างทะมัดทะแมง ทว่ามู่หลันกลับหัวเราะร่วน รีบคว้าหูตะกร้าใบนั้นเอาไว้ก่อนที่ลูกสาวจะทันได้ออกแรงดึง
ในสายตาของคนเป็แม่ ก้อนแป้งน้อยที่ตัวผอมบางและเพิ่งจะกินอิ่มเต็มท้องได้แค่มื้อเดียวคนนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ทางขึ้นเขาทั้งสูงชันและเต็มไปด้วยหินแหลมคม ขืนปล่อยให้เดินก้าวขาสั้นๆ เตาะแตะไปเอง มีหวังได้เหนื่อยหอบจนหน้ามืดกลางทางแน่ๆ เธอไม่มีทางยอมให้ลูกต้องมาลำบากเด็ดขาด
“แม่รู้ว่าเปาเปาของแม่เก่งและอยากช่วยมาก แตู่เามันสูงเดินลำบากนะลูก...”
มู่หลันย่อตัวลง จัดการหยิบจอบและเสียมออกมาถือไว้เองมือหนึ่ง แล้วใช้อีกมือรวบเอวเด็กน้อยที่กำลังทำหน้างุนงง หย่อนตัวลงไปนั่งแหมะอยู่ก้นตะกร้าไม้ไผ่ใบโตแทน!
“อ๊ะ! แม่ต๋า? เปาเปาเข้ามายูในนี้ทามมาย?” เด็กน้อยเอียงคอถามตาแป๋ว โผล่มาแค่หัวทุยๆ ยุ่งเหยิงที่ขอบตะกร้า
“ก็เข้ามาเป็สมบัติชิ้นแรกให้แม่แบกขึ้นเขายังไงล่ะจ๊ะ” มู่หลันบีบจมูกเล็กๆ นั้นอย่างมันเขี้ยว
“นั่งนิ่งๆ จับขอบตะกร้าไว้ให้แน่นๆ นะท่านผู้โดยสาร กองทัพของเราจะตะลุยเขาหมื่นลี้แล้ว!”
มู่หลันยิ้มกว้าง จัดแจงสะพายสายตะกร้าไม้ไผ่ที่มีลูกสาวนั่งอยู่ข้างในขึ้นบ่าอย่างกระฉับกระเฉง แม้ระบบจะจำกัดพลังกายเอาไว้ แต่น้ำหนักของเด็กน้อยที่ยังคงซูบผอม บวกกับชุดปีนเขาด้านในที่ช่วยซัพพอร์ตสรีระและถ่ายเทน้ำหนักได้ดี ก็ทำให้เธอแบกตะกร้าเดินได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
เธอก้าวเท้าออกจากกระท่อมซอมซ่อ มุ่งหน้าสู่เทือกเขาหมื่นลี้ที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ัหมู่บ้าน แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้แผ่นหลังของหญิงสาว โดยมีเสียงเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจของเด็กน้อยในตะกร้าดังลอยมาตลอดทาง
เส้นทางสายเศรษฐีและตำนานบทใหม่ของแคว้น ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!
****
