“เหตุใดไม่เรียกชายารองซูเม่ยมาสอบความ ป้ายแตกส่วนหนึ่งเป็ความผิดของนาง” เขาส่ายศีรษะ
“หากเ้าไม่ขโมยป้ายของข้าไปให้กับฮองเฮา เื่นี้ก็คงไม่เกิด ต้นเหตุมาจากเ้า เหตุใดข้าต้องเรียกผู้อื่นมาสอบความ” เหตุผลของเขาทำให้หญิงสาวชะงักนิ่ง ก่อนจะย่างเท้าเข้ามาแล้วหยิบป้ายประจำกายของอีกฝ่ายกลับไป ท่ามกลางสายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะกายขององค์ชายสวี่เหวิน
ในโรงครัวร้างที่พระชายาเสวี่ยนหนิงอาศัย ร่างของไป๋เจินรีบวิ่งออกไปหาพระชายาด้วยความเป็ห่วง
“องค์ชายสวี่เหวินรับป้ายหรือไม่เพคะ” เสวี่ยนหนิงส่ายศีรษะ
“ไม่รับ” นางตอบ แล้วย่างเท้าเข้าไปด้านในพลางทิ้งตัวลงนั่งยังเตียงนอนพร้อมความคิด ก่อนไป๋เจินจะเดินตามเข้ามาแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวลใจ
“ไม่รับ แล้วองค์ชายสวี่เหวินไม่โกรธเหรอเพคะ”
“องค์ชายให้เวลาข้าสามวัน ประกอบป้ายให้กลับมาเหมือนเดิม หากทำไม่ได้ เขาจะให้ข้ากินยาพิษ” สิ้นเสียงของเสวี่ยนหนิง ไป๋เจินเบิกตากว้างอีกครั้งพลันส่ายศีรษะ
“จะประกอบให้กลับมาเหมือนเดิมได้อย่างไร ของแตกไปแล้ว ไม่มีทางประกอบกลับได้ และโทษที่ได้รับก็ไม่ต่างจากยื่นความตายมาให้อีกครั้ง จะทำเช่นไรดีเพคะ” เสวี่ยนหนิงนิ่งเงียบแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เขา้าให้ข้าตาย” ไป๋เจินรีบเอื้อมไปจับมือพระชายาแล้วเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้น จะทำยังไงดีเพคะ ไปหาฮองเฮาให้ช่วยดีหรือไม่” เสวี่ยนหนิงส่ายศีรษะ
“ยิ่งทำไม่ได้” สาวใช้ส่ายศีรษะ
“แต่ฮองเฮาทรงเมตตาพระชายายิ่งกว่าผู้ใด หากทรงรู้ว่าถูกองค์ชายสวี่เหวินกลั่นแกล้ง พระองค์ต้องช่วยแน่เพคะ”
“ไป๋เจิน ในวังหลวงข้าพึ่งพาผู้ใดไม่ได้ ยิ่งกับฮองเฮาแล้วยิ่งควรอยู่ให้ห่างจากนางมากที่สุด ตอนนี้มีเวลาสามวันที่จะประกอบป้ายกลับคืนมา หากข้าทำไม่ได้ ข้าก็ต้องตาย”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร” ไป๋เจินเอื้อมไปหยิบป้ายขึ้นมาประกบกัน พร้อมสายตาสั่นไหว นางไม่เคยเห็นของชิ้นใดแตกหักแล้วประสานกลับคืนมาเหมือนเดิม ขนาดถ้วยชาม แตกหักแล้วต้องทิ้งไม่สามารถประกอบกลับคืนมาได้
“ที่เขาไท่หลิน มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง นามว่าเถียยี่ ยางของมันเหนียวข้นสามารถยึดติดสิ่งของได้ดี” ไป๋เจินได้ยินดังนั้นจึงเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ยางไม้เหรอเพคะ” เสวี่ยนหนิงพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ พลางทำท่าหนักใจ
“แต่ว่าข้าออกไปจากวังหลวงไม่ได้ แล้วจะไปเอายางเถียยี่ได้ยังไง” ก่อนไป๋เจินจะลุกขึ้น แล้วเดินไปรื้อหาบางอย่างจากกองฟืนเก่า ๆ นางรื้อหาอยู่นานก่อนจะหยิบไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมา
“ใช่ไม้ชนิดนี้หรือไม่เพคะ หม่อมฉันเคยได้ยินแม่ครัวพูดบ่อย ๆ ว่าไม่ชอบใช้ฟืนจากไม้เถียยี่ ดังนั้นในครัวนี้จึงพอมีเศษไม้เถียยี่หลงเหลือให้เห็นอยู่” พระชายาเสวี่ยนหนิงได้ยินดังนั้น จึงละทิ้งความหนักใจทั้งหมด แล้วรีบเดินไปยังไม้ฟืนที่ไป๋เจินค้นมา
ร่างเล็กย่อตัวลงนั่งด้านข้างสาวใช้ แล้วค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบฟืนชิ้นนั้นขึ้นพิจารณาพร้อมดวงตาสั่นไหว เมื่อไม่แน่ใจนัก นางจึงตัดสินใจดมกลิ่น ทว่ากลิ่นเฉพาะตัวของไม้เถียยี่ไม่เหมือนกลิ่นไม้ชนิดอื่น ทำให้เสวี่ยนหนิงมั่นใจแล้วเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
“ใช่แล้วล่ะ เป็ไม้เถียยี่จริง ๆ” ก่อนไป๋เจินจะปล่อยยิ้มด้วยความดีใจ พลันหันไปรื้อหามาเพิ่มอีกสองสามท่อน
“แต่ว่าไม้แห้งมาก จะเอายางจากไม้ได้ยังไงเพคะ ยางไม้ต้องปาดเอาตอนสด ๆ ไม่ใช่เหรอเพคะ” สิ้นเสียงของไป๋เจิน รอยยิ้มหวานของเสวี่ยนหนิงยังคงเผยออกมาอย่างมีความหมาย
“ข้ามีวิธี”
ภายในตำหนักเล็ก ๆ ของชายารองซูเม่ย นางนั่งบีบแขนตัวเองเบา ๆ พลันบ่นพึมพำ
“ปะทะกันก็หลายครั้ง ไม่เคยเห็นครั้งไหนนางแรงเยอะเท่านี้มาก่อน ทำราวกับเคยเรียนวิชาป้องกันตัวมาแล้วยังงั้นแหละ” ก่อนเพ่ยเหลียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ จะเดินเข้ามาพร้อมขวดยาสีขาว
“ได้ยาแล้วเพคะ”
“ได้แล้วก็รีบมาทาให้ข้าสิ!” ชายารองซูเม่ยตะคอกเสียงดังจนทำให้เพ่ยเหลียนหดตัวด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้าวเท้าเข้ามาทายาให้อีกฝ่ายในทันที
“ข้าอยากรู้นัก ว่าหากองค์ชายสวี่เหวินเห็นป้ายประจำตัวแตกหักเช่นนั้น จะลงโทษพระชายาเสวี่ยนหนิงอย่างไร?” มุมปากของชายารองซูเม่ยยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความสะใจ พร้อมสายตาสั่นไหวของเพ่ยเหลียนที่กำลังหวาดหวั่น ตั้งใจบรรจงทายาให้อีกฝ่ายด้วยความระวัง
ภายในโรงครัวร้าง ไป๋เจินก่อไฟขึ้นตามคำสั่งของพระชายาเสวี่ยนหนิง พร้อมหญิงสาวหยิบเอาไม้เถียยี่ขึ้นมอง
“พระชายาเพคะ ไม้เถียยี่อยู่ในโรงครัวนี้นานหลายปีแล้ว ทั้งเก่าทั้งแห้ง เราจะเอายางจากไม้ได้ยังไงเพคะ”
“เชื่อข้าเถอะว่ายังใช้ได้ดีอยู่ เผาไม้สักหน่อย เดี๋ยวความร้อนจะค่อย ๆ ดันยางออกมา เ้ารีบหาถ้วยมาให้ข้า” ว่าแล้วไป๋เจินก็เบี่ยงตัวไปหยิบถ้วย พร้อมทอดสายตามองไปยังท่อนไม้เถียยี่ ที่เสวี่ยนหนิงกำลังนั่งเผาอยู่ ไม่นานนักท่อนไม้ที่กำลังไหม้อยู่ ก็ดันฟองออกมา
“นั่นใช่ยางไม้หรือไม่เพคะ” ไป๋เจินเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
“ใช่แล้วล่ะ” เสวี่ยนหนิงนำถ้วยไปรอง ก่อนยางไม้ค่อย ๆ หยดลงถ้วยทีละหยดช้า ๆ ไม่นานนัก ก็ได้ยางไม้จำนวนหนึ่ง เสวี่ยนหนิงรีบหาพู่กันมา ป้ายยางที่เหนียวหนืดแล้วบรรจงประกอบป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวิน ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของไป๋เจินจับจ้องมองตรงไปตาไม่กะพริบ
หลังจากนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน แล้วจับไว้อย่างแแ่ รอจนกว่ายางไม้แห้ง ปรากฏว่าแผ่นป้ายติดแนบสนิทแทบมองไม่ออกว่ามันเคยแตกหักมาก่อนหน้า รอยยิ้มของเสวี่ยนหนิงเผยออกมา พร้อมหันมองไปยังไป๋เจินด้วยความดีใจ
“สำเร็จจริง ๆ แล้วล่ะ”
“พระชายาทำได้ยังไงกัน เก่งที่สุดเลยเพคะ” ไป๋เจินปรบมือดีใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าเพียงแค่ฟืนไม้ไร้ค่า จะสามารถช่วยชีวิตพระชายาเสวี่ยนหนิงให้รอดพ้นความตาย นางรีบหันไปดับไฟ แล้วเดินเข้ามาหาผู้เป็นาย
“เช่นนั้น เรารีบเอาป้ายประจำตัวไปคืนให้กับองค์ชายสวี่เหวินตอนนี้ดีไหมเพคะ” เสวี่ยนหนิงค่อย ๆ หุบยิ้มแล้วขบคิดเงียบ ๆ
ตอนนี้องค์ชายสวี่เหวินไม่ได้หลงใหลในตัวนาง ทว่าเขาหาทุกโอกาสเพื่อกำจัดนาง เคยคิดว่ารู้จักตัวตนของเขาดีกว่าผู้ใด ตอนนี้กลับกลายเป็ว่า นางไม่เคยรู้จักตัวตนแท้จริงของเขาเลยสักนิด ยิ่งไม่อาจคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ เช่นนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการหนีออกไปจากวังหลวงให้เร็วที่สุด
“พรุ่งนี้ข้าจะนำป้ายไปคืนเขาเอง ส่วนเ้าไป๋เจิน” นางหันใบหน้างดงามมายังสาวใช้ แล้วเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เพคะ”
“เ้าช่วยหาวิธี พาข้าหนีออกไปจากวังหลวงได้หรือไม่”
“แต่ว่า...การหนีออกไปไม่ใช่เื่ง่ายนะเพคะ”
“หากข้ารอต่อไป หรือแม้แต่จะช่วยให้องค์ชายสวี่เหวินขึ้นเป็รัชทายาทได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะไม่ฆ่าข้า คนเช่นเขากลับคำพูดได้เสมอ” เมื่อไป๋เจินได้ยินดังนั้นจึงเอื้อมมากุมมืออีกฝ่ายแน่น แล้วส่งยิ้มให้บางเบา
“เช่นนั้น ขอเวลาหม่อมฉันหาลู่ทางการหนี เชื่อว่าไม่นานเราสองคนจะหนีออกไปจากที่นี่ได้” เสวี่ยนหนิงพยักหน้ายิ้มรับอย่างมีความหวัง ก่อนนางจะก้มมองป้ายประจำตัวของเขาพร้อมความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว
