เล่มที่ 4 บทที่ 120 เคราะห์อัสนี
สามเดือนผ่านไป ในคืนวันหนึ่ง…
ที่แห่งหนึ่งบนหน้าผาหุบเขาเสินมู่ อยู่ดีๆก็มีลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งขึ้นมา มันทั้งสว่างเจิดจ้าและร้อนแรงในเวลาเดียวกันราวกับแสงอาทิตย์สาดส่องสรรพสิ่งให้สว่างไปนับพันลี้ดุจเวลากลางวัน เหล่าสรรพสิ่งในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็ภูตผีปีศาจหรืออสุรกายต่างพากันหลบซ่อนตัวเองด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่ออกมาดูลำแสงนี้เพียงเศษเสี้ยวก็ตาม…
เป็เวลานานกว่าลำแสงกระบี่นี้จะสลายไป ก่อนจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้งบนฝ่ามือของผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่ง…
“สมกับเป็แสงตะวันแรกแย้มบุกเบิกฟ้าดิน…” หลินเฟยเก็บปราณกระบี่เข้าร่างเช่นเดิม หลังจากที่เขารักษาตัวเป็เวลาเกือบสี่เดือน บัดนี้อาการาเ็ที่เกิดจากหุบเขากระบี่ได้หายเป็ปลิดทิ้งแล้ว แววตาของเขาเต็มไปด้วยประกายเจิดจรัส ทุกการเคลื่อนไหวดูมั่นคง แม้แต่ตอนโคจรพลังปราณก็ไม่มีพลังรั่วไหลแม้แต่น้อย ทุกอย่างบ่งบอกว่าเขาสามารถบรรลุเข้าสู่ขั้นมิ่งหุนได้แล้ว...
สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญนั้น การที่ผู้ใดสามารถบรรลุขั้นมิ่งหุนได้ นั่นก็แปลว่ารากฐานบำเพ็ญของผู้นั้นมั่นคงแล้วนั่นเอง สามจิตเจ็ดิญญาหลอมรวมกันอย่างแ่า ฟันแทงไม่เข้า ไม่เกรงกลัวน้ำไฟ เพียงแค่พริบตาเดียวก็สามารถถอดจิตออกไปได้ไกลนับพันลี้ เรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่หนทางการบำเพ็ญอย่างแท้จริง
แต่ว่า…
เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็เห็นดวงจันทร์ที่ลอยเด่นท่ามกลางดวงดาวมากมายที่เรียงรายเป็สาย ช่างงดงามเจิดจรัสเสียเหลือเกิน…
หลังจากได้ปราณกระบี่ซีรื่อขั้นเซียนเทียนมาหลวมรวมเป็รากฐานแล้ว จึงได้บรรลุเข้าขั้นมิ่งหุนเต็มตัว ท่ามกลางแสงดาวทั่วท้องฟ้า ก็มีสายอัสนีหนึ่งปรากฏขึ้นเลือนราง
หลินเฟยรู้ดีว่าเคราะห์ด่านแรกหลังจากบรรลุมิ่งหุนกำลังมาถึงแล้ว
สำหรับการบำเพ็ญนั้น ถือเป็วิถีที่สวนกระแสฟ้าดิน
ดังนั้นการสวนกระแสฟ้าดินจึงทำให้เกิดเคราะห์ที่จะต้องฝ่าไปให้ได้
การมาถึงขั้นมิ่งหุนนั้นก็เหมือนกับการสลายกายเนืุ้์ไปแล้ว จึงไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมที่จะต้องฝ่าอัสนีสายนี้ออกไป
ในตอนนี้สายอัสนีปรากฏขึ้นท่ามกลางเหล่าแสงดาวสุกสกาวบนท้องฟ้า ชั่วขณะที่หลินเฟยเงยหน้ามองฟ้าอยู่นั้น สายอัสนีหนาหลายจ้างก็ฟาดตรงลงมาที่หลินเฟยอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าดังกัมปนาท แม้จะห่างออกไปเป็หมื่นลี้ ก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอัสนีสายนี้รุนแรงเพียงใด…
“มาแล้วสินะ!”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายอัสนีที่พร้อมจะทำลายแทบทุกสิ่งให้พินาศลงได้ แต่หลินเฟยกลับตัดสินใจสลายปราณกระบี่ทั้งสี่เก็บเข้าไป ก่อนจะชักกระบี่หงส์คำรนออกมา นอกจากเขาจะไม่หนีแล้ว กลับทะยานตัวพุ่งเข้าใส่สายอัสนี้นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ชั่วขณะที่ดีดตัวออกไปก็เกิดเป็เงาคนสายหนึ่งพุ่งออกจากหน้าผาต้านรับพลังรุนแรงจากสายอัสนีซึ่งๆหน้า ภาพที่เห็นนั้นไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟแม้แต่น้อย…
“ถือโอกาสใช้เคราะห์อัสนีนี้หลอมอาวุธคู่กายไปด้วยเลยแล้วกัน!”
ขณะที่หลินเฟยกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ กระบี่หงส์คำรนก็ถูกชักออกจากฝัก ทันใดนั้นก็มีเสียงนกเฟิ่งหวงกรีดร้องระงมขึ้นราวกับนกเฟิ่งหวงไฟจุติ จากนั้นก็เกิดเปลวไฟร้อนแรงพวยพุ่งออกมา หลินเฟยจึงสะบั้นลำแสงกระบี่สายหนึ่งเข้าใส่สายอัสนีทันที…
พริบตาต่อมาสายอัสนีหนานับสิบจ้างก็ถูกสะบั้นจนขาดเป็สองท่อน!
หลังจากถูกอัสนีสายแรกชำระ ก็ทำให้กระบี่หงส์คำรนที่เดิมมีจิติญญากระบี่อยู่แล้ว ยิ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม หลังจากสะบั้นสายอัสนีแรกสำเร็จ นกเฟิ่งหวงไฟก็ปรากฏกายออกมา ขณะกำลังเตรียมรับมือกับเคราะห์อัสนีสายที่สอง นกเฟิ่งหวงก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงกรีดร้องของมันยังแฝงไปด้วยความฮึกเหิม อีกทั้งยังลอยออกจากมือหลินเฟยไปเองอีกด้วย ราวกับว่ามันเองก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ต้องรีบ ยังมีอีกแปดสาย…” หลินเฟยตบตัวกระบี่เบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้ใจเย็นลง ขณะเดียวกันก็โคจรพลังเหาะกระบี่เต็มพิกัด เพื่อพุ่งทะยานขึ้นต้านรับสายอัสนีที่สอง
ผ่านไปหนึ่งสาย สองสาย สามสาย สี่สาย…
เพียงชั่วพริบตาเดียว หลินเฟยก็ต้านรับเคราะห์อัสนีได้ถึงหกสายแล้ว
เพราะหลินเฟยได้ฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนมา จึงทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งั้แ่อยู่ขั้นย่างหยวนแล้ว สังหารอสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงมาแล้วก็ไม่น้อย แถมยังผ่านการประมือกับอสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่ทะเลสาบมาแล้วอีกด้วย เรียกได้ว่าทั่วทั้งปฐีตอนนี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนคนใดที่มีพลังแข็งแกร่งเช่นหลินเฟยคนนี้อีกแล้ว
และยิ่งตอนนี้ที่บรรลุขั้นมิ่งหุนได้แล้วอีก พลังของเขาจึงปะทุขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า
แถมยังมีพลังปราณกระบี่ที่เกิดจากแร่ขั้นเซียนเทียนสองสายเป็รากฐาน คอยส่งเสริมพลังปราณอย่างไร้ขีดจำกัด แม้จะเข้าต้านอัสนีหกสายติดๆกัน ก็ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ กระบี่หงส์รนก็มีเปลวไฟลุกโชนไปทั่ว ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันแข็งแกร่ง พร้อมจะสะบั้นทำลายเคราะห์อัสนีให้หมดสิ้นได้ทุกเมื่อ!
ขณะเดียวกันที่ภายในสำนักเชียนซานที่อยู่ไม่ไกลจากหุบเขาเสินมู่…
“เคราะห์อัสนีขั้นมิ่งหุนหรือ?” ขณะนี้หวังจิ่งซึ่งเป็ศิษย์สายตรงที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเชียนซานเพิ่งเสร็จการฝึกฝนยามเย็น หลังจากที่เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
“สงสัยสำนักเชียนซานคงจะมีศิษย์น้องบรรลุขั้นมิ่งหุนเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็ศิษย์น้องฟางหรือศิษย์น้องจ้าวกันนะ…”
ไม่นานก็เห็นลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานสะบั้นใส่สายฟ้าที่ฟาดลงมา หวังจิ่งเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มกว้างกว่าเดิม
“จะต้องเป็ศิษย์น้องฟางแน่ๆ ศิษย์น้องฟางถือเป็อัจฉริยะแห่งสำนักเชียนซานที่ร้อยปีจะเจอสักหนึ่งคนเท่านั้น ดูท่าคงได้กระบี่คู่กายแล้วด้วยสินะ…”
หนึ่งสาย สองสาย สามสาย…
ทุกครั้งที่มีการต้านรับปรากฏขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังจิ่งก็กว้างขึ้นไปด้วย
ทว่า…
ขณะที่อัสนีสายที่ห้าและหกกำลังฟาดลงมา ชั่วขณะที่ลำแสงกระบี่สลายไป รอยยิ้มบนใบหน้าหวังจิ่งก็แข็งค้างไปเสียดื้อๆ หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ หวังจิ่งก็ดีดตัวยืนขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ศิษย์น้องฟาง!”
ในฐานะที่เป็ศิษย์สายตรงลำดับหนึ่ง เขาจึงรู้เื่ของศิษย์น้องทุกคนเป็อย่างดี
แม้ศิษย์น้องฟางจะเป็อัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคน หากบรรลุเข้าขั้นมิ่งหุนแล้ว ย่อมสามารถสะบั้นเคราะห์อัสนีจนแตกสลายไปได้ก็จริง
แต่ว่า…
ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้ไม่เพียงแต่ปรากฏสายอัสนีที่ถูกสะบั้นไปเท่านั้น
แต่สิ่งที่เห็นก็คือ “คนคนนี้ใช้กระบี่สะบั้นได้ถึงหกครั้งติดกัน!”
หรือว่าจะเป็ศิษย์สำนักกระบี่หลีซาน?
หวังจิ่งพินิจอยู่นาน ผู้บำเพ็ญที่โดดเด่นด้านเคล็ดวิชากระบี่ทั่วทั้งพิภพซ่างจง เห็นจะมีแค่สำนักกระบี่หลีซานเท่านั้น และทั่วทั้งสำนักก็คงมีแค่สองถึงสามคนเท่านั้น ที่พอจะต้านรับเคราะห์อัสนีหกสายได้ติดๆกันเช่นนี้
หวังจิ่งคิดได้ดังนี้ก็แค่นหัวเราะเ็าออกมา
“สำนักกระบี่หลีซานจะแกล้งกันแรงเกินไปแล้ว แค่ฝ่าเคราะห์อัสนีขั้นมิ่งหุนได้ ถึงกับต้องแจ้นมายังเขตแดนสำนักเชียนซานเชียวหรือ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็ใคร ศิษย์สายตรงของพวกเ้าก็มีแค่สิบสามคน ส่วนคนที่บรรลุขั้นมิ่งหุนก็มีแค่สามคนเท่านั้น ครั้งหน้าหากได้เจอกัน คงจะต้องถามหน่อยแล้วว่าที่ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่…”
สำนักกระบี่หลีซานนั้นอยู่อันดับสามของสิบสำนักใหญ่แห่งเป่ยจิ้ง สำนักแห่งนี้มีศิษย์อัจฉริยะอยู่มากมาย ได้ชื่อว่าเป็สำนักผู้บำเพ็ญกระบี่อันดับหนึ่งในเป่ยจิ้งก็ว่าได้ แถมยังอยู่เหนือสำนักเวิ่นเจี้ยนใน่หมื่นปีหลังมานี้อีกด้วย
สำหรับสำนักเชียนซานนั้นนับว่าถดถอยมานานแล้ว ต่อให้เป็อัจฉริยะอย่างหวังจิ่งซึ่งเป็ศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งก็ตาม ก็ทำได้แค่สงสัยว่าพวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร...
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
