หลานชายกับลุงยังไม่ทันได้สนิทสนมกันนานนัก อวิ๋นอิ่งก็ถือกล่องอาหารเข้ามา
พี่รองสกุลติงไม่รู้หิวมานานเท่าไรแล้ว พอได้กลิ่นหอมของอาหาร ท้องก็เริ่มร้องโครกครากขึ้นมาทันที
ติงเหว่ยรู้สึกสงสารพี่ชายเป็อย่างมาก นางจึงตักบะหมี่ใส่น้ำแกงให้พี่ชายด้วยตนเอง แล้วยังยื่นผ้าเช็ดหน้าและตะเกียบให้ด้วย ท่าทางของนางทำให้กงจื้อิรู้สึกอิจฉาอย่างห้ามไม่ได้ แน่นอนว่าพี่รองสกุลติงก็ยิ้มแก้มปริ เขาตักเส้นบะหมี่ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย กินอย่างรวดเร็วเหมือนพายุ เพียงไม่นานเขาก็กินบะหมี่น้ำแกงถ้วยเล็กๆ สองถ้วย กับข้าวสองจาน และแผ่นแป้งปิ่งอีกสองแผ่นจนหมดเกลี้ยง
ติงเหว่ยมองพี่ชายด้วยความกังวลใจ กลัวว่าท้องของพี่ชายจะอิ่มจนะเิออกมา โชคดีที่พี่รองสกุลติงหยุดตะเกียบในที่สุด เขาตบพุงตนเองด้วยความพึงพอใจแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้ที่ได้กินข้าวก็เมื่อวันก่อน ครั้งนี้แหละที่ทำให้ข้าอิ่มจริงๆ เสียที”
พูดจบเขาก็เงยหน้ามองไปยังสาวใช้ในกระโจม แล้วพูดขึ้นว่า “น้องสาว เรามาคุยเื่ส่วนตัวกันหน่อยเถอะ”
ติงเหว่ยฟังแล้วชะงักไป แต่ไม่นานก็โบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไป
ทุกคนต่างก็ดูมีไหวพริบที่ดี พวกนางรีบเก็บกวาดโต๊ะแล้วถอยออกไป
มีเพียงกงจื้อิที่อุ้มลูกชายตัวอ้วนไว้ในอ้อมแขน ราวกับว่าเขากำลังเล่นกับลูกด้วยความเอาใจใส่ โดยไม่มีเจตนาจะลุกขึ้นจากที่นั่งเลยแม้แต่น้อย
พี่รองสกุลติงกัดฟันกรอดในใจ แต่เมื่อคิดดูแล้วเขาก็เห็นว่าควรพูดความจริงตรงๆ ต่อหน้าจะดีกว่า เขาจึงกระแอมเบาๆ พยายามวางท่าให้ดูเป็พี่ชายที่มีอำนาจ แล้วถามว่า “มีข่าวลือข้างนอกว่าอันเกอเอ๋อร์เป็ลูกชายของท่านแม่ทัพ นี่เป็เื่จริงหรือเปล่า?”
ติงเหว่ยหน้าแดงก่ำ นางก้มหน้าลงแล้วตอบเบาๆ ว่า “อืม”
พี่รองสกุลติงเหลือบมองกงจื้อิที่ดูอึดอัดเช่นกัน ทำให้ในใจของเขาโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขากำหมัดแน่น ั้แ่ที่น้องสาวสูญเสียความบริสุทธิ์ไปอย่างลึกลับ ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่เคยเงยหน้าสู้ใครได้อีกเลย ที่น่าสงสารที่สุดก็คือน้องสาวของเขา ต้องท้องใหญ่เดินไปไหนก็ถูกคนมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ถ้าไม่ใช่ว่าทนไม่ไหวจริงๆ ก็คงไม่เข้าไปทำงานในจวนสกุลอวิ๋น นึกไม่ถึงว่านางจะยอมะโเข้าไปในถ้ำหมาป่าด้วยตนเอง
“ดี ข้าจะไม่ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ข้าแค่อยากรู้ว่าในอนาคต น้องสาวและหลานของข้าจะเป็ยังไง?”
คำพูดนี้เขามีเจตนามุ่งตรงไปที่กงจื้อิ แม้ว่าสกุลติงจะเป็เพียงชาวนาธรรมดา ทั้งเงินและกำลังคนทั้งหมดในครอบครัวรวมกันก็ไม่อาจเทียบกับเส้นขนของสกุลกงจื้อ แต่เขายอมตายดีกว่าจะต้องเห็นน้องสาวต้องถูกรังแกให้รู้สึกผิดและน้อยใจ ถ้าจำเป็เขาก็จะพาน้องสาวและหลานกลับบ้านไปเลย เขาไม่เชื่อว่าด้วยฝีมือของเขาเองจะหาเลี้ยงคนสองคนไม่ได้?
กงจื้อิได้ยินดังนั้น เขาก็ส่งลูกชายที่อยู่ในอ้อมแขนให้ติงเหว่ย จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พี่รองวางใจได้ วันที่แผ่นดินสงบสุขก็คือวันที่ข้าจะแต่งเหว่ยเอ๋อร์เข้าบ้าน และอันเกอเอ๋อร์ก็คือลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวงของข้า”
“ลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวง?” คราวนี้เป็พี่รองสกุลติงที่ใ แม้ว่าเขาจะเตรียมใจที่จะสู้เพื่อปกป้องน้องสาวของเขาเต็มที่ แต่ในใจก็เพียงหวังจะขอฐานะให้เป็ภรรยารองหรือไม่ก็นางสนมเท่านั้น ไม่กล้าฝันถึงตำแหน่งภรรยาหลวงแม้แต่น้อย เพราะฐานะและชาติตระกูลของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นในอนาคตสกุลกงจื้ออาจจะได้ครองบัลลังก์ แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ครอบครัวสกุลติงก็ไม่มีทางเป็ตระกูลผู้ทรงอำนาจแน่นอน
แต่เมื่อครู่เขาได้ยินอะไร กงจื้อิจะรับน้องสาวของเขาเข้าเป็ภรรยาหลวง และหลานชายของเขาคือลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวง หมายความว่า…
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างหนักอึ้ง รู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี
กงจื้อิกลับไม่ยอมปล่อยให้พี่ชายของภรรยาตกตะลึงไปง่ายๆ เช่นนั้น เขายังพูดต่อว่า “นอกจากนี้ ข้ายังให้คำสัญญากับเหว่ยเอ๋อร์ว่า ชาตินี้ข้าจะแต่งงานกับนางเพียงคนเดียว”
“อะไรนะ?” คราวนี้พี่รองสกุลติงทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วจริงๆ เขาเข่าทรุดนั่งลงบนพื้นทันที แม้ว่าเขาจะเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของครอบครัวผู้มั่งคั่ง แต่ในหมู่บ้านชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวได้เพิ่มสองโตว [1] ยังซื้อหญิงสาวกลับมาเป็อนุภรรยาเลย
แต่กงจื้อิคือผู้ครองแผ่นดินทั้งหมดของซีเฮ่า เขาจะมีน้องสาวเพียงคนเดียว มีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น นี่จะเป็ไปได้อย่างไร!
ติงเหว่ยก้มลงพยายามประคองพี่ชายให้ลุกขึ้น นางรีบพูดปลอบใจว่า “พี่รอง ท่านไม่ต้องเป็ห่วง เื่นี้ข้ารู้ดี ท่านแค่ดูแลบ้านให้ดีไม่ต้องเป็ห่วงข้าที่นี่”
“จะไม่ห่วงได้ยังไง?” พี่รองสกุลติงกลับพุ่งพรวดขึ้นมาราวกับถูกฉีดเืไก่ เขาวิ่งวนไปวนมาหลายรอบ สุดท้ายก็จับมือน้องสาวแล้วพูดว่า “น้องสาว...น้องกลับบ้านกับพี่เถอะ ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่จะไปได้ และในอนาคต...เฮ้อ!”
พี่รองสกุลติงถอนหายใจยาวออกมา ความใในใจของเขามีมากกว่าความดีใจอยู่มาก
ติงเหว่ยเข้าใจดีว่าพี่ชายของนางกลัวว่านางจะถูกเอารัดเอาเปรียบ และครอบครัวก็ไม่มีกำลังพอจะคอยปกป้องนาง แต่นางก็รักเขาไปแล้ว และนางก็มีลูกชายแล้ว แม้ว่าจะมีูเาไฟที่เต็มไปด้วยดาบและทะเลไฟรออยู่ข้างหน้า หรือต่อให้ผลลัพธ์อาจจะเป็ความเ็ปและความผิดหวัง นางก็ยังตั้งใจที่จะเดินหน้าต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีไพ่ในมือที่์มอบให้อยู่อีก
“พี่รอง ข้า…”
พี่รองสกุลติงมองใบหน้าของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความอาลัยอาวรณ์ สุดท้ายก็เข้าใจว่าการตัดสินใจของนางไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สีหน้าของเขาจึงมืดครึ้มลงกว่าเดิม
พี่น้องทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันอย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ทันใดนั้นพี่รองสกุลติงก็ทรุดเข่าลง ไม่ทันที่ติงเหว่ยจะห้าม เขาก็ได้โขกศีรษะให้กงจื้อิสามครั้ง “ท่านแม่ทัพ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยล่วงเกินท่าน ขอท่านโปรดให้อภัยด้วย แต่เนื่องจากน้องสาวของข้าได้ประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดและต้องเลี้ยงดูอันเกอเอ๋อร์เพียงลำพัง ต้องอดทนต่อความยากลำบากมากมาย ขอท่านแม่ทัพได้โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์นี้ หากน้องสาวของข้าได้ทำอะไรผิดพลาดไปในภายหน้า ขอท่านได้โปรดเมตตาให้นางได้กลับบ้าน ครอบครัวสกุลติงของเราจะไม่ลืมบุญคุณอย่างแน่นอน!”
คำพูดของเขานั้นสุภาพมาก แม้ว่าเขาจะพูดว่าน้องสาวของเขาทำผิด แต่ที่จริงแล้วเขากำลังขอร้องให้กงจื้อิ หากไม่สามารถรักษาคำสัญญาในอนาคตได้ ก็อย่าดูิ่น้องสาวของเขา และหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะให้นางกลับบ้านมารวมกับครอบครัวอีกครั้ง
ติงเหว่ยฟังแล้วน้ำตาก็พลันไหลลงมา ส่วนกงจื้อิเองก็รู้สึกะเืใจ เขาจับมือประคองพี่ชายภรรยาคนนี้ที่แต่ก่อนเขาไม่เคยให้ความสำคัญขึ้นมา เพียงความตั้งใจที่จะปกป้องน้องสาวอย่างจริงใจนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเคารพยกย่องสามส่วน
“ตกลง”
เมื่อได้ยินกงจื้อิตอบตกลง พี่รองสกุลติงก็วางใจขึ้นมาบ้าง เขามองไปที่น้องสาวของตนเองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกังวลใจแทนนางดี
ติงเหว่ยไม่อยากให้พี่ชายต้องคุกเข่าอีก นางจึงรีบพูดขึ้นว่า “พี่รอง ท่านเดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากแล้ว คืนนี้พักผ่อนก่อนเถอะ ไว้เราค่อยพูดกันพรุ่งนี้”
พูดจบนางก็เรียกอวิ๋นอิ่งเข้ามา
เมื่ออวิ๋นอิ่งได้ยินว่านางต้องจัดที่พักให้พี่รองสกุลติง นางจึงพูดว่า “พี่ซานพักอยู่ในกระโจมคนเดียว มีพื้นที่กว้างขวาง อีกทั้งมีต้าหวาคอยช่วยทำงานด้วย ดังนั้นให้คุณชายรองไปพักที่นั่นจะดีหรือไม่เ้าคะ?”
การจัดเตรียมนี้ถูกใจติงเหว่ย นางจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ขอรบกวนหมอซานช่วยตรวจชีพจรให้พี่รองของข้าด้วย การเดินทางต้องเจอกับลมฝนและแดดอาจทำให้เกิดอาหารป่วยทิ้งไว้ได้”
“เ้าค่ะ แม่นาง” อวิ๋นอิ่งโน้มตัวรับคำสั่ง แม้ว่าพี่รองสกุลติงจะยังคงห่วงใยน้องสาว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขาก็ไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก เขาจึงไม่พูดอะไรแล้วตามอวิ๋นอิ่งออกจากกระโจมไป
เฉิงเหนียงจื่อเข้ามาเงียบๆ แล้วอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังขยี้ตาออกไป ส่วนตังกุยและคนอื่นๆ ก็เติมน้ำชาอุ่นๆ แล้วปลีกตัวออกไปทำให้กระโจมที่เคยคึกคักกลับเหลือเพียงติงเหว่ยกับกงจื้อิสองคน
ทั้งสองไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษดูเหมือนจะมีเหตุผลมากทีเดียว ไม่ว่าจะแต่งสตรีเข้าบ้านหรือแต่งรับลูกสะใภ้ก็มักจะให้ความสำคัญกับความเหมาะสมของสถานะระหว่างครอบครัว ทั้งสองฝ่ายควรมีฐานะและอำนาจที่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะทำให้อยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้น แต่ครอบครัวสกุลติงกับสกุลกงจื้อนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ราวกับอยู่คนละโลกกันอย่างไรอย่างนั้น
หากว่าติงเหว่ยได้แต่งกับลูกชาวนาธรรมดา นางแค่นำสินเดิมไปมากหน่อย และบ้านฝ่ายหญิงก็มีฐานะดีอีก มีพี่ชายสองคนคอยสนับสนุน แม้ว่าตัวนางจะมีข้อบกพร่องอะไรอยู่บ้าง ทางบ้านสามีก็จะไม่กล้าดูถูกแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ แม้ว่าพี่รองสกุลติงจะกังวลว่าน้องสาวของเขาจะถูกดูิ่มากเพียงใด และไม่อยากให้น้องสาวของเขาอยู่กับกงจื้อิ แต่อย่างมากเขาก็ทำได้เพียงถามด้วยความกล้าอยู่สองสามประโยค เขาไม่กล้าแม้แต่จะต่อต้านและยังต้องขอร้องกงจื้อิอีกว่าเมื่อกงจื้อิทิ้งน้องสาวเขาแล้ว ขอเพียงให้นางกลับบ้านก็พอ
ติงเหว่ยหยิบกระดาษสัญญาออกมาจากกระเป๋าเงิน แล้วนำไปจ่อที่เปลวไฟของเทียน กระดาษสัญญาแผ่นนั้นก็ลุกไหม้ขึ้นมา สุดท้ายกลายเป็ขี้เถ้าสีดำตกลงพื้น
จากนั้นนางก็หยิบตั๋วเงินออกมา แล้วค่อยๆ ดันไปตรงหน้ากงจื้อิ
กงจื้อิหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วขึ้นแล้วถามว่า “เ้าหมายความว่ายังไง?”
“ท่านอย่าได้เข้าใจผิด” ติงเหว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและหนักแน่น “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะตีตัวออกห่างจากท่าน แต่หากข้าได้เข้าไปอยู่ในสกุลกงจื้อแล้ว การใช้เงินของท่านก็เป็เื่ที่สมควร หรือถ้าเงินนั้นใช้เพื่ออันเกอเอ๋อร์ ข้าก็สามารถรับได้อย่างสบายใจ แต่ในตอนนี้ข้า้าเตรียมร้านค้าเครือข่าย ซึ่งเป็สินเดิมของข้าเอง เป็ทุนที่ทำให้ข้าสามารถยืนหยัดในโลกนี้ได้อย่างภาคภูมิใจโดยไม่ถูกใครดูถูก ดังนั้นข้าจึงต้องใช้เงินของตนเอง”
กงจื้อิค่อยๆ คลายคิ้วที่ขมวดออก สายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวผู้เป็ที่รักที่ยามนี้ไม่มีความเขินอายหลงเหลือแล้ว แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจ ในใจของเขาพลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย
“ตกลง ขอแค่เ้ามีความสุขก็พอ”
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในชื่อของท่านมีคำว่า 'ิ' ท่านฉลาดเฉลียวและช่างเป็คนที่เข้าใจอะไรได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ” ติงเหว่ยเหมือนจะวางภาระในใจลงได้ และพูดติดตลกอย่างผ่อนคลาย สุดท้ายนางเอียงศีรษะมาพิงไหล่ของเขา ััได้ถึงความมั่นคงและความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา พร้อมกับถอนหายใจ “ขอโทษนะ ข้าคิดว่าข้าจะเป็หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งได้ แต่มีบางสิ่งที่ข้าไม่อาจละทิ้งได้”
กงจื้อิไม่พูดอะไร เพียงยื่นแขนมากอดนางไว้แน่น “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น การที่ข้าได้พบเ้าข้าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว”
ติงเหว่ยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอีกครั้ง นางก็กอดเอวของเขาเอาไว้แน่นเช่นกัน…
เช้าวันรุ่งขึ้น อวิ๋นอิ่งพาจวี๋เกิ่งและคนอื่นๆ เข้ามาปรนนิบัติรับใช้ เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของนายหญิงไม่เพียงแต่ไม่ลดลง กลับยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นอีก นางจึงหันไปมองตังกุยที่เป็คนเฝ้าเวรเมื่อคืนด้วยความสงสัย
ตังกุยส่ายศีรษะ ในใจก็แปลกใจเช่นกัน นางไม่รู้ว่าเหตุใดนายหญิงถึงพลิกตัวไปมาแทบตลอดทั้งคืนแทบจะไม่ได้นอนเลย ทำให้นางเองก็ไม่กล้าหลับตาเลยแม้แต่เค่อเดียว
อวิ๋นอิ่งจึงลองถามอย่างระมัดระวัง “แม่นาง ข้าให้เฉิงเถียหนิวเตรียมรถม้าไว้แล้ว อีกสักครู่เมื่อกินอาหารเสร็จก็สามารถเข้าเมืองได้ทันที ได้ยินมาว่าเนื่องจากกำลังจะเกิดศึกใหญ่ พ่อค้าในเมืองต่างพากันหนีออกมา ร้านค้าจึงขายถูกมาก ถ้าเราไปหานายหน้าที่มีฝีมือดีสักคนมา หากว่าสำเร็จบางทีอาจจัดการเสร็จภายใน่เช้าเลยก็ได้”
นางพูดด้วยความหวังดี คิดว่าการพูดคุยเื่นี้จะช่วยเบี่ยงเบนความคิดของนายหญิงได้ ใครจะคิดว่าติงเหว่ยกลับเป็กังวลกับเื่นี้ตลอดทั้งคืน ก่อนหน้านี้ตอนที่มีความมุ่งมั่นนางได้คืนตั๋วเงินไป แต่เมื่อนอนลงบนเตียงแล้วคิดถึงเื่ที่จะต้องไปซื้อร้านในวันนี้กลับไม่มีเงินเหลือแล้ว นั่นไม่ใช่ว่าทุกแผนการต้องหยุดชะงักทั้งหมดหรอกหรือ นางแทบจะอยากให้เวลาย้อนกลับไป แล้วรีบเปลี่ยนกลับไปเป็หญิงสาวธรรมดา ทำตัวออดอ้อนและขอเงินมาใช้ให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
แต่ว่า…
นางถอนหายใจยาว ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างใจลอย ทำให้อวิ๋นอิ่งยิ่งรู้สึกสงสัยและงุนงงมากขึ้นไปอีก
เมื่ออาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ พี่รองสกุลติงก็เข้ามา อันเกอเอ๋อร์ก็ถูกเฉิงเหนียงจื่ออุ้มเข้ามาด้วย ครอบครัวได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งอย่างหาได้ยาก พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก
-----------------------------------------
[1] โตว 斗 หมายถึง หน่วยวัดตวงข้าวของจีน 1 โตวมีค่าเท่ากับ 10 จิน (5 กิโลกรัม)
