ตอนที่ 6 ความรู้จากอนาคต
คำถามที่ดูเหมือนไร้เดียงสาของหนิงหนิงนั้น แท้จริงแล้วคมกริบยิ่งกว่าเศษกระเบื้องบาดเท้า มันแทงลึกเข้าไปในหัวใจของผู้เป็แม่ ปลุกความรู้สึกผิดที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นมาทิ่มแทงตัวเองอย่างรุนแรง
"หนิง หนิงเอ๋อร์" จ้าวหลันสะอื้นจนตัวโยน นางก้าวเข้ามาหาลูกสาว มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหมายจะัับ่าที่แดงช้ำนั้น แต่แล้วก็ชักกลับด้วยความรู้สึกไม่คู่ควร "แม่ แม่ขอโทษ แม่มันไร้ประโยชน์"
นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่หนิงหนิงได้ยินคำว่าขอโทษ จากปากของแม่ และเป็ครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเธอด้วยความเอ็นดูเช่นนี้
หนิงหนิงมองลึกลงไปในดวงตาที่บวมช้ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของผู้เป็แม่ ในนั้นเธอไม่เห็นความเกลียดชัง แต่เห็นเพียงความอ่อนแอ ความขลาดกลัว และความรักที่ถูกกดทับจนแทบไม่เหลือซาก “น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน” ความเ็าที่ย่าหวังค่อยๆ กัดกร่อนจิตใจของแม่มานานหลายปี ได้ทำให้สตรีผู้นี้หลงลืมไปแล้วว่าตนเองก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องลูกได้เช่นกัน
"แม่คะ" หนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น "การร้องไห้แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอกค่ะ ควันไฟน่ะ ถ้าเราไม่อยากให้มันเข้าตา เราก็ต้องหาทางระบายมันออกไป หรือไม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะก่อไฟโดยไม่ให้เกิดควันมากเกินไป จริงไหมคะ?"
จ้าวหลันชะงักไปกับคำเปรียบเปรยนั้น นางเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจนัก
หนิงหนิงไม่รอให้แม่ได้ซักถามต่อ เธอเดินตรงไปที่โอ่งดินใบใหญ่ที่บัดนี้มีน้ำอยู่เกือบครึ่ง "แม่ดูสิคะ หนูหาบน้ำมาสองเที่ยวแล้วนะ ยังเหลืออีกตั้งหลายเที่ยวกว่าจะเต็มโอ่ง" จากนั้นเธอก็ชี้ไปยังกองฟืนขนาดใหญ่ที่วางกองสุมกันอยู่อย่างไม่เป็ระเบียบ "ไหนจะต้องสับฟืนกองนั้นให้หมดก่อนเที่ยงอีก" แล้วก็ชี้ต่อไปยังเล้าไก่ที่ส่งเสียงร้องอยู่ไม่ไกล "ต้องหาอาหารให้ไก่ ให้อาหารหมู ไหนจะเสื้อผ้ากองโตของทุกคนที่ต้องซักอีก"
เธอบรรยายรายการงานที่ถาโถมเข้ามาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเื่ของคนอื่น "แม่คิดว่า แค่แรงของหนูคนเดียว จะทำทั้งหมดนี้เสร็จในวันเดียวได้จริงๆ เหรอคะ?"
จ้าวหลันส่ายหน้าช้าๆ น้ำตายังคงไหลไม่หยุด "ไม่มีทาง ไม่มีทางเสร็จแน่ท่านย่าตั้งใจจะบีบคั้นลูกให้ตายชัดๆ!"
"ใช่ค่ะ ท่านย่าตั้งใจแบบนั้น" หนิงหนิงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา "แต่ท่านย่าคิดผิดไปอย่างหนึ่ง"
"ผิด ผิดอะไร?"
หนิงหนิงหันกลับมาสบตาแม่ ดวงตาของเธอทอประกายแห่งปัญญาที่เกินวัย "ท่านย่าคิดว่าหนูมีแค่แรง แต่ท่านย่าไม่รู้ว่าหนูยังมีสมองด้วย"
คำพูดนั้นทำให้จ้าวหลันถึงกับนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง
"แม่คะ" หนิงหนิงเดินเข้ามาจับมือนางเบาๆ มือของแม่นั้นหยาบกร้านจากการทำงานหนัก แต่ก็ยังคงมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่ "ต่อไปนี้ ไม่ว่าแม่จะเห็นหนูทำอะไรที่มันดูแปลกๆ หรือพูดอะไรที่ไม่น่าเชื่อ ขอให้แม่เชื่อใจหนูได้ไหมคะ? หนูจะไม่ทำอะไรโง่ๆ ที่ทำให้ตัวเองต้องตาย หนูสัญญาว่าหนูจะหาทางรอดให้ได้ และหนูจะพาแม่รอดไปด้วยกัน"
น้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่นของลูกสาวในขณะนี้ มีพลังบางอย่างที่ทำให้จ้าวหลันรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดว่าลูกสาวของตนเปลี่ยนไปได้อย่างไร แต่สัญชาตญาณของความเป็แม่บอกนางว่า นางสามารถเชื่อใจเด็กคนนี้ได้
จ้าวหลันพยักหน้าช้าๆ ทั้งน้ำตา "แม่ แม่จะเชื่อลูก"
"ดีค่ะ" หนิงหนิงยิ้มออกมาเป็ครั้งแรก "ถ้างั้น งานแรกที่หนูอยากให้แม่ช่วยก็คือ ช่วยทำเป็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่รู้ไม่ชี้ กับทุกสิ่งที่หนูจะทำต่อไปนี้ได้ไหมคะ? ไม่ว่าท่านย่าจะถามอะไร ก็ให้บอกไปว่าไม่รู้เื่อย่างเดียว"
จ้าวหลันลังเลเล็กน้อย และไม่เข้าใจความ้าที่หนิงหนิงจะทำนั้นหมายความว่าอะไร แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่คาดหวังของลูกสาว นางก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "ได้ แม่จะทำ"
"ขอบคุณค่ะแม่" หนิงหนิงกล่าวสั้นๆ ก่อนจะปล่อยมือแล้วหันไปเผชิญหน้ากับกองงานมหึมาของเธออีกครั้ง "เอาล่ะ ายกแรกของหนูได้เวลาเริ่มต้นแล้ว"
วางแผนรอดขั้นที่หนึ่ง: บริหารจัดการแรงงานและทรัพยากร
หนิงหนิงไม่ได้เริ่มจากการสับฟืนหรือหาบน้ำต่ออย่างที่ใครๆ คาดคิด สิ่งแรกที่เธอทำคือการเดินสำรวจ
เธอเดินสำรวจรอบๆ บริเวณบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนราวกับเป็เ้าของโครงการก่อสร้าง สายตาของสถาปนิกกวาดมองและประเมินทุกอย่าง พื้นที่ว่างหลังครัวที่ได้รับแดดตอนบ่าย กองฟางข้าวที่เปียกชื้นอยู่มุมหนึ่ง โอ่งดินเปล่าที่แตกร้าวเล็กน้อยจนใช้งานไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็แค่ของรกๆ แต่ในสายตาของเธอ มันคือทรัพยากรที่รอการจัดการ
"อย่างแรกต้องประหยัดแรง" เธอบอกกับตัวเอง
การหาบน้ำจากท้ายหมู่บ้านมายังโอ่งหลังบ้านเป็ระยะทางที่ไกลและสิ้นเปลืองพลังงานที่สุด เธอเหลือบไปเห็นรางไม้ไผ่เก่าๆ ที่พาดอยู่บนหลังคาเพื่อรองรับน้ำฝน มันถูกปล่อยทิ้งไว้จนมีใบไม้ทับเต็มไปหมด
ไอเดียแรกผุดขึ้นมา! เธอปีนขึ้นไปบนกองฟืน ทำความสะอาดรางไม้ไผ่นั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จัดแจงปรับทิศทางของมันใหม่ ให้ปลายรางด้านหนึ่งยื่นยาวออกมาจากหลังคา และชี้ตรงลงมายัง โอ่งดินใบที่แตกร้าวซึ่งเธอลากมาตั้งไว้ข้างๆ โอ่งใบดี
"แม่คะ!" เธอะโเรียก "ช่วยเอาดินเหนียวมาอุดรอยร้าวที่โอ่งใบนี้ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ?"
จ้าวหลันแม้จะงุนงง แต่ก็รีบทำตามอย่างว่าง่าย นางนำดินเหนียวมาพอกอุดรอยร้าวที่ก้นโอ่งอย่างแ่า
"เสร็จแล้วลูก แล้วจะทำอะไรต่อ?"
"รอฝนตกค่ะ" หนิงหนิงตอบเรียบๆ "ถ้าคืนนี้ฝนตกเหมือนเมื่อคืน พรุ่งนี้เช้าเราก็จะมีน้ำสำรองในโอ่งใบนี้ไว้ใช้ล้างผักล้างจานได้ โดยที่หนูไม่ต้องเสียแรงไปหาบมา"
จ้าวหลันตาโต "จริงด้วย! ทำไมแม่ถึงคิดไม่ถึงนะ!"
"เพราะแม่เหนื่อยเกินกว่าจะคิดค่ะ" หนิงหนิงตอบ "นั่นคือสิ่งที่ท่านย่า้า ทำให้เราเหนื่อยจนไม่มีแรงจะคิดอะไร"
นี่คือบทเรียนแรกของการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อลดการใช้แรงงานคน
ขั้นที่สอง: สร้างเครื่องมือทุ่นแรง
เป้าหมายต่อไปคือกองฟืนมหึมา การใช้ขวานเก่าๆ ที่ทื่อและหนักอึ้งสับฟืนทีละท่อนเป็งานที่สาหัสสากรรจ์สำหรับร่างกายของเธอในตอนนี้ แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นคานเหล็กจากล้อเกวียนเก่าที่พิงอยู่ข้างกำแพง
ไอเดียที่สองผุดขึ้นมา! เธอใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการจัดแจงตั้งคานเหล็กนั้นให้ได้มุมที่เหมาะสม โดยใช้ก้อนหินใหญ่สองก้อนเป็ฐานรองรับ ปลายด้านหนึ่งของคานเหล็กถูกยกให้สูงขึ้นเล็กน้อย มันกลายเป็ คานงัดแบบง่ายๆ
จากนั้น แทนที่จะใช้ขวานสับลงไปตรงๆ เธอกลับนำท่อนฟืนไปวางพาดบนก้อนหิน แล้วใช้ปลายอีกด้านของคานเหล็กกดลงไปอย่างแรง!
เปรี๊ยะ!
ด้วยหลักการของคานงัดและจุดหมุน แรงกดเพียงเล็กน้อยของเธอสามารถสร้างพลังมหาศาลพอที่จะหักท่อนฟืนขนาดกลางให้แยกออกจากกันได้ แม้จะไม่เรียบสวยเหมือนการใช้ขวานสับ แต่มันก็เร็วและประหยัดแรงกว่ากันหลายเท่า!
จ้าวหลันที่เฝ้าดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง "์! หนิงเอ๋อร์ ลูกไปเรียนรู้วิธีแบบนี้มาจากไหนกัน!"
"หนูฝันเห็นค่ะแม่" หนิงหนิงตอบไปอย่างนั้น เพราะเธอไม่สามารถอธิบายเื่หลักฟิสิกส์ให้คนในยุคนี้เข้าใจได้ "ในฝันมีผู้เฒ่าใจดีมาสอนหนูว่า ทำงานหนักน่ะดี แต่ทำงานอย่างฉลาดน่ะดีกว่า"
ขั้นที่สาม: เปลี่ยนของเสียให้เป็ทองคำ
หลังจากจัดการกับงานใหญ่สองอย่างไปแล้ว เธอก็หันมาสนใจเล้าไก่และคอกหมู ย่าหวังให้เธอเลี้ยงดูมัน แต่กลับไม่เคยให้วัตถุดิบที่ดีพอสำหรับเป็อาหารสัตว์เลย มีเพียงรำข้าวหยาบๆ กับเศษผักเหี่ยวๆ เท่านั้น
หนิงหนิงเดินไปที่กองฟางข้าวที่เปียกชื้นซึ่งทุกคนมองว่ามันคือกองขยะ เธอใช้คราดคุ้ยเขี่ยมันออกอย่างระมัดระวัง แล้วสายตาของเธอก็เป็ประกาย!
ท่ามกลางฟางข้าวที่เริ่มเน่าเปื่อย เธอพบสิ่งที่เธอกำลังมองหา เห็ดฟาง!
มันเป็เห็ดฟางดอกเล็กๆ สีขาวนวลที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะไม่สนใจมันเพราะคิดว่าเป็เห็ดพิษ หรือไม่ก็ปล่อยให้มันเน่าตายไปเอง แต่หนิงหนิง จากอนาคตรู้ดีว่า เห็ดฟางคือวัตถุดิบชั้นเลิศที่อุดมไปด้วยโปรตีนและมีรสชาติอร่อย
เธอบรรจงเก็บเห็ดฟางดอกเล็กๆ เ่าั้ใส่ลงในชายเสื้ออย่างระมัดระวัง จากนั้นเธอก็เดินไปที่หลังครัว ที่ซึ่งมีเศษอาหารและน้ำล้างจานถูกทิ้งรวมกันไว้จนส่งกลิ่นเหม็น เธอใช้ไม้เขี่ยๆ ดู แล้วก็พบกับขุมทรัพย์อีกอย่าง ไส้เดือน!
เธอจับไส้เดือนตัวอ้วนๆ หลายตัวใส่ลงในกระป๋องเก่าๆ แล้วนำมันไปโยนให้แม่ไก่สองตัวในเล้า
กิ๊กๆๆ!
แม่ไก่ที่ปกติได้กินแต่เศษผักต่างพากันวิ่งกรูกันเข้ามาจิกกินไส้เดือนอย่างเอร็ดอร่อยราวกับได้กินอาหารจากสรวง์
"เห็นไหมคะแม่" หนิงหนิงหันไปพูดกับจ้าวหลันที่ยืนมองอย่างทึ่งๆ "ไส้เดือนคืออาหารโปรตีนชั้นดีสำหรับไก่ ถ้ามันได้กินอาหารดีๆ แบบนี้ทุกวัน ไม่นานมันก็จะออกไข่ให้เรากิน ไข่ฟองโตๆ ที่มีไข่แดงสีสดน่ากินกว่าเดิมด้วย"
จ้าวหลันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "แล้ว แล้วเห็ดนั่นล่ะลูก จะเอาไปทำอะไร? มันกินได้จริงๆ เหรอ?"
"กินได้สิคะแม่" หนิงหนิงยิ้มอย่างมีเลศนัย "แถมยังอร่อยกว่าเนื้อหมูอีกนะ แต่เราจะยังไม่กินมันตอนนี้"
เธอนำเห็ดฟางที่เก็บได้ไปล้างทำความสะอาดอย่างดี จากนั้นก็นำมันไปวางผึ่งลมไว้ในที่ร่มใต้ชายคาบ้าน ไม่ให้โดนแดดโดยตรง
ทั้งหมดนี้คือการวางรากฐานเพื่อความอยู่รอดของเธอ
การจัดการน้ำเพื่อประหยัดแรง การสร้างเครื่องมือทุ่นแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามเพื่อสร้างแหล่งอาหารและรายได้ในอนาคต
นี่ไม่ใช่แค่การทำงานบ้าน แต่มันคือการปฏิวัติเงียบที่เริ่มต้นขึ้นจากหลังครัวของบ้านตระกูลสวี
ย่าหวังที่นั่งจับเจ่าอยู่ในบ้าน ได้ยินเพียงเสียงกุกกักๆ อยู่ด้านนอกตลอดทั้งเช้า นางคิดว่าหลานสาวจอมดื้อกำลังง่วนอยู่กับการทำงานหนักอย่างทุลักทุเล มุมปากของแกก็ยอยิ้มขึ้นอย่างพอใจ แต่เด็กสาวคนนั้นกำลังวางแผนการที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จินตนาการของหญิงชราจะคาดถึงได้
หนิงหนิงมองดูผลงานของตัวเองตลอด่เช้าด้วยความพอใจ เหงื่อยังคงท่วมตัว และร่างกายยังคงปวดเมื่อย แต่ในใจของเธอกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ความรู้คือพลัง ประโยคนี้ไม่เคยเป็จริงเท่านี้มาก่อน ความรู้จากอนาคตที่เธอมี ไม่ว่าจะเป็หลักการทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ หรือความเข้าใจในเื่โภชนาการ มันคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่เธอมีในตอนนี้
พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจนเกือบจะตรงศีรษะ ได้เวลาสำหรับภารกิจต่อไปแล้ว ภารกิจที่ท้าทายที่สุด นั่นคือ การทำอาหารกลางวัน ด้วยวัตถุดิบที่แทบจะไม่มีอะไรเลย เพื่อเลี้ยงดูปากท้องของครอบครัวที่จ้องจะจับผิดเธอทุกฝีก้าว
แต่หนิงหนิงไม่กลัว เพราะในชายเสื้อของเธอ ยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่
