ยามแสงตะวันค่อย ๆ ไต่สูงขึ้นเหนือขอบฟ้า แสงอรุณของวันใหม่ก็สาดส่องลงสู่ผืนป่าที่เงียบงัน รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากแนวไม้ ล้อบดผ่านผืนดินชื้นแฉะอย่างเชื่องช้า ราวกับไม่ปรารถนาจะเร่งรัดเส้นทางที่ยังแฝงไว้ด้วยอันตราย
ม่อหรานเป็ผู้บังคับบังเหียน สีหน้าเรียบนิ่ง สายตาจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง เสวียนหนิงนั่งอยู่เคียงข้าง ท่าทางดูผ่อนคลาย ทว่าดวงตากลับไม่ละจากการสังเกตรอบด้านแม้แต่น้อย
ภายในรถม้า องค์ชายหลี่ชิงอวี่นั่งหลังตรง หากแววตากลับสอดส่ายไปมาอย่างกระสับกระส่าย ทุกเสียงลมที่พัดผ่านล้วนทำให้หัวใจเต้นแรง เกรงกลัวว่านักฆ่าจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ม่อหรานเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับเล่าเื่ทั่วไป
“องค์ชายผู้นี้…แม้ไร้ความสามารถทั้งด้านยุทธ์และการปกครอง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แต่กลับเป็โอรสที่ฮ่องเต้ทรงรักและโปรดปรานมากที่สุด”
เสวียนหนิงหันไปมอง คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นหรือเ้าคะ” นางถามเสียงเบา
ม่อหรานยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ไร้ความขบขัน
“เพราะเขาเชื่อฟัง และไม่เคยขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้”
ภายในรถม้า องค์ชายหลี่ชิงอวี่ที่ได้ยินคำพูดนั้น เผลอยืดอกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความภาคภูมิใจโดยไม่รู้ตัว
“แต่น่าเสียดาย” ม่อหรานกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง “ความสามารถกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”
คำพูดนั้นราวกับคมมีดกรีดลงกลางอก องค์ชายหลี่ชิงอวี่ตัวแข็ง ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อ ทั้งอับอายทั้งโกรธ ทว่าไม่อาจโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว ม่อหรานยังคงพูดต่อ ราวกับไม่ใส่ใจปฏิกิริยานั้น
“การถูกไล่ล่าเช่นนี้ ก็คงไม่พ้นฝีมือโอรสองค์อื่น ๆ”
เสวียนหนิงพยักหน้าเบา ๆ
“ในราชสำนัก…เืเนื้อเดียวกัน บางครั้งก็น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูภายนอกนะเ้าค่ะ”
องค์ชายหลี่ชิงอวี่กำมือแน่น ม่อหรานไม่หันกลับมา เพียงกล่าวอย่างสุขุม
“ผู้คนในเมืองหลวงต่างคาดกันว่า ในไม่ช้าเขาจะถูกเลือกเป็องค์รัชทายาท”
คำพูดนั้นทำให้องค์ชายสูดลมหายใจลึก หัวใจทั้งหวั่นไหวทั้งหวาดกลัว
“เมื่อมีผู้ถูกเลือก พี่น้อง…ก็พร้อมจะหันคมดาบใส่กันเองโดยไม่ลังเล”
ใบหน้าขององค์ชายซีดเผือด แววตาเหม่อลอย ราวกับจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ตลอดทางเขาครุ่นคิดไม่หยุด รอบกายล้วนเป็ผู้คนที่ไร้ความสามารถ บ่าวรับใช้และขุนนางที่ไม่อาจพึ่งพาได้ หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป เขาคงมีอายุสั้นเป็แน่
ความคิดนั้นกดทับหัวใจ จนลมหายใจหนักอึ้งโดยไม่รู้ตัวกระทั่งรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เมืองหลวง เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้น กำแพงเมืองสูงตระหง่านปรากฏอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศคึกคัก แตกต่างจากความเงียบงันในป่าอย่างสิ้นเชิง รถม้าหยุดลงในที่สุด ม่อหรานดึงบังเหียน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ
“องค์ชาย ข้าคงมาส่งท่านได้เพียงเท่านี้” เขาไม่มีความคิดจะพาตนเองกลับไปพัวพันกับราชสำนักอีก สถานที่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและผลประโยชน์องค์ชายหลี่ชิงอวี่คำนับอย่างจริงใจ
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” เขากล่าวหนักแน่น “บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะไม่มีวันลืม”
เมื่อเท้าเหยียบย่างเข้าสู่เขตเมืองหลวง หัวใจที่เคยตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย อย่างน้อย ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ ก็ยากที่ผู้ใดจะกล้ากระทำการอุกอาจ แม้ความปลอดภัยนั้นจะเป็เพียงชั่วคราวก็ตามท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมาไม่ขาดสาย เสวียนหนิงกระชับมือแน่น ก่อนเงยหน้าถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านพี่…แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อเ้าคะ”
การมาถึงเมืองหลวงครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง เพราะม่อหรานไม่มีความคิดจะกลับไปเหยียบย่างจวนตระกูลม่ออีกเป็อันขาด
“คืนนี้เราจะพักที่โรงเตี๊ยมก่อน” เขาตอบ “พรุ่งนี้…ค่อยหาสถานที่เล็ก ๆ เริ่มทำการค้าของเรา”
ในใจของม่อหราน เขาตั้งใจจะเปิด สำนักคุ้มภัย รับจ้างคุ้มกันผู้คนและสิ่งของ เป็กิจการสุจริต ไม่ต้องพัวพันกับเล่ห์กลในราชสำนัก ด้วยชื่อเสียงและประวัติในอดีต ย่อมไม่มีวันขาดผู้ว่าจ้าง
ทว่าเพียงองค์ชายหลี่ชิงอวี่หายตัวไปตลอดคืนเดียว ทั้งราชสำนักก็ปั่นป่วนในฉับพลันการหายตัวไปของโอรส์ มิใช่เื่เล็กน้อยภายในท้องพระโรง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
“เ้าไปอยู่ที่ใดมา!”
เสียงตวาดกึกก้อง แฝงด้วยโทสะอันรุนแรง หากในนั้นกลับปะปนด้วยความเป็ห่วงที่ไม่อาจปิดบัง ผู้ตรัสคือเ้าของบัลลังก์ั ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน พระชนมายุห้าสิบเจ็ดพรรษา พระพักตร์เคร่งขรึม สายพระเนตรคมกริบ แต่แววตากลับสั่นไหวเมื่อทอดมองโอรสตรงหน้า
“เ้ารู้หรือไม่ การหายตัวไปของเ้าทำให้ทั้งราชสำนักวุ่นวายเพียงใด!”
องค์ชายหลี่ชิงอวี่คุกเข่าลงทันที หน้าผากแนบพื้น ไม่กล้าเงยหน้า
“เสด็จพ่อ…ลูกผิดไปแล้ว” เขากล่าวเสียงสั่น “ลูกแอบออกจากวังโดยพลการ”
เขาเล่าทุกอย่าง ั้แ่การออกไปเที่ยวเล่น การล่าสัตว์ที่กลายเป็ฝันร้าย จนถึงการถูกไล่ล่าอย่างไม่ปรานี
“บ่าวรับใช้…และคนคุ้มกันของลูก” เสียงเขาสั่นเครือ “ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น…”
ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวนกำหมัดแน่น พระพักตร์เคร่งเครียด โทสะปะทุขึ้นอย่างยากจะกดข่ม แต่ก่อนจะตรัสสิ่งใด องค์ชายก็รีบกล่าวต่อ
“หากไม่ใช่เพราะท่านแม่ทัพม่อหราน…ลูกคงไม่มีชีวิตกลับมาเฝ้าเสด็จพ่อในวันนี้”
ถ้อยคำนั้นทำให้หลายสายตาในท้องพระโรงสั่นไหว องค์ชายเล่าถึงม่อหราน ชายผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ เล่าถึงความสามารถ และการปรากฏตัวอันน่าเหลือเชื่อคำพูดที่ออกจากปากเขา เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และ…เกินจริงกว่าความเป็จริงอยู่หลายส่วน
เขากล่าวว่าม่อหรานไม่เพียงฟื้นจากอาการาเ็จนหายสนิท แต่ฝีมือยังพัฒนาก้าวล้ำ ยิ่งกว่าสมัยที่ยังเป็แม่ทัพเสียอีก
ท้องพระโรงเงียบงันยิ่งกว่าเดิม ชื่อของ ม่อหราน ชายผู้เคยถูกลืมเลือน กำลังถูกเอ่ยถึงอีกครั้ง และการเอ่ยชื่อของเขาในวันนี้ ได้จุดประกายคลื่นใต้น้ำลูกใหม่ในราชสำนักคลื่นที่ยากจะหยุดยั้งได้อีกต่อไป
