บทที่ 7 ยุทธภพต้องหลีกทาง งานเลี้ยงพระราชทานหรือลานปะา (ความกวนประสาทที่มาพร้อมกลิ่นคาวเื)
ราตรีนี้ ท้องนภาเหนือเมืองหลวงฉางอันถูกประดับประดาด้วยโคมไฟ์นับหมื่นดวง แสงสีนวลตาอาบไล้ไปทั่ววังหลวงที่โอ่อ่าตระการตาราวกับแดนสุขาวดี ทว่าในสายตาของข้า หลินชิงเซวียน ความงดงามวิจิตรบรรจงเหล่านี้มีค่าเท่ากับศูนย์... ไม่สิ ติดลบด้วยซ้ำ! เมื่อเทียบกับความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ข้าต้องจำใจสละเวลานิทราอันแสนมีค่า มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่บนรถม้าที่สั่นะเืจนลำไส้ใหญ่แทบจะพันกับลำไส้เล็ก
"คุณหนูเ้าคะ... ทรงผมของบ่าวจัดทรงเบี้ยวหรือไม่เ้าคะ? เครื่องประดับศิราภรณ์หนักเกินไปหรือไม่?" อาหลินเอ่ยถามด้วยความวิตกกังวล มือไม้ยังคอยจัดแจงอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงอ่อนปักลายกิ่งเหมยเหยียบหิมะที่ท่านอ๋องส่งคนมาถวายให้ "เกศามิเบี้ยวหรอกอาหลิน... แต่คอของข้านี่แหละจักหักลงเสียก่อน!" ข้าพึมพำลอดไรฟัน พลางพยายามประคองศีรษะที่หนักอึ้งไปด้วยปิ่นหยกขาวและทองคำบริสุทธิ์ "เ้าก็ตระหนักดีว่า ปลาเค็ม เยี่ยงข้านั้นไม่ถูกโฉลกกับของหนัก... โดยเฉพาะของหนักไร้สาระที่เทินอยู่บนกบาล!"
[ติ๊ง! ตรวจพบค่าความเหนื่อยหน่ายสะสมทะลุขีดแดง... ระบบทำการเปิดใช้งานทักษะ หลับนกขั้นเทพ (ระดับเซียน)โดยอัตโนมัติ] [เงื่อนไข: ตราบใดที่ท่านยังลืมตาอยู่ สมองของท่านจะเข้าสู่สภาวะ จำศีล 90% แต่สัญชาตญาณระวังภัยและการโต้ตอบจะพุ่งสูงขึ้น 300%!] [ภารกิจหลัก: งานเลี้ยงโลหิตและสุรานารี] [รายละเอียด: จงทำให้งานเลี้ยงนี้กลายเป็ตำนานที่โลกต้องจารึก ด้วยความเกียจคร้านอันเป็เอกลักษณ์ของท่าน] [รางวัล: 5,000 แต้มปลาเค็ม และ ศาสตราวุธระดับ์ พัดจีบสะท้านภพ (สรรพคุณ: รูปลักษณ์งดงามบอบบางดุจปีกผีเสื้อ แต่คมกริบสามารถตัดศีรษะคนได้ในชั่วพริบตา)]
รถม้าศึกหยุดลงที่หน้าประตูวังหลวงอย่างนิ่มนวล ผ้าม่านแพรไหมถูกเลิกขึ้นโดยหัตถ์หนาที่แสนคุ้นเคย เซียวโม่ ในชุดฉลองพระองค์สีดำทมิฬขลิบดิ้นทองลายพยัคฆ์คำราม ยืนตระหง่านรออยู่ด้านล่าง รัศมีอำนาจของเขาในยามราตรีนี้ดูอันตราย ลึกลับ และทรงเสน่ห์จนเหล่าสนมกำนัลและขุนนางรอบข้างแทบจะลืมวิธีหายใจ เขายื่นพระหัตถ์มาให้ข้า
"ลงมาเถิด... ที่ปรึกษาพิเศษของเปิ่นหวาง"
ข้าปรายตามองพระหัตถ์นั้นแล้วลอบถอนหายใจ ก่อนจะวางมือลงไปอย่างเสียมิได้ "ท่านอ๋องเพคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าการที่ท่านมารอรับสตรีต่ำต้อยเยี่ยงหม่อมฉันที่หน้าประตูวังเช่นนี้ มันเท่ากับการประกาศาและสร้างศัตรูให้หม่อมฉันเพิ่มอีกประมาณหนึ่งกองพัน?"
"เปิ่นหวางหาได้ใส่ใจไม่..." เซียวโม่กระตุกมือข้าเพียงเบาๆ ร่างของข้าก็เซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกแกร่งของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและไออุ่นบุรุษเพศทำให้ใบหน้าข้าร้อนวูบขึ้นมาอย่างมิอาจห้าม
"หากผู้ใดบังอาจตั้งตนเป็ศัตรูกับเ้า... ข้าก็จะทำให้พวกมันกลายเป็ศพไร้ิญญาไปเสียให้สิ้น"
"ว้าว... ช่างเป็ประโยคบอกรักที่โรแมนติกแบบเถื่อนถ้ำดีแท้เพคะ" ข้ายกยิ้มกวนประสาทพลางขยับกายผละออกเล็กน้อย
"แต่รบกวนท่านอ๋องช่วยสังหารพวกมันให้เงียบเชียบหน่อยนะเพคะ หม่อมฉันเกลียดเสียงกรีดร้องโหยหวน... มันรบกวนโสตประสาทและทำให้หม่อมฉันฝันร้าย"
ณ ห้องโถงจัดเลี้ยงหลวง พระที่นั่งไท่เหอ
บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความหรูหราอลังการ ทว่าแฝงไปด้วยคลื่นใต้น้ำและความกดดันที่มองไม่เห็น เหล่าขุนนางอำมาตย์และเชื้อพระวงศ์ต่างจับจ้องมาที่ข้าด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์ ทั้งเหยียดหยาม สงสัยใคร่รู้ และริษยาตาร้อนผ่าว โดยเฉพาะ องค์หญิงรุ่ยหลาน พระขนิษฐาต่างมารดาของท่านอ๋องเก้า สตรีผู้เลื่องชื่อเื่ความร้ายกาจเอาแต่ใจ และมีความหลงใหลในตัวพี่ชายตนเองเกินความจำเป็
เรานั่งลงที่โต๊ะเกียรติยศข้างวรกายท่านอ๋อง
"นั่นน่ะรึ... คุณหนูขยะแห่งตระกูลหลิน?" เสียงกระซิบกระซาบนินทาดังระงม
"รูปโฉมก็พอไปวัดไปวาได้อยู่หรอก แต่กิริยามารยาทช่าง... ดูสิ นางแทบจะหลับกลางงานเลี้ยงหลวงอยู่รอมร่อ!"
ถูกต้อง... ข้ากำลังใช้สกิล หลับนก อยู่ ผู้ใดจะมองเยี่ยงไรข้าหาได้สนไม่ ตราบใดที่มีเนื้อย่างชั้นดีและสุรานารีแดงวางอยู่ตรงหน้า
"น้องหญิงหลิน..." องค์หญิงรุ่ยหลานขยับกายเข้ามาหา พร้อมรอยยิ้มที่เคลือบด้วยยาพิษร้ายแรง
"เปิ่นกงได้ยินข่าวลือมาว่าเ้ามีความสามารถพิเศษแปลกประหลาด ถึงขนาดเสด็จพี่เก้าต้องเชิญมาเป็ที่ปรึกษา มิทราบว่าเ้าจะช่วยแสดงวิชาความรู้ให้พวกเาาววังได้เปิดหูเปิดตาเป็บุญในงานเลี้ยงนี้ได้หรือไม่?"
ข้าปรือตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า มองดูองค์หญิงผู้ขยันหาเื่ใส่ตัวั้แ่เริ่มงาน
"วิชาความรู้รึเพคะองค์หญิง? หากเป็วิชาไสยาสน์อย่างไรให้ตื่นมาแล้วมิปวดเอว หม่อมฉันยินดีสาธิตให้ทอดพระเนตรเพคะ แต่หากเป็วิชาการร่ายรำหรือแต่งกวีน้ำเน่า... หม่อมฉันเกรงว่ารสนิยมของเราจักแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว"
"สามหาว! เ้ากล้าปฏิเสธเปิ่นกงรึ!" รุ่ยหลานหน้าตึงเปรี๊ยะ
"สุภาษิตกล่าวว่า ผู้มีความรู้ย่อมมิอวดอ้าง ผู้มิอวดอ้างย่อมมีความรู้ หรือแท้จริงแล้วเ้าไร้ซึ่งความรู้ความสามารถอันใด เป็เพียง ปลาเค็ม ไร้ค่าที่อาศัยบารมีเสด็จพี่เก้าชูคอเท่านั้น!"
ข้าวางตะเกียบลงบนแท่นหยกเบาๆ แล้วตวัดสายตาขึ้นมององค์หญิงรุ่ยหลานด้วยแววตาเชือดเฉือน
"องค์หญิงเพคะ... ท่านตรัสถูกเื่หนึ่ง หม่อมฉันน่ะแกล้งโง่จริงๆ แต่ที่ท่านพลาดคือท่านมิได้แกล้ง... ท่านเป็คนขยันที่ไร้ซึ่งมันสมองต่างหาก สุภาษิตที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับท่านน่าจะเป็ วาดงูเติมเท้า เสียมากกว่า พยายามกระทำสิ่งที่เกินความจำเป็ จนทำให้ตนเองดูเป็ตัวตลกในสายตาผู้อื่น"
"แก!!!" รุ่ยหลานตบโต๊ะดัง ปัง! จนขุนนางทั้งงานเงียบกริบ ในจังหวะนั้นเอง เซียวโม่ที่นั่งจิบสุราอยู่นิ่งๆ ก็เอื้อมพระหัตถ์มาคว้าข้อมือข้าไว้ใต้โต๊ะ เขากระชับมือข้าแน่นราวกับจะให้กำลังใจ หรือไม่ก็... กลัวว่าข้าจะลุกขึ้นไปบีบคอองค์หญิงจนตายคามือ
"รุ่ยหลาน... พอได้แล้ว" สุรเสียงของเซียวโม่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งพันปี
"แขกของเปิ่นหวางมิใช่ตัวตลกของใคร หากเ้าปรารถนาจะดูการแสดงปาหี่ ข้าจะสั่งให้คนไปตามคณะละครสัตว์มาให้เ้าดูแทน!"
คำเปรียบเทียบนั้นทำให้รุ่ยหลานหน้าเสียจนเกือบจะกรรแสง แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้...
เคร้ง! เพล้ง! เสียงถ้วยแก้วเจียระไนแตกกระจายดังมาจากมุมมืดของห้องโถง พร้อมกับการดับวูบของโคมไฟนับร้อยดวงในพริบตา!
"มือสังหาร!!! อารักขาฝ่าา!!!" เสียงหัวหน้าองครักษ์ะโก้อง ในความมืดมิดอนธการ สัญชาตญาณปลาเค็มของข้าพุ่งทะลุขีดจำกัด [ระบบ: เปิดใช้งาน รัศมีตรวจจับเจตนาฆ่า!] ข้าััได้ถึงเงาดำนับสิบสายพุ่งดิ่งลงมาจากคานเพดาน เป้าหมายชัดเจนคือ... ศีรษะของเซียวโม่!
ชิ้ง! เซียวโม่ชักกระบี่คู่ออกมาในเสี้ยววินาที เขายืนตระหง่านบังร่างข้าไว้
"ชิงเซวียน! หมอบลง!"
"หมอบรึเพคะ? มันเสียเวลาขยับกายเปล่าๆ เพคะท่านอ๋อง" ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในขณะที่มือคว้า พัดจีบสะท้านภพ ออกมาสะบัดเบาๆ ฉับ! ศีรษะของมือสังหารคนแรกที่พุ่งเข้ามาถูกสันพัดของข้าตัดขาดกระจุย โดยที่ข้ายังมิได้ลุกจากเก้าอี้แม้แต่น้อย! โลหิตสีแดงฉานสาดกระจายเปรอะเปื้อนถ้วยสุรานารีแดงตรงหน้า
"โอ๊ย... สกปรกโสโครกชะมัด! สุราจอกนี้หม่อมฉันยังมิทันได้ลิ้มรสเลยนะเพคะ!" ข้าบ่นอุบพลางขยับพัดในมืออย่างรวดเร็วดุจจักรผัน เซียวโม่ตกตะลึงแต่ก็ไม่มีเวลาไต่ถาม เขาพุ่งทะยานออกไปประหัตปะากับมือสังหารคนอื่นๆ ท่วงท่าการต่อสู้ของเขาดุดันและงดงามราวกับการร่ายรำของเทพาอาชูร่า ทุกครั้งที่กระบี่ของเขาสะบัด จะต้องมีศีรษะมนุษย์หลุดออกจากบ่าเสมอ
ส่วนข้าน่ะรึ... ข้ายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม เพิ่มเติมคือใช้พัดปัดลูกดอกอาบยาพิษ ที่พุ่งเข้ามาหาตัวเองและเซียวโม่ราวกับปัดแมลงวันรำคาญตา
"ท่านอ๋อง! ขยับไปทางทิศตะวันตกสามก้าวเดี๋ยวนี้เพคะ! ตรงนั้นมีคนถ่อยแอบซุ่มอยู่หลังเสา!" ข้าะโบอกในขณะที่หลับตาข้างหนึ่งเพื่อกะจังหวะ เซียวโม่ปฏิบัติตามทันที เขาตวัดกระบี่แทงทะลุเสาไม้สักทองหนาเตอะ เสียบทะลุหัวใจศัตรูที่ซ่อนอยู่ได้อย่างแม่นยำราวจับวาง เขาหันมาสบตาข้าท่ามกลางความโกลาหล แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งระคนความโหยหา
"เ้า... เ้านี่มันนางปีศาจชัดๆ!"
"ปีศาจที่ ี้เี ที่สุดในสามภพไงเล่าเพคะ!" ข้าตอบพลางสะบัดพัดส่งคลื่นลมปราณสีม่วงเข้มอัดกระแทกร่างมือสังหารอีกสามคน จนกระเด็นไปอัดกำแพงวังจนกระดูกแหลกละเอียดเป็ผงแป้ง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเืพล่านและรวดเร็ว เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก มือสังหารนับสิบศพก็กองระเกะระกะอยู่บนพื้นห้องโถง กลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมปนเปไปกับกลิ่นอาหารรสเลิศ เซียวโม่เดินกลับมาหาข้า ร่างกายของเขาอาบย้อมไปด้วยโลหิตศัตรูไปครึ่งตัว แต่ดวงตาคมกริบกลับจับจ้องมาที่ข้าเพียงผู้เดียว เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก กริ๊ก แล้วเดินเข้ามาประชิดตัว
"าเ็ตรงไหนหรือไม่?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนข้าใจสั่นระรัว ฝ่ามือที่เปื้อนเืของเขาเอื้อมมาลูบแก้มข้าเบาๆ อย่างลืมตัว ข้ามองดูมือของเขาแล้วยิ้มบางๆ
"มิเจ็บเพคะ... แต่หม่อมฉัน เพลีย ยิ่งนัก การต้องสู้ไปกินไปเยี่ยงนี้ มันเผาผลาญพลังงานแคลอรี่ดีจริงๆ"
เซียวโม่มิพูดพร่ำทำเพลง เขาช้อนร่างของข้าขึ้นมาในอ้อมแขน (ท่าอุ้มเ้าสาว) ท่ามกลางสายตาตกตะลึงพรึงเพริดขององค์ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางที่เหลือรอดชีวิต "ท่านอ๋อง! นี่มันในเขตพระราชฐานนะเพคะ! ปล่อยหม่อมฉันลงเดี๋ยวนี้!"
"ไม่..." เซียวโม่ตอบด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจดุจเด็กน้อย
"เ้าช่วยชีวิตเปิ่นหวาง... และเ้าก็เหนื่อยล้าแล้ว ข้าจะพาเ้ากลับไปนอน... ที่ เตียงของข้า"
"เตียงของท่าน? หม่อมฉันมีเรือนเมฆาเงียบนะเพคะ!"
"คืนนี้ไม่มีที่ใดปลอดภัยเท่าอ้อมกอดของข้าอีกแล้ว... ชิงเซวียน" เขาประทับจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากของข้า ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถง หัวใจของข้าเต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมาเต้นระบำข้างนอก โอ๊ย... เ้าปักเป้าระบบ! นี่มันบทนิยายรักหวานแหววเลี่ยนเอียนชัดๆ! ข้าเป็ปลาเค็มนะ มิใช่นางเอกนิยายประโลมโลก!
[ติ๊ง! ตรวจพบค่าความเขินอายพุ่งทะลุจุดเดือด!] [ภารกิจสำเร็จ: ปกป้องว่าที่สามี... เอ๊ย ปกป้องเ้านายในงานเลี้ยงเื] [ได้รับแต้มปลาเค็ม: 10,000 แต้ม] [รางวัลพิเศษ: สกิล หลับปุ๋ยในอ้อมกอดั (สรรพคุณ: ท่านจะนอนหลับได้ลึกที่สุดและฝันดีที่สุด เมื่ออยู่ในรัศมีไออุ่นของคนที่ใช่)]
ข้าซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างอันแข็งแกร่งของเซียวโม่ กลิ่นคาวเืผสมกับกลิ่นกายชายชาตรีของเขามันกลับทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
"ก็ได้เพคะ... แต่หากเตียงท่านมินุ่มนิ่มเท่าเตียงหม่อมฉัน... หม่อมฉันจะถีบท่านตกเตียงจริงๆ ด้วยนะเพคะ"
เซียวโม่หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข
"ตามใจเ้าทุกประการเลย... ยัยปลาเค็มตัวน้อยของข้า" เขาก้าวยาวๆ เดินออกจากห้องโถงหลวง ทิ้งความวุ่นวายและคำครหาไว้เื้ั ในคืนที่นองเืที่สุด กลับกลายเป็คืนที่หัวใจของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว ได้หลอมรวมกันภายใต้แสงจันทร์กระจ่างฟ้า...
แสงสุริยันยามรุ่งสางสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมสีทองอร่าม กระทบลงบนใบหน้าของข้าที่กำลังซุกตัวกลิ้งเกลือกอยู่ในกองผ้าห่มอุ่นหนานุ่ม กลิ่นกายของใครบางคนที่ยังหลงเหลือเจือจางอยู่บนหมอนทำให้ข้าเผลอสูดหายใจเข้าลึกๆ... เดี๋ยวนะ... กลิ่นไม้กฤษณา?
ข้าลืมตาโพลงขึ้นมาทันควัน ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตามิใช่เพดานไม้ผุพังของเรือนท้ายสวน แต่เป็เครื่องเรือนไม้พะยูงแกะสลักลวดลายัห้าเล็บอย่างวิจิตรบรรจง และแจกันหยกขาวมันแพะราคาแพงระยับ!
[ติ๊ง! ตรวจพบว่าท่านนอนบน เตียงั ของท่านอ๋องเก้าเป็เวลา 8 ชั่วยามเต็ม] [ได้รับแต้มปลาเค็มระดับพรีเมียม: 2,000 แต้ม!] [โบนัสพิเศษ: พลังปราณในร่างของท่านได้รับการผสานหยินหยางจากธาตุบุรุษของท่านอ๋อง จนเลื่อนระดับเป็ ปราณขั้น 4 ขั้นปลาย โดยที่ท่านมิได้ขยับแม้แต่ปลายก้อย!]
"นอนเฉยๆ พลังก็เพิ่มพูน? นี่แหละคือสัจธรรมแห่งเต๋าที่โลกหล้า้า!" ข้าพึมพำกับตัวเองพลางบิดี้เีจนกระดูกลั่นกร๊อบ แต่ความสุขมักสั้นกว่าเส้นบะหมี่เสมอ... เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและหนักแน่นดังมาจากหน้าห้องบรรทม พร้อมกับเสียงกวนใจที่ดังทะลุบานประตูเข้ามา
"คุณหนูหลิน! ตื่นบรรทมหรือยังเ้าคะ! ข้ามาม่ากุ่ย ผู้ดูแลกฎระเบียบฝ่ายในของวังหลวง ได้รับพระราชเสาวนีย์จากฮองเฮา ให้มาอบรมมารยาท ว่าที่พระชายาเอก แก่ท่านั้แ่วันนี้!"
ข้าเอาหมอนอุดหูทันที มาม่ากุ่ย? ชื่อเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่ดันมาขยันขันแข็งเอาตอนยามเฉิน (07.00 น.) เนี่ยนะ?
"คุณหนูหลิน! หากท่านยังมิยอมลุก ข้าจะถือวิสาสะเข้าไปลากตัวท่านออกมาจากเตียงเองนะเ้าคะ!"
ปัง! ประตูถูกผลักเปิดออกโดยมิรอคำอนุญาต หญิงวัยกลางคนหน้าตาบึ้งตึงปานคนธาตุไฟเข้าแทรก เดินนำขบวนนางกำนัลนับสิบเข้ามา พวกนางถือทั้งอ่างล้างทองคำ ชุดคลุมทางการอันรุ่มร่าม และตำรากฎระเบียบที่หนายิ่งกว่ากำแพงเมืองจีน ข้าโผล่ใบหน้าออกมาจากผ้าห่มเพียงครึ่งหนึ่ง มองดูมาม่ากุ่ยที่ยืนทำหน้าเหมือนคนเป็โรคกระเพาะเรื้อรัง
"ท่านมาม่าเ้าคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าการปลุกปลาเค็มในเวลาที่แสงแดดยังมิได้ตั้งฉากกับพื้นโลก มันถือเป็การทำร้ายร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงระดับมหันตโทษ?"
"กิริยาวาจาเยี่ยงนี้หรือที่ท่านอ๋องเก้าทรงโปรดปราน?" มาม่ากุ่ยปรายตามองข้าด้วยความเหยียดหยามรังเกียจ
"ช่างไร้หัวนอนปลายเท้า สมคำเล่าลือว่าเป็ขยะแห่งตระกูลหลินจริงๆ! ดี! ในเมื่อเ้ามันเป็ดินเหนียวที่ปั้นมิได้ ข้าจะเริ่มเคี่ยวเข็ญเ้าั้แ่การเดิน การนั่ง จนถึงการคัดตำรากตัญญูร้อยบท หนึ่งร้อยจบ!"
ข้ามองดูตำรากองพะเนินเทินทึกตรงหน้า แล้วฉีกยิ้มหวานอย่างเป็มิตรที่สุดเท่าที่เคยทำมา
"ท่านตรัสถูกทุกประการเลยเ้าค่ะมาม่ากุ่ย... ข้ามันขยะ ข้ามันี้เีสันหลังยาว ข้ามันดินเน่าที่เอามาปั้นเป็ถ้วยชามมิได้ ดังนั้น..."
ข้าล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าไปกับเตียงนุ่มทันที
"ท่านก็อย่าได้เสียเวลาอันมีค่าของท่านมาขัดเกลาขยะเปียกอย่างข้าเลยเ้าค่ะ กลับไปทูลฮองเฮาเถิดว่าข้ามัน เข็ญไม่ขึ้น เปลืองงบประมาณแผ่นดินเปล่าๆ เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิดนะเ้าคะ ข้าขออนุญาต... นอนต่อ"
"เ้า!!! นังเด็กสามหาว! เ้ากล้าใช้คำว่า ขยะ มาเป็ข้ออ้างในการหลบเลี่ยงการอบรมงั้นรึ!"
"ถูกต้องเ้าค่ะ... และข้าต้องขอบใจที่ท่านมองเห็นคุณค่าในความไร้ค่าของข้าด้วยนะเ้าคะ" ข้าตอบเสียงอู้อี้ในหมอน
"สุภาษิตจีนว่าไว้ โคลนตมมิอาจนำมาฉาบกำแพง ในเมื่อข้าเป็โคลนตม ท่านก็อย่าเอาแปรงทองคำมาขัดให้เสียเวลาเลยเ้าค่ะ ประเดี๋ยวโคลนจะเปรอะเปื้อนมือท่านเปล่าๆ"
มาม่ากุ่ยโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
"องครักษ์! เข้ามาลากตัวนางลงมาจากเตียงเดี๋ยวนี้!"
"ผู้ใดกล้าบังอาจแตะต้องนาง!"
สุรเสียงเย็นเฉียบอำมหิตดังขึ้นจากธรณีประตู เซียวโม่เดินอาดๆ เข้ามาในห้องด้วยชุดเกราะเต็มยศพร้อมออกศึก รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้มาม่ากุ่ยและเหล่านางกำนัลเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันทีราวใบไม้ร่วง
"ท่านอ๋อง! หม่อมฉันเพียงแต่้าอบรมสั่งสอน..."
"นางเป็คนของเปิ่นหวาง!" เซียวโม่เดินมาที่ข้างเตียง นั่งลงแล้วลูบศีรษะข้าอย่างเบามือ (ซึ่งข้าก็เนียนเอาหัวไถมือเขาเหมือนแมวี้เีขี้อ้อน)
"นางปรารถนาจะนอนก็นอน... หากผู้ใดกล้าปลุกนางแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ข้าจะสั่งตัดลิ้นคนผู้นั้นทิ้งเสีย!"
เขาก้มลงมองมาที่ข้าแล้วกระซิบข้างหู
"ี้เีเก่งนักนะ..."
"ก็มีคนมามอบข้ออ้างให้ถึงที่นี่เพคะท่านอ๋อง" ข้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาพลางยิ้มยั่ว "ในเมื่อทุกคนดูแคลนว่าข้าทำสิ่งใดมิเป็ เช่นนั้นข้าก็มิจำเป็ต้องทำสิ่งใดเลย... สะดวกสบายดีจะตายไปเพคะ!"
เซียวโม่หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันขวับไปหามาม่ากุ่ยด้วยสายตาดุดัน
"กลับไปกราบทูลฮองเฮา... ว่าว่าที่พระชายาของข้าเก่งกาจเพียงเื่เดียว... คือเื่ทำให้ข้ามีความสุขยามนางอยู่นิ่งๆ! ส่วนกฎระเบียบคร่ำครึของวังหลวง... ให้กฎพวกนั้นมาเรียนรู้ปรับตัวเข้าหานางเองเถิด!"
เขาสะบัดชายเสื้อไล่พวกขยันผิดเวลาออกไปจนหมดห้อง ก่อนจะหันมามองข้าที่เตรียมจะมุดลงไปในผ้าห่มอีกรอบ
"ชิงเซวียน... คืนนี้เปิ่นหวางต้องยกทัพไปปราบฏที่ชายแดน... เ้าต้องติดตามข้าไปด้วย"
ข้าชะงักกึก
"ไปปราบฏ? มันต้องขี่ม้ากรำศึก ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายมิใช่หรือเพคะ? ข้าไม่เอาด้วยหรอก!"
"ข้าเตรียมเกี้ยวแปดคนหามที่นุ่มที่สุด และพ่อครัวหลวงส่วนตัวไปบริการเ้าแล้ว" เขาโน้มตัวลงมาจนจมูกเราชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดริน
"และที่สำคัญ... ข้า้ากุนซือจอมี้เีวางแผนอย่างเ้า มาช่วยบอกข้าทีว่าวิธีไหนที่จะจบาได้รวดเร็วที่สุด... ข้าจักได้กลับมานอนกอดเ้าไวๆ เยี่ยงไรเล่า"
ข้าถอนหายใจยาวเหยียด
"เฮ้อ... สงสัยหม่อมฉันคงต้องไปสั่งสอนพวกฏให้รู้จักคำว่า ี้เีรบ บ้างเสียแล้วกระมัง"
[ติ๊ง! ภารกิจใหม่: ปราบฏฉบับสโลว์ไลฟ์ เริ่มต้นขึ้นแล้ว!]
