บทที่ 123 เทียนตูะเื
“ลู่อวี่น้อย เ้าคงจะเหนื่อยจากการปรุงโอสถในครั้งนี้น่าดู รีบไปพักผ่อนเถิด!” ลู่ไท่ชังไม่สนใจเื่ที่ลู่อวี่เก็บยาอายุวัฒนะที่เหลือไว้สามเม็ด เพราะตอนนี้สถานะของลู่อวี่ตราตรึงในใจของทุกคนสูงเลิศล้ำไม่น้อยในตระกูลลู่ เรียกได้ว่านับถืออย่างสูงสุด หากเทียบกับประมุข และผู้เฒ่าพวกนี้ในตระกูลแล้วก็สูงกว่านัก ไม่มีทางเลยที่จะเทียบกันไม่ได้
หลายคนคิดว่าเมื่อทัณฑ์โอสถสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็จะดีขึ้น แม้แต่ลู่อวี่เองก็คิดเช่นเดียวกัน และในขณะที่กำลังจะตกปากรับคำ ทันใดนั้น ลู่เหว่ยจุนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่จางหาย เมื่อเห็นทุกคน เขาก็พูดขึ้นว่า “ข้างนอกท้องฟ้าแปรปรวน ไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุอะไร ข้าขอเชิญผู้เฒ่าสูงสุดมาดูด้วย!”
จากสถานการณ์ทำให้หน้าลู่เหว่ยจุนดูจริงจังกับเื่นี้ไม่น้อย เมื่อทุกคนออกมาจากห้องปรุงโอสถ และเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึงอ้าปากค้างกันหมด!
เห็นว่าหลังจากที่กลุ่มเมฆหนาที่ปกคลุมตระกูลลู่สลายไป ท้องฟ้าที่ควรสดใสก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆทึบสีม่วง ในเวลาเดียวกัน ดอกไม้สีทองอร่ามจำนวนนับไม่ถ้วนก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับมีเสียงไพเราะเสนาะหูดังขึ้นแ่คลอไปตามสายลม ทั่วทั้งพื้นทีู่เาเทียนฉยงของตระกูลลู่เต็มไปด้วยพลังปราณ ราวกับเป็แดน์
ต้องบอกว่าผู้คนที่นี่มีความรู้ความสามารถกันไม่น้อย ไม่เพียงแต่ลู่ไท่ชังเท่านั้น แม้แต่ตู้เสวียนเฉิงเองก็นับว่าเป็ผู้รอบรู้เช่นเดียวกัน ทว่าทัศนียภาพแปลกๆ เช่นนี้ ยังไม่เคยมีใครเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อนเลย ทำให้ดวงตาของลู่อวี่เบิกกว้างด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ ราวกับว่าเห็นผี
เมื่อครู่นี้ ลู่เหว่ยจุนรู้สึกใไปไม่น้อย ตอนนี้จึงสงบลงมา เมื่อเห็นว่าบุตรของตัวเองมีสีหน้าแปลกๆ ก็นึกว่ามีเื่ไม่ดีอะไรเกิดขึ้น จึงอดที่จะรู้สึกตระหนกไม่ได้ เขาถามขึ้นว่า “ลู่อวี่ นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น? เ้ารู้หรือไม่?”
ทันทีที่เขาพูดจบ ความสนใจของทุกคนต่างก็ตกมาอยู่ที่เขาทันที
ลู่อวี่หายใจเข้าลึกๆ รู้สึกขมขื่นอยู่ภายในใจ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างช้าๆ “นี่เป็สัญญาณจาก์ ท้องฟ้าประกายม่วงหมายถึงโชค และดอกไม้ทองอร่ามหมายถึงบุญ แต่นี่เป็เพียงการหลอมยายืดอายุขัยเตาหนึ่งเพียงเท่านั้น แล้วมันไปมีเค้าที่สอดคล้องกันได้อย่างไร? เช่นนี้ไม่ว่าจะปิดบังซ่อนเร้นอย่างไร โลกภายนอกก็จะรู้ว่ามีของที่ยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้นในตระกูลลู่ของเรา ท่านพ่อ ท่านควรเตรียมพร้อมรับมือต่อบรรดาเหล่านักพรตที่จะแห่กันมาอย่างฝูงผึ้งให้ดีเถิด!”
ลู่อวี่รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อยน้อย หากตามหลักแล้ว เขาควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำ การที่สามารถหลอมยาอายุวัฒนะที่สอดคล้องกับสัญญาณแห่ง์ออกมาได้ ถือเป็เกียรติอย่างยิ่งสำหรับคนปรุงโอสถ นับว่ามีค่ากว่าคำชื่นชมอะไรพวกนั้นของคนเสียด้วยซ้ำ นี่ถือว่าเป็สัญญาณของการได้รับการยอมรับจาก์ เหตุผลที่เขารู้สึกหดหู่ใจ นั่นเป็เพราะผิดหวังหลังจากถูกปฏิเสธทุกสิ่งในชีวิตเมื่อชาติก่อนของเขาเอง เพราะในชาติก่อนแม้ว่าลู่อวี่จะเป็ที่รู้จักในนาม “ปรมาจารย์โอสถ” แต่จนกระทั่งสิ้นใจ เขาก็มีเพียงตอนที่หลอมโอสถเป็ครั้งแรกเท่านั้นเองที่มีเค้าว่าจะได้รับการยอมรับจาก์!
เมื่อคิดถึงความแตกต่างระหว่างยาอายุวัฒนะกับยายืดอายุขัยขั้นสี่ ก็จะเข้าใจว่าเหตุใด ลู่อวี่ถึงเป็เช่นนี้
ลู่ไท่ชังและลู่เหว่ยจุนกับคนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลู่อวี่กันแน่ คิดว่าคงเป็เพราะเขาเหนื่อยเกินไปจากการหลอมโอสถ ในขณะที่ตู้เสวียนเฉิงก็หายตัวไปฝึกฝน เพราะเขามีอายุขัยที่ยืนยาวพอแล้ว หากอายุขัยยังไม่ใกล้หมดย่อมกินยายืดอายุขัยไม่ได้ หากกินเข้าไปตอนนี้ ถือว่าไม่มั่นใจในตัวเองพอ ซึ่งหมายความว่าหัวใจลัทธิเต๋ายังไม่มั่นคง มันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อพลังยุทธ์ หากเป็ผู้ที่มีสายตาที่เฉียบแหลม และความฉลาดทางสติปัญญาสักหน่อยก็คงไม่ทำเช่นนี้
ทว่าในเวลานี้ ลู่เหว่ยจุนและผู้คนที่อยู่ตรงนี้ต่างก็ไม่มีใจที่จะมาสนใจลู่อวี่อีก ทันทีที่สัญญาณ์ปรากฏ มันก็แตกต่างไปจากความตื่นเต้นที่เกิดจากทัณฑ์์อย่างสิ้นเชิง สำหรับนักพรตที่ผ่านทางมาที่นี่หรือมุ่งหน้ามาสู่ตระกูลลู่อย่างฝูงผึ้ง แต่ละคนตื่นเต้นดีใจมาก เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยท้องฟ้าประกายสีม่วงและดอกไม้สีทองอร่ามที่ร่วงหล่น
ในนั้นมีจำนวนไม่น้อยที่มาเป็กลุ่ม รวมตัวกันเป็สองและสามกลุ่มเห็นจะได้ ต่างก็ชี้นู่นชี้นี่และคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่มีสิ่งเดียวที่มีเหมือนกันคือทุกคนเชื่อว่าตระกูลลู่ จะต้องปรุงยาอายุวัฒนะที่ฝืนกฎ์บางอย่างออกมาแน่นอน!
มีบางคนที่มีสถานะพิเศษถึงกับเข้ามาเยี่ยมเยือนโดยตรงทันที โดย้ารู้ว่าตระกูลลู่หลอมของล้ำค่าอะไรออกมากันแน่ แต่ลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ จะบอกความจริงให้รู้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่ก็แกล้งทำเป็ตอบแบบขอไปทีเท่านั้น
แต่นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว หลังจากที่ทุกคนพูดคุยปรึกษาหารือกันเื่นี้สักพักแล้ว ถึงได้ตัดสินใจหาวิธีจัดการ
ตระกูลลู่ได้หลอมยาอายุวัฒนะที่ท้าทาย์ออกมา ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เกิดทัณฑ์์ขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีสัญญาณจาก์หลังเกิดทัณฑ์์ขึ้นอีกด้วย!
หากทัณฑ์์เพียงดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ใกลู้เาเทียนฉยงเท่านั้นแล้วล่ะก็ รอจนกระทั่งสัญญาณ์ปรากฏออกมา โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในเทียนตูทั้งหมดย่อมต้องลุกฮือขึ้นมาในทันที ส่วนผู้ที่มีระดับพลังยุทธ์ต่ำนั้นไม่สังเกตเห็นอะไรอยู่แล้ว แต่ตระกูลใหญ่และสำนักหลักแต่ละแห่ง ร่วมถึงตำหนักมหาเทพ รวมไปถึงเ้าเหนือหัวของเทียนตู ต่างก็ให้ความสนใจอย่างมากกับสัญญาณของ์หลังจากที่มันปรากฏขึ้น
จะไม่เก็บมาคิดใส่ใจก็ไม่ได้ ได้การยอมรับจึงจะเกิดสัญญาณการยอมรับจาก์ มันไม่ใช่สิ่งที่จะใช้คำที่เลิศหรู หรือเรียบง่ายมาอธิบายด้วยคำพูดได้ ใน่หลายพันปีที่ผ่านมาในโลกบำเพ็ญเพียรเทียนตู ได้มีสมบัตินับไม่ถ้วนถือกำเนิดขึ้น แต่ไม่มีสมบัติชิ้นใดที่ได้รับการยอมรับจาก์ และเกิดสัญญาณบ่งบอกว่า์ยอมรับ
ท่ามกลางเมฆหมอกบนท้องฟ้า มีตำหนักใหญ่หนึ่งปรากฏอยู่ตรงกลางกลุ่มตำหนักทอดยาวหลายร้อยลี้
ผู้เฒ่าสูงสุดของตำหนักมหาเทพหยวนหวูจี๋ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ที่จมดิ่งอยู่กับการฝึกฝนที่เข้มข้นในเวลานี้ เขามองไปในทิศทางของตระกูลลู่ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับเห็นสัญญาณท้องฟ้าเหนือตระกูลลู่ที่พาดผ่าน ระยะทางหลายพันลี้ “อะไรนะ ยาอายุวัฒนะสามารถดึงเอาทัณฑ์โอสถและกระตุ้นสัญญาณการยอมรับของ์ได้ด้วยหรือ? อ้อ ดูเหมือนว่าตระกูลลู่จะก้าวหน้าไปได้ดีใน่เวลานี้!”
หลังจากที่หยวนหวูจี๋พึมพำกับตัวเองสองสามคำ ก็ยกมือขึ้นแล้วปล่อยแสงิญญาออกมา จากนั้นก็กลับไปจมลงสู่การฝึกฝนอีกครั้ง
หลี่เต้าอีประมุขคนปัจจุบันของตำหนักมหาเทพก็รู้สึกถึงสัญญาณแห่ง์ของตระกูลลู่ในเวลานี้เช่นเดียวกัน ในฐานะผู้จัดการดูแลโดยพฤตินัยของเทียนตู ทัศนคติที่เขามีต่อตระกูลใหญ่ๆ นั้นถือว่าค่อนข้างจะมีสมานฉันท์ ในขณะเดียวกันก็มีความสมดุลกันด้วย แต่การผงาดขึ้นมาของตระกูลลู่ในครั้งนี้มันไม่ใช่เื่ดีเลยในสายตาของเขา
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าจัดการกับมันอย่างไรดี แสงจิติญญาหนึ่งก็บินพรวดเข้ามาหา เมื่อยกมือขึ้นโบกสะบัด แสงจิติญญานั้นก็หล่นตกไปอยู่ในมือของหลี่เต้าอี
“เมื่อยาอายุวัฒนะที่ท้าทาย์ถือกำเนิดขึ้น จะไม่แย่งชิงมาก็ไม่ได้ ก่อนอื่นส่งคนไปตรวจสอบดูสิว่าตระกูลลู่ผลิตยาอายุวัฒนะชนิดใดออกมา จากนั้นเ้าค่อยจัดการตามสถานการณ์อีกครั้ง หลักๆ ให้มุ่งเน้นดูว่าผู้ใดเป็คนหลอมยาอายุวัฒนะในครั้งนี้ ต่อให้ยาอายุวัฒนะล้ำค่าเพียงไหน หากไม่มีคนปรุงโอสถก็เสียแรงเปล่าโดยไร้ประโยชน์ ตำหนักมหาเทพของเราใหญ่โต หากควรโน้มน้าวให้คนอื่นมาสนับสนุนก็ทำเสีย อะไรที่ควรกดดันก็กดดันเสีย อย่าได้อ่อนโยนเกินไป อย่าทำให้ผู้อื่นทำให้ตำหนักมหาเทพของเราอยู่นอกสายตา!”
หลังจากที่หลี่เต้าอีดูแล้ว เขายืนขึ้นและแสดงความเคารพไปทางทิศทางการฝึกฝนของผู้เฒ่าสูงสุด พร้อมกับพูดด้วยความเคารพ และแอบพึมพำในใจว่าแม้แต่ผู้เฒ่าสูงสุดก็ยังตื่นตระหนก ดูเหมือนว่าครั้งนี้ตระกูลลู่ทำการใหญ่นัก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จึงเรียกผู้พิทักษ์สองคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้ามาทันที และสั่งการว่า “พวกเ้าไปตรวจสอบเื่ลางบอกเหตุที่์ยอมรับของตระกูลลู่ในครั้งนี้ พยายามให้เข้าใจรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนปรุงโอสถผู้นั้นที่ลงมือ เื่นี้สำคัญมาก อย่าทำให้เื่เพียงเล็กน้อยทำให้เสียการใหญ่ ไปได้!”
ในเวลาเดียวกัน ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลเมิ่ง เมิ่งตู้ซวีเองก็มองไปในทิศทางของตระกูลลู่ขมวดคิ้ว เหลือบมองเมิ่งจั่งชุนที่ยืนอยู่ด้านล่าง เขาะโออกมาอย่างเ็าว่า “ตระกูลลู่ทำให้เทียนตูสั่นะเือีกครั้ง ยิ่งมียาอายุวัฒนะที่ท้าทาย์อีกถือกำเนิดขึ้น ชื่อเสียงต้องเจริญรุ่งเรืองดุจดั่งพระอาทิตย์กลางท้องฟ้าอย่างแน่นอน เ้าในฐานะประมุขตระกูลต้องมีวิธีรับมือจะจัดการกับมันได้หรือ?”
เมิ่งจั่งชุนอดที่มีเหงื่อซึมออกมาบนหน้าผากไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าสูงสุดไม่พอใจกับกลยุทธ์ที่เขากำหนดไว้เพื่อปราบปรามตระกูลลู่ ตอนนี้ตระกูลลู่ไม่เพียงแต่ไม่อ่อนแอลงเท่านั้น แต่กลับมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะจัดการ ในฐานะประมุขตระกูลก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ขึ้นขี่หลังเสือแล้วมันลงยากนัก หาก้าผูกมิตรกับตระกูลลู่ ฝั่งนั้นก็อาจไม่เห็นด้วย คงให้คนมาหัวเราะเยาะใส่นะสิ
“ผู้เฒ่าสูงสุด ไม่ว่าตระกูลลู่หลอมยาอายุวัฒนะที่ท้าทาย์เพียงใดออกมา ยาอายุวัฒนะนี้ก็มักจะมีคนจ้องอยากได้เสมอ เราไม่จำเป็ต้องลงมือเอง เพียงคอยเติมเชื้อเพลิงลงในเปลวไฟจากด้านหลังก็พอ เดี๋ยวตระกูลลู่ก็แบกรับผลที่ตามมาจากการกระทำของตน! คิดว่าที่ยาอายุวัฒนะนั้นรอดพ้นมาจากทัณฑ์์ได้หรือ และสามารถหลุดรอดอยู่มาได้คงเหลือเพียงไม่กี่เม็ด แม้ว่าตระกูลลู่จะเอามาให้ทั้งหมดก็คงไม่เพียงพอที่จะแบ่งให้กองกำลังหลักในเทียนตูแน่นอน แม้ว่าโน้มน้าวกองกำลังกี่กองร่วมกันได้ แต่ก็จะทำให้กองกำลังอื่นขุ่นเคืองมากขึ้นอย่างแน่นอน ถึงจะสงบนิ่งรับทุกสถานการณ์ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีเลย!”
เมิ่งตู้ซวีขานรับเบาๆ และพูดว่า “งั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน ตระกูลเมิ่งของเราอย่าเข้าร่วมเลยในครั้งนี้ ทำตัวให้มันซื่อสัตย์ และตั้งใจฝึกฝนกันดีกว่า ฉวยโอกาสตอนนี้ที่เขาหนิงชุยเฟิงกำลังถูกตระกูลลู่กดดัน ซื้อยาอายุวัฒนะเก็บไว้เพิ่ม เผื่อเอาไว้!”
เมิ่งจั่งชุนถึงกับใจสั่นไหว ด้วยรู้ว่านี่เป็เพราะผู้เฒ่าสูงสุดไม่ได้มองเขาหนิงชุยเฟิงในทางที่ดี คิดดูแล้วมันก็เป็เื่จริง เพราะคนปรุงโอสถขั้นห้าของตระกูลลู่ทั้งสองคน ไม่ว่าจะในแง่พลัง ความแข็งแกร่ง หรือรากฐานที่ค่อยสนับสนุน เขาหนิงชุยเฟิงนับว่าห่างชั้นกันไม่น้อย แต่หากตระกูลเมิ่งสามารถยึดเขาหนิงชุยเฟิงมาเป็ของตนได้ ตอนนี้ถือว่าเป็โอกาสที่ดีเลยก็ว่าได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เมิ่งจั่งชุนก็ไม่พูดอะไรมากอีกต่อไป รีบอำลาผู้เฒ่าสูงสุด และกลับไปเตรียมการทันที
“ยาอายุวัฒนะที่ท้าทาย์ของตระกูลลู่ถือกำเนิดขึ้นแล้ว พวกจ้าจะมัวรออะไรกันอยู่? รีบนำของขวัญชิ้นใหญ่ออกเดินทางสิ ไม่ว่าจะเป็ยาอายุวัฒนะประเภทใด ตระกูลเซี่ยของเราก็ต้องมีส่วนแบ่ง เื่นี้ต้องให้ข้าเตือนอีกหรืออย่างไร? ยังต้องให้คนไปสืบหาข้อมูลอีกหรืออย่างไร! โง่เขลาสิ้นดี!”
ประมุขตระกูลเซี่ยเซี่ยเจินเต๋อ กำลังให้สั่งการเกี่ยวกับวิธีจัดการกับลางบอกเหตุการณ์ยอมรับจาก์ของตระกูลลู่อยู่ แต่คิดไม่ถึงว่าพลังจิตของผู้เฒ่าสูงสุดที่จดจ่ออยู่นั้นไม่พอใจกับวิธีจัดการของเขา และตำหนิเขาอย่างไร้ความปรานี ซึ่งทำให้เซี่ยเจินเต๋อตอบสนองทันที แต่ใช่ว่าเขาตอบสนองช้า แต่เป็เพราะลางบอกเหตุจาก์ดังกล่าวใน่หลายพันปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เพื่อความเชื่อมั่นเขาถึงได้ตอบสนองเช่นนี้ ตอนนี้เมื่อถูกผู้เฒ่าสูงสุดตักเตือน แล้วมีหรือว่าจะลังเลใจจึงรีบสั่งการตามประสงค์ของผู้เฒ่าสูงสุดทันที
ปฏิกิริยาของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดในเทียนตู และสำนักหลักทั้งสี่เกือบจะเหมือนกัน เื่ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เช่นนี้ไม่มีใครกล้าชะล่าใจ ยกเว้นตระกูลเมิ่งและวังเทพอัคคีที่มีความแค้นกันมาก่อนหน้านี้กับตระกูลลู่ ต่างก็ส่งคนที่มีความสามารถที่สุดเดินทางมาที่ตระกูลลู่พร้อมด้วยของขวัญชิ้นใหญ่
ในเวลาเดียวกันยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่อย่างสันโดษมาเป็เวลานานก็ทยอยมุ่งหน้ามายังตระกูลลู่ด้วยความหวังที่ล้นหลาม
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ตระกูลลู่ก็คึกคักเต็มไปด้วยผู้คน ทุกตระกูลและสำนักต่างๆ ร่วมถึงนักพรตที่มีสถานะพิเศษต่างเดินทางมาที่ตระกูลลู่ พร้อมทั้งของขวัญเพื่อมาแสดงความยินดี
บอกว่ามาแสดงความยินดีและเฉลิมฉลอง แต่ก็มีคำเสียดสี กดดันแอบแฝงอยู่ในคำพูดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจึงค่อนข้างต้องใช้พลังเป็อย่างมากสำหรับลู่เหว่ยจุนและลู่หงเซิ่ง ที่จะจัดการกับคนเ่าั้ บางครั้งก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามารายงานเป็ครั้งคราวว่ามีคนแอบเข้ามาหรือบุกรุกเข้ามาในูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่ ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับสูงของตระกูลลู่ เหนื่อยล้าในการจัดการเป็อย่างมาก
เมื่อผู้คนและกองกำลังเดินทางมาถึงตระกูลลู่มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าตระกูลลู่จะมีการป้องกันอย่างแ่า แต่ก็ไม่กล้าที่จะผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย เมื่อผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่เห็นเช่นนี้ ก็รู้ว่าไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปได้ จึงปรากฏตัวต่อหน้านักพรตจำนวนมาก
ตระกูลลู่เพื่อที่จะต้อนรับนักพรตเหล่านี้ จึงเตรียมโถงต้อนรับที่ใหญ่ที่สุดซึ่งสามารถรองรับคนได้นับพันคนโดยไม่แออัด ปกติยกเว้นงานสำคัญเช่นพิธีประจำตระกูลแล้ว ก็ไม่ได้ใช้ แต่เวลาเช่นนี้ สถานที่ดูเหมือนจะค่อนข้างหนาแน่นเป็อย่างมาก
