่เวลาแห่งความสุขล่วงเลยผ่านไปไวจนกระทั่งถึงยามเช้าสดใสที่มีเสียงนกร้องจอแจ ไป๋เฉินตื่นขึ้นมาบนเตียงสีขาวในผ้าห่มผืนบาง ข้างกายคือร่างที่เปลือยเปล่าของฉางเอ๋อร์ที่หอบหายใจเบาๆ
ไป๋เฉินพยายามลุกขึ้นพรวดในท่านั่ง แต่จู่ๆเขากลับรู้สึกหน้ามืดและอดไม่ได้ที่ลูบขมับ "ดูเหมือน...เมื่อคืนข้าจะดื่มมากไป"
เขาจดจำเหตุการณ์ราวกับหมาปิวหิวโหยและกลืนกินฉางเอ๋อร์อย่างบ้าคลั่งได้เพียงเลือนราง หลังจากนั้นด้วยฤทธิ์ของสุราที่ดื่มกับไป๋ซวนเขาก็ไม่สามารถจดจำอะไรได้อีกเลย
และเขาก็จดจำไม่ได้เลยว่าเขาได้กระทำชำเราฉางเอ๋อร์เป็เวลานานกว่า 3 ชั่วยามจนหมดสภาพอย่างที่เห็น...
ไป๋เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะลุกขึ้นโดยที่ทั้งร่างของเขาเปลือยเปล่าก่อนจะเดินไปหยิบน้ำดื่มที่วางไว้เพื่อทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป
เขาค้นหาเสื้อผ้าก่อนจะคลุมบางๆหมายจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนจะออกเดินทาง
ต้องเข้าใจว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้คือที่พำนักที่อยู่ในการของหวงเทียนลู่ ที่ซึ่งชั้นบนจะมีก็แค่เพียงสมาชิกของตระกูลฉางที่ยังอยู่รอดปลอดภัยและชิงเอ๋อร์เองก็สามารถพักผ่อนที่ห้องไหนก็ได้ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
เมื่อััได้ถึงการเคลื่อนไหวของไป๋เฉินที่ลุกจากเตียงและออกจากห้องไป เปลือกตาของฉางเอ๋อร์ก็กระตุกเบาๆ แต่นางกลับไม่สามารถขยับร่างกายได้ด้วยความอ่อนล้า นางทำได้เพียงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ทำอะไรไม่ถูก "ช่างเป็สัตว์ร้าย...เขาเกือบทำให้ข้าตายคาเตียงไปแล้ว"
ด้วยความอ่อนเพลียฉางเอ๋อร์ก็เผลอผล็อยหลับไปอีกครั้ง
.
.
.
ไป๋เฉินสวมหน้ากากของชายวัยกลางคนเดินลงมาจากชั้นที่สองอย่างเหม่อลอยราวกับกำลังตามหาอะไรสักอย่าง
สุดระยะสายตาเขาเห็นร่างในอาภรณ์ยาวสีขาวของชิงเอ๋อร์ที่กำลังนั่งดื่มชา แต่สิ่งที่แปลกประหลาดออกไปคือใบหน้าของนางซูบผอมราวกับว่าคนอดหลับอดนอน
"จิ้งจอกขาว" เสียงเรียกอย่างกะทันหันของไป๋เฉินทำให้ชิงเอ๋อร์ที่กำลังเหม่อลอยก็สะดุ้งตัวโยน นางรีบหันซ้ายหันขวาและพบเจอเข้ากับไป๋เฉินในรูปลักษณ์ชายวัยกลางคนกำลังเดินตรงมาหานางด้วยรอยยิ้มเป็มิตร
จู่ๆฉากที่นางแอบมองทั้งสองเมื่อคืนนี้ก็ผุดขึ้นมา ใบหน้าของชิงเอ๋อร์รู้สึกร้อนผ่าวอย่างกะทันหันและมีรอยแดงขวยเขินบนแก้มที่บอบบาง
"จิ้งจอกขาว เ้าเหม่ออะไรอยู่?" ไป๋เฉินมาหยุดลงตรงหน้าชิงเอ๋อร์และจ้องมองด้วยสีหน้าแปลกใจ
ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเพื่อลบเลือนภาพจำเมื่อคืนก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเฉยเมย "มีอะไรงั้นรึ?"
ไป๋เฉินเกาศีรษะอย่างสับสนเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง
[นางผีเข้าหรืออย่างไร? เมื่อคืนก็ยังดีๆอยู่แท้ๆ]
ไป๋เฉินตัดความสงสัยด้วยการส่ายหน้าและกล่าวถามออกไป "โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสถานที่สำหรับอาบน้ำหรือไม่?"
"อาบน้ำ?" สีหน้าของชิงเอ๋อร์แลดูกระวนกระวายใจราวกับนางกำลังจินตนาการภาพบางอย่างอยู่ในหัว
"เฮ้! เ้าหูหนวกหรืออย่างไร!?" เมื่อเห็นนางเงียบไปสักพักใหญ่ ไป๋เฉินตะคอกปลุกให้ชิงเอ๋อร์หลุดออกจากจินตนาการในทางไม่ดีโดยพลัน
ชิงเอ๋อร์ตบแก้มตัวเองเพื่อปลุกสติ พร้อมกับลุกขึ้นและเดินนำไป๋เฉินไปยังทิศทางหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง "ตามข้ามา"
ทั้งสองเงียบใส่กันและกันไปตลอดทั้งเส้นทาง ไป๋เฉินก็ไม่ได้เอะใจและเดินตามไปแต่โดยดี
ฝีเท้าของชิงเอ๋อร์หยุดชะงักอยู่ลงตรงประตูไม้ก่อนจะเขยิบไปด้านข้างเล็กน้อย แต่ใบหน้าของนางที่แสดงออกมากลับมีสีแดงจางราวกับแอปเปิ้ลลามไปจนถึงใบหู "ที่นี่ เ้าเข้าไปเถิด ไม่มีใครสามารถเข้าออกโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า"
เมื่อเห็นความอับอายบนใบหน้าของชิงเอ๋อร์ ไป๋เฉินที่กำลังเดินไปด้านหน้าก็ชำเลืองด้วยหางตาและกล่าวอย่างหยอกล้อ "เ้าเองก็ยังไม่ได้อาบน้ำไม่ใช่รึ? ไฉนไม่มาอาบด้วยกันเลยเล่า?"
"เอ่อ...ก็ได้" ชิงเอ๋อร์พึมพำตอบกลับทันควันด้วยสีหน้าแววตาเหม่อลอย
เมื่อได้ยินคำตอบยอกย้อนในลักษณะแปลกๆ ไป๋เฉินก็แทบจะลื่นล้มหัวฟาดพื้น
[ห๊ะ!?]
[นางพูดบ้าอะไร!?]
เมื่อตระหนักได้ว่านางเอ่ยคำที่ไม่เหมาะสมออกไป ใบหน้าที่บอบบางก็ยิ่งร้อนผ่าวจนสีแดงลามไปยังต้นคอเรียวยาวดุจหงส์
[ข้าพูดอะไรออกไป]
[บ้าที่สุด]
มุมปากของไป๋เฉินกระตุกอย่างหนักก่อนจะตระหนักได้และชี้ตรงไปยังนางด้วยสีหน้าแววตาสงสัย "เป็ไปได้ไหมว่าเมื่อคืน?"
"ลามก!"
เมื่อได้ยินดังนั้นชิงเอ๋อร์ก็รีบวิ่งหนีไปด้วยความอับอาย ไป๋เฉินยืนงงเป็ไก่ไม้ก็เกาศีรษะด้วยรอยยิ้มแหยๆ
ก่อนจะเดินไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายอย่างสบายใจเฉิบ
. . .
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลังจากไป๋เฉินอาบน้ำจนเสร็จสรรพเขาก็กลับขึ้นไปยังห้องนอนของฉางเอ๋อร์ที่มีชิงเอ๋อร์กำลังพูดคุยและหัวเราะกันคิกคัก
เมื่อเห็นไป๋เฉินเดินเข้ามา สีหน้าที่กำลังสดใสของชิงเอ๋อร์ก็กลับตื่นใ นางก้มหน้าลงราวกับไม่กล้าสบตากับเขา
ฉางเอ๋อร์ที่สวมอาภรณ์จนเรียบร้อยพยายามลุกขึ้นและเข้าโผกอดไป๋เฉิน แต่ทว่าเมื่อนางเหยียบพื้นได้เพียงสามก้าว ขาทั้งสองกลับอ่อนระโหยโรยแรงจนสะดุดล้ม
โชคยังดีที่ไป๋เฉินพุ่งทะยานเข้ามารับร่างเพรียวบางของนางไว้ได้ทันการณ์ "เ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งลุกขึ้น"
ฉางเอ๋อร์ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างอ่อนหวานด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนที่ไป๋เฉินจะพยุงนางให้นั่งบนเตียงตามเดิม
"สามี เ้ากำลังจะออกเดินทางใช่หรือไม่?" สีหน้าของฉางเอ๋อร์แลดูเศร้าโศกที่ต้องเอ่ยคำถามนี้
มือที่บอบบางของไป๋เฉินค่อยๆยื่นไปลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างนุ่มนวล "ถูกต้อง แต่ไม่ต้องกังวลข้าสัญญาว่าอย่างน้อยหนึ่งปีข้าจะกลับมา"
"หนึ่งปี..." ฉางเอ๋อร์ที่ได้ยินก็ยิ่งก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ระยะเวลาหนึ่งปีไม่ได้สั้นอย่างที่คิดไว้ สำหรับนางที่แทบจะ้าเกาะติดกับไป๋เฉิน เพียงแค่สามวันนางก็คะนึงหาไป๋เฉินใจจะขาดแล้ว
ไป๋เฉินเองก็ไม่สามารถพูดอะไรต่อได้ ในการสันนิษฐานของเขาบางทีอาจจะไม่ถึงหนึ่งปี แต่หากเขาเอ่ยระยะเวลาที่สั้นจนเกินไปนางอาจจะรู้สึกเป็กังวลในยามที่เขากลับไม่ตรงเวลาที่กำหนด และอาจจะทำให้นางต้องออกเดินทางเพื่อออกตามหาตัวของเขาเองก็เป็ได้
ขณะนี้ฉางเอ๋อร์ถือได้ว่าเป็คนสำคัญของเขาไปแล้ว และความ้าของเขาไม่มีอะไรมากมายนอกเสียจากอยากให้คนสำคัญปลอดภัยและไม่ต้องมาพบเจอกับภยันตรายที่เขากำลังเผชิญอยู่
ในชีวิตที่แล้วเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ใด แต่ในเมื่อบัดนี้เขามีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เขาก็อยากจะรักษาสิ่งนั้นไว้ไม่ให้จากตนไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ในสายตาของคนนอกเขาอาจจะเป็คนโเี้และไร้หัวใจ แต่หากเป็คนที่เขาห่วงใย เขาจะพยายามรักษาและทะนุทะนอมสิ่งสำคัญไว้ให้ดีที่สุด
"โอ้? รอสักครู่" ไป๋เฉินฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะล้วงลูกบอลยางสี่ลูกออกมาก่อนจะอธิบายและแนะนำวิธีการใช้งานโดยละเอียด "นี่คือสิ่งประดิษฐ์ที่ข้าทำขึ้นมาเอง ข้าจะมอบให้เ้าและชิงเอ๋อร์คนละสองลูก ส่วนวิธีใช้และความสามารถของมัน..."
ฉางเอ๋อร์และชิงเอ๋อร์ที่ได้ฟังจนจบทั้งสองพลันมองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียงและสามารถเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของกันและกันได้อย่างเด่นชัด
พวกนางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะรับสิ่งของที่อันตรายเช่นนี้ไว้กับตัว ซึ่งแตกต่างจากไป๋ซวนที่มีความตื่นเต้นกับะเิมือราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่
แต่สีหน้าของฉางเอ๋อร์ปรากฏให้เห็นความลังเลใจก่อนจะกล่าวถาม "สะ-สามี เหตุใดเ้าไม่เอาทั้งหมดติดตัวไปด้วยเล่า? ในเมื่อสิ่งประดิษฐ์มีความน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ หากเป็เ้าก็น่าจะได้ใช้ประโยชน์มากกว่าอยู่กับข้า"
แต่ไป๋เฉินส่ายหน้าก่อนจะให้เหตุผลว่า "ของพวกนี้ข้าสามารถสร้างใหม่ขึ้นมากี่ครั้งก็ได้ แต่ข้ายังคงกังวลเื่ของเ้าอยู่เล็กน้อย"
หลังจากเงียบไปไป๋เฉินก็กล่าวต่อ "แม้นว่าข้าจะสันนิษฐานความน่าจะเป็ไว้แล้ว แต่ข้ายังไม่รู้ว่าตระกูลหวงจะตัดสินใจทำอะไรกับเ้าในขั้นตอนต่อไป เพราะฉะนั้นหากตระกูลหวง้ากลับมาใช้พวกเ้าเป็หมาก ก็จงขว้างะเิไปในวงล้อมของสามพี่น้องตระกูลหวงโดยทันที... ข้าสามารถรับประกันได้ว่าหากพวกมัน้าใช้เ้าเป็เบี้ยอีกครั้ง ตระกูลหวงก็จะถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง"
ฉางเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้ฟังเหตุผล นางผงกศีรษะด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ฉางเอ๋อร์พยายามลุกขึ้นและจัดระเบียบเสื้อผ้าให้แก่ไป๋เฉินราวกับเป็ศรีภรรยาที่ดี "สามี ระวังตัวด้วย ข้ารู้ว่าเ้าต้องพบเจอกับอันตรายอีกมากมาย แต่ไม่ว่าอย่างไรขอแค่เ้ากลับมาแบบมีชีวิตให้ได้ก็เพียงพอ"
ไป๋เฉินพยักหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ในตอนแรกฉางเอ๋อร์เป็เพียงแค่เบี้ยที่เขาหมายจะใช้งานแล้วทิ้งเท่านั้น แต่เมื่อมองเข้าไปในรูม่านตาและแววตาของนาง เขาสามารถบอกได้ว่าอารมณ์ที่แสดงออกมาจากฉางเอ๋อร์นั้นเป็ของจริง มันเป็ความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีแม้แต่การหลอกลวง
