“ท่านผู้อำนวยการหลิวคะ มาทางนี้หน่อยค่ะ” เย่ฟางะโเรียกเสียงดังไปยังด้านหลังกลุ่มคนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์
เสียงซุบซิบเงียบสงัดลงในทันที ทุกสายตาหันไปจับจ้อง พร้อมกับเปิดทางให้ผู้อำนวยการหลิวเดินแหวกกลุ่มคนเข้ามา
หลิวเสวียหลี่กัดฟันกรอด เดินเข้ามาอย่างไม่เต็มใจนัก เขาได้ยินเสียงแว้ดๆ ของภรรยาจ้าวซื่อกังปะปนกับเสียงเด็กร้องไห้มาแต่ไกล ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็เื่วุ่นวายของบ้านจ้าวอีกครั้ง เขามิได้อยากเข้าไปยุ่งเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อญาติผู้น้องเรียกหาเช่นนี้ จะให้เมินเฉยก็กระไรอยู่ จึงจำต้องเดินเข้ามา
“เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะจ้ะ” เย่ฟางหันไปบอกฮวาเจา
“ค่ะ” ฮวาเจาพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ยังถูก 'สั่ง' ให้มาโดยป้าของเธอ ฮวาเจาก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกต่อไป เธอรับถ้วยกระเบื้องจากมือของเย่ฟาง แล้วเดินกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้าน เธอก็เริ่มเตรียมอาหารทันที ฝีมือการทำอาหารของเย่ฟางนั้นอยู่ในระดับธรรมดามาก จนตัวเย่ฟางเองก็ยอมรับว่า เมื่อได้ลิ้มรสอาหารที่ฮวาเจาปรุงแล้ว กลับไปกินฝีมือตัวเองก็รู้สึกกลืนไม่ลง
ไม่นาน กลิ่นหอมยั่วยวนจากในครัวก็โชยออกมา เสียงการเทศนาอบรมสั่งสอนที่ดังลั่นอยู่ชั้นล่างก็พลันเงียบกริบลง
“พอได้แล้ว! อย่าทำตัวน่าอับอายไปมากกว่านี้อีกเลย!” หลิวเสวียหลี่ดุภรรยาของบ้านจ้าวเสียงดุ “ลูกตัวเองเป็ยังไง ตัวเองก็รู้ดีแก่ใจนี่ ที่พวกเขาทำตัวเช่นนี้เป็เพราะเธอสอนหรือเปล่า? มีแม่คนไหนที่ทำตัวแบบเธอ? ลองถามตัวเองดูสิว่าลูกๆ ของเธอเคยกินข้าวที่เธอทำเองกี่มื้อกัน แม้แต่มื้อส่งท้ายปีเก่า ก็ยังต้องไปกินบ้านคนอื่น”
“วันนี้ถ้าเธอไม่ยอมให้พวกเขากินข้าว แก่ตัวไปพวกเขาก็จะไม่ยอมให้เธอกินข้าวเหมือนกันนั่นแหละ เธอจะรอให้พวกเขาไล่เธอไปกินข้าววัดรึไง”
“พวกเขากล้า...” หญิงนางนั้นก้มหน้าลงพลางเชิดคอเถียงเสียงแข็ง
“ทำไมพวกเขาจะไม่กล้า? ก็เป็เพราะเธอสอนมาไม่ใช่หรือไร? ประหยัดเสบียงให้บ้านตัวเองน่ะเป็เื่ดีที่ไหนกัน”
หญิงนางนั้นเงียบกริบไปในที่สุด
“พอได้แล้ว เลิกมุงกันเสียทีเถอะทุกคน กลับไปทำอาหารกินกันได้แล้ว” หลิวเสวียหลี่บอกกับกลุ่มคนที่มุงดูอยู่
ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
ภรรยาของบ้านจ้าวก็เดินกลับเข้าบ้านไปเช่นกัน แต่เด็กๆ ไม่ได้ตามเข้าไป กลับวิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าไปกินข้าวบ้านใครอีก คงจะเป็นิสัยที่แก้ไม่หายเสียแล้วกระมัง
แต่ก่อนจะจากไป พวกเขาก็เงยหน้ามองหน้าต่างชั้นสอง จ้องมองอาหารตาที่อยู่เบื้องบน กลืนน้ำลายแล้วจึงจากไป
หลิวเสวียหลี่เดินตามหลังเย่ฟางขึ้นไปบนชั้นสอง
“เสี่ยวฮวา ทำอาหารเพิ่มอีกสองอย่างนะ วันนี้ท่านอาหลิวจะทานข้าวที่บ้านเรา” เย่ฟางบอก
“ค่ะ!” ฮวาเจาโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว แล้วส่งยิ้มให้หลิวเสวียหลี่
“นี่คือเสี่ยวฮวา ภรรยาของเย่เซินอย่างนั้นหรือ?” หลิวเสวียหลี่มองฮวาเจาอย่างละเอียดถี่ถ้วน “สาวน้อยสวยจริงเชียว ว่าแล้วเชียวว่าทำไมเย่เซินถึงได้แต่งงานอย่างปุบปับ!”
ฮวาเจาเห็นว่าเขาพูดจาตามสบายจนเกินไป จึงเหลือบมองไปทางเย่ฟาง
เย่ฟางหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “นี่พี่ชายของฉันเองจ้ะ เป็ลุงของเธอ”
ฮวาเจาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างเป็ทางการ “สวัสดีค่ะลุง”
“เอ้อๆ ดีๆ” หลิวเสวียหลี่รีบควานกระเป๋าเสื้อ “ลุงเพิ่งกลับมาจากการประชุม เลยยังไม่ได้แวะมาหา...เอ้อ พวกเธอรอเดี๋ยว อาจะกลับบ้านไปสักครู่”
เย่ฟางหัวเราะเบาๆ มิได้ห้ามปราม
หลิวเสวียหลี่กลับบ้านไปหาของขวัญ แต่ก็พลิกควานหาไปมา ทว่าในบ้านก็ไม่มีสิ่งใดที่เหมาะสมกับเด็กสาว มีแต่เหล้ากับบุหรี่ ซึ่งจะให้เด็กสาวก็ดูไม่เหมาะ สุดท้ายเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่หิ้วเหล้าเหมาไถสองขวดกลับมาให้ 'ไม่กินเองคนอื่นก็กินได้'
ส่วนของขวัญที่เหมาะสมนั้น เขาค่อยแอบให้เงินเย่ฟางไปซื้อของที่เด็กสาวชื่นชอบอีกครั้ง
“พี่นี่สุดยอดจริงๆ เลย ดื่มเหล้าจนเมาแล้วกระมัง?” เย่ฟางเห็นว่าเขายังคงหิ้วเหล้ามาให้ ก็อดที่จะแขวะเขาไม่ได้
“ก็เมานิดหน่อย เมานิดหน่อย” หลิวเสวียหลี่ทุบเข่าตัวเองพลางพูด “ดื่มเหล้าจนถึงกระดูกต้นขาแล้วมั้ง”
สำหรับญาติผู้น้องที่นิสัยดุร้ายคนนี้ เขาก็ไม่กล้าที่จะไปยั่วโมโห
“เหล้าสองขวดนี้เป็เหล้าพิเศษ เอาไว้ดื่มในวงใน ดื่มแล้วบำรุงสุขภาพอย่างดี กลับไปหาซื้อยาจีนมาแช่เหล้าให้ท่านปู่กินก็ดีนะ” หลิวเสวียหลี่พูด
เขาได้ยินข่าวการแต่งงานของเย่เซินช้าไปหน่อย แต่ก็รีบให้คนไปสืบว่าฝ่ายหญิงเป็ใครมาจากไหน เมื่อรู้ว่าปู่ของเธอคือฮวาเฉียง
“ผู้สูงอายุจะไปดื่มเหล้าอะไรกัน” เย่ฟางดุหลิวเสวียหลี่ทันควัน เธอรู้ดีว่าฮวาเฉียงป่วยหนัก แถมยังเป็โรคกระเพาะ จะให้ดื่มเหล้าได้อย่างไร?
หลิวเสวียหลี่กลับมีความคิดเห็นต่าง “คนแก่ก็ต้องทำอะไรที่ทำให้มีความสุขสิ! ปู่ของเธอชอบดื่มเหล้าไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องดื่ม แต่ถ้าชอบก็ดื่มดีๆ สักหน่อย ที่บ้านฉันก็ยังมีอีกเยอะแยะ ตอนเธอจะกลับค่อยเอาไปด้วย”
“ขอบคุณคุณลุงค่ะ ปู่ของฉันชอบดื่มเหล้าพอดีเลยค่ะ ตอนนี้ฉันกำลังกลุ้มใจว่าจะหาเหล้าดีๆ ไปแช่โสมให้ท่านอยู่พอดี” ฮวาเจาดีใจอย่างแท้จริงที่ได้เหล้าเหมาไถสองขวดนี้ เพราะเป็ของพิเศษที่ข้างนอกหาซื้อไม่ได้
“เธอมีโสมด้วยหรือ? โสมป่าอย่างนั้นหรือ?” หลิวเสวียหลี่รีบถามทันที
ฮวาเจาผัดอาหารไปพลาง ตอบไปพลาง “มีค่ะ บ้านฉันอยู่ในูเา โสมเยอะแยะเลย เข้าป่าไปก็เจอแล้ว”
'เธอกำลังโม้เกินจริง...เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่จะขายโสมได้มากขึ้น'
“เยอะขนาดนั้นเลย!” หลิวเสวียหลี่ตื่นเต้นอย่างยิ่ง วิ่งไปถามที่หน้าประตูห้องครัว “ตอนนี้ที่บ้านเธอมีกี่ต้น? แต่ละต้นอายุกี่ปีแล้ว?”
“ปู่ของฉันเข้าป่าบ่อยค่ะ ปีนี้สะสมไว้ประมาณยี่สิบกว่าต้นได้” ฮวาเจาพูด “มีทุกอายุเลยค่ะ ส่วนใหญ่ก็สิบกว่ายี่สิบปี
แต่ก็เคยขุดได้ต้นที่มีอายุเป็ร้อยปีเหมือนกันนะ”
“อะไรนะ? เธอมีโสมอายุร้อยปีด้วยหรือ?” หลิวเสวียหลี่ถึงกับวิ่งพรวดเข้าไปในครัวเลยทีเดียว หากฮวาเจาไม่ใช่เด็กสาว เขาคงจะเข้าไปดึงตัวเธอออกมาสอบถามแล้ว
เย่ฟางก็เดินตามเข้ามา มองฮวาเจาด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
'บางสิ่งไม่ได้อยู่ที่มูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความหายากยิ่ง ยากที่จะได้พบเจอ'
“ใช่ค่ะ มีโสมป่าอายุร้อยปีอยู่ต้นหนึ่ง ตอนมาปู่ให้ฉันเอามาด้วย บอกว่าจะเอามาขายแล้วซื้อบ้านในเมืองหลวง ท่านอยากจะกลับมาอยู่ที่นี่” ฮวาเจาพูด
'แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็เพียงข้ออ้าง เื่บ้านเป็สิ่งที่เธออยากจะซื้อเองต่างหาก'
'เมื่อได้เกิดใหม่ทั้งที หากไม่ได้ซื้อบ้านในเมืองหลวง ก็เท่ากับเสียชาติเกิดไปเปล่าๆ'
'อีกทั้งเธอยังตั้งใจจะมาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงด้วย ยังไงก็ต้องมีบ้านเป็ของตัวเองไว้ก่อน'
'การย้ายตามสามีอะไรนั่น ความคิดของเธอก็เหมือนกับเย่ฟางนั่นแหละ คือย้ายตามได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะตามไปอยู่ด้วยตลอดเวลา'
'เธอเป็ไปไม่ได้ที่จะยอมทิ้งความฝันของตัวเองเพื่อผู้ชายคนหนึ่ง แล้วต้องจมอยู่แต่ในห้องสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น รอคอยความเมตตาจากเขา'
'หากทำเช่นนั้น ก็เปล่าประโยชน์ที่เธอได้เกิดใหม่มาในชาตินี้'
“จะไปซื้อบ้านทำไมกัน ในเมื่อเย่เซินก็มีบ้านอยู่แล้ว” เย่ฟางพูด “หลังจากที่เย่เซินย้ายที่ประจำการ และหากเธอตามไป กองทัพจะต้องจัดสรรบ้านให้อยู่แน่นอน แถมยังเป็บ้านในเมืองหลวงอีกด้วย ที่จริงเขายังมีบ้านเล็กๆ อยู่หลังหนึ่งในนั้นด้วยนะ เป็บ้านที่ย่าของเขาตั้งใจมอบให้เขา”
'แม่ของเธอ ซึ่งก็คือย่าของเย่เซินนั้น เคยเป็คุณหนูในตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่ ตอนแต่งงานก็ได้ที่ดินผืนหนึ่งติดตัวมา ที่ดินผืนนี้ผ่านเื่ราวมากมายในประวัติศาสตร์ สุดท้ายก็กลับมาอยู่ในมือของเธออีกครั้ง'
'เธอไม่ได้มอบให้ใคร แต่กลับยกให้เย่เซิน หลานชายที่เธอรักมากที่สุด'
“จริงเหรอคะ? แล้วบ้านหลังนั้นอยู่ที่ไหนเหรอคะ?” ฮวาเจาถามด้วยความดีใจระคนตื่นเต้น “บ้านข้างๆ เขาขายด้วยไหมคะ? ปู่บอกว่าไม่อยากอยู่กับฉัน แต่อยากอยู่ใกล้ๆ กันก็ดี”
'จริงๆ แล้วเย่ฟางก็รู้สึกเสียใจที่พูดออกไป บ้านหลังนั้นเป็ของเย่เซิน และต่อไปก็ต้องเป็ของสองสามีภรรยาคู่นี้ หากฮวาเฉียงเข้าไปอยู่ด้วย พวกเขาก็อาจจะไม่ว่าอะไรหรอก แต่สะใภ้จอมจุ้นจ้าน และลูกสะใภ้อีกคนของเธอนั้น คงต้องมีเื่พูดอีกเป็แน่'
'ฮวาเจาดีกว่าเยอะนัก คิดอะไรก็ตรงไปตรงมา ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบใคร ผิดกับสะใภ้และลูกสะใภ้ของเธอที่จ้องจะเอาบ้านหลังนั้นมานานแล้ว พร่ำบ่นว่าในเมื่อเย่เซินไม่ค่อยได้อยู่ ก็ยกให้พวกเขาอยู่เสียเถอะ'
'เธอเป็คนห้ามปรามไว้ พวกเขาถึงไม่ได้เข้าไปอยู่'
“พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปดู” เย่ฟางพูดพลางยิ้ม 'ตอนนี้ดีแล้ว บ้านหลังนี้มีเ้าของเป็ตัวเป็ตนแล้ว ใครก็อย่าหวังที่จะเข้าไปอยู่ได้อีก'
