ตอนที่ 9 อักขระลบเลือนในดวงตาที่ว่างเปล่า
ท่ามกลางกำแพงสีชาดที่ดูเหมือนจะดูดซับแสงจันทร์จนกลายเป็สีม่วงคล้ำ รุ่ยเอ๋อร์ก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ร่างกายของนางบัดนี้เบาหวิวทว่าหนักอึ้งในส่วนลึก ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนแผ่นหินเย็นเฉียบ นางััได้ถึงจังหวะ ของวังหลวงที่เต้นตุบๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้า มันมิใช่เสียงหัวใจมนุษย์ แต่เป็เสียงของกลไกอำนาจที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำหมึกและเืมานับพันปี
ในดวงตาของนาง บัดนี้โลกถูกลอกเลือนเปลือกนอกออกจนเหลือเพียง โครงร่างอักษร เสาสีแดงเข้มประกอบขึ้นจากคำว่า กักขัง และ ค้ำจุน หลังคาโค้งงอคืออักขระคำว่า อำนาจ ที่กดทับอยู่เบื้องบน และเบื้องหน้าของนาง... ที่หน้าตำหนักบรรทมเพยหลาน มีเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งประดุจรูปสลักหิน
รุ่ยเอ๋อร์หยุดกึก ลมหายใจของนางติดขัด รสชาติฝาดเฝื่อนของหมึกโลหิตัในลำคอพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
เด็กชายตัวน้อยในชุดองครักษ์สีดำสนิทที่ดูทะมัดทะแมงเกินวัย ใบหน้าครึ่งล่างถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะเ็าขนาดเล็กที่ดูไม่รับกับร่างเล็กบางนั้น มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่โผล่พ้นออกมา ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยสุกใสดั่งดวงดารายามค่ำคืนในชนบท ทว่าบัดนี้มันกลับว่างเปล่าราวกับบ่อน้ำที่แห้งขอด ไม่สะท้อนเงาของผู้ใด แม้แต่เงาของพี่สาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"หยุดอยู่ตรงนั้น" เสียงของเขาแหลมเล็กทว่าแหบพร่าและไร้ความรู้สึก
"ผู้ที่ไม่มีตราอนุญาต ห้ามเข้าใกล้รัศมีสิบก้าวจากห้องบรรทม"
รุ่ยเอ๋อร์กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเ็ปช่วยเรียกสติที่กำลังจะหลุดลอย "ข้าคือผู้ติดตามของเหยาเจินเจิน นำน้ำชาสมุนไพรมาถวายตามคำสั่งของนางกำนัลาุโ" นางโกหก แต่เป็คำโกหกที่เตรียมมาอย่างดี
องครักษ์น้อยผู้นั้นขยับกายเพียงเล็กน้อย แต่รุ่ยเอ๋อร์กลับเห็น อักขระสังหาร สีแดงฉานพุ่งออกมาจากรอบกายของเด็กชายตัวจ้อยคนนี้ มันคือวิชา หมึกลบเลือน ที่มู่เยว่เคยกล่าวไว้จริงๆ อักขระเ่าั้กำลังวนเวียนอยู่รอบตัวเขาเหมือนฝูงมดที่พร้อมจะกัดกินทุกชีวิตที่ขวางหน้า
"อาอัน" รุ่ยเอ๋อร์พึมพำแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
แววตาของเด็กชายในชุดองครักษ์กระตุกวูบเพียงเศษเสี้ยววินาที เพียงเสี้ยวที่สั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างร่วงหล่น ทว่าเขากลับชักดาบสั้นขนาดกะทัดรัดออกมาครึ่งนิ้ว เสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง บาดลึกเข้าไปในจิตใจ
"ข้าไม่มีชื่อ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าเกินเด็ก
"ข้าคือรหัส เงาเจ็ด หากเ้าเอ่ยนามประหลาดนั่นอีกครั้ง ข้าจะถือว่าเ้าเป็ผู้บุกรุก"
รุ่ยเอ๋อร์หลับตาลงช้าๆ พยายามคุมหยดน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่นลงมาเจือปนกับน้ำหมึกในกาย นางเปิดใช้ ดวงตาพู่กันเทพ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา สิ่งที่นางเห็นทำให้หัวใจแทบจะแตกสลาย
ที่กลางหน้าผากของเด็กชายตัวเล็กๆ ใต้ิัที่ดูปกติ มีอักขระคำว่า ลืมสิ้น สลักไว้อย่างโเี้ด้วยหมึกสีดำทมิฬ เส้นสายของมันหยั่งรากลึกลงไปในเส้นประสาท เชื่อมต่อกับจุดชีพจรที่ควบคุมความทรงจำและความรู้สึก นี่มิใช่การล้างสมองธรรมดา แต่นี่คือการใช้ ร่างกายเด็กที่บริสุทธิ์เป็กระดาษ และสลักคำสั่งตายตัวลงไป
"ใคร! ใครเป็คนทำกับเ้าถึงเพียงนี้" รุ่ยเอ๋อร์ถามด้วยเสียงที่สั่นพร่า
"เ้าพูดมากเกินไปแล้ว" เงาเจ็ดก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ปลายดาบสั้นจ่อเข้าที่ลำคอของรุ่ยเอ๋อร์พอดี
"ถอยไปเสีย"
"ข้าไม่ถอย" รุ่ยเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้น แม้ปลายคมดาบจะเริ่มบาดผิวจนเืซิบ แต่นางกลับไม่รู้สึกกลัว
"หากเ้าจำชื่อตัวเองไม่ได้ เช่นนั้นเ้าจำกลิ่นหมึกเขม่าไม้สนที่ท่านพ่อเคยฝนให้เราได้หรือไม่? จำรสชาติซาลาเปาแข็งๆ ที่เสี่ยวชุ่ยแอบเก็บไว้ให้เ้าได้ไหม?"
เงาเจ็ดนิ่งค้างไป ราวกับเครื่องจักรที่พบบางสิ่งผิดปกติในฟันเฟือง อักขระ ลืมสิ้น ที่กลางหน้าผากของเขาสั่นระริก เริ่มมีแสงสีม่วงจางๆ แผ่ออกมา
"ข้า! ไม่รู้จัก!" เขาพึมพำ ดาบในมือเล็กๆ เริ่มสั่น
"ในหัวของข้า! มีเพียงความมืด"
"เพราะเขาลบมันออกไป แต่เขาลบเืที่ไหลเวียนในกายเ้าไม่ได้!" รุ่ยเอ๋อร์ตัดสินใจเสี่ยง นางอาศัยจังหวะชั่วพริบตาที่เบี่ยงตัวหลบปลายดาบ สอดมือเข้าใต้แขนเสื้อกว้าง ใช้เข็มเงินจิกปลายนิ้วอย่างแรงจนเืสีดำขลิบแดงไหลซึมออกมา ก่อนจะป้ายลงบนใบดาบของเขาทันที
ซู่!
เสียงเหมือนเหล็กเผาไฟโดนน้ำ ดังขึ้นพร้อมกับควันจางๆ หมึกโลหิตัของรุ่ยเอ๋อร์ปะทะกับอักขระลบเลือนที่แฝงอยู่ในดาบ แรงสะท้อนทำให้ทั้งคู่กระเด็นออกห่างจากกัน
"อักขระต่อต้าน!" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่มืด
มู่เยว่อ๋องปรากฏตัวขึ้นบนหลังคาตำหนัก ท่าทางของเขาดูไม่ยี่หระทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
"รุ่ยเอ๋อร์ เ้าทำบ้าอะไร! การใช้หมึกโลหิตักระตุ้นความทรงจำขององครักษ์เงาในเขตพระราชฐาน คือการรนหาที่ตายชัดๆ!"
เงาเจ็ดทรุดลงคุกเข่า มือกุมศีรษะพลางส่งเสียงร้องอย่างเ็ป
"มัน! มันร้อน! ในหัวข้าเหมือนมีไฟเผา!"
"อาอัน!" รุ่ยเอ๋อร์จะโผเข้าไปหา แต่มู่เยว่ะโลงมาขวางไว้เสียก่อน
"หยุด! หากเ้าเข้าไปตอนนี้ อักขระในหัวเขาจะะเิออก และเขาจะกลายเป็คนปัญญาอ่อนไปตลอดชีวิต" มู่เยว่คว้าข้อมือนางไว้แน่น
"เ้า้าให้น้องชายเ้ากลับมา หรือ้าให้เขาตายคามือเ้ากันแน่?"
รุ่ยเอ๋อร์กัดริมฝีปากจนห่อเื
"ท่านบอกว่าเขาปลอดภัย! ท่านบอกว่าเขาอยู่ในหน่วยเงาของท่าน! แต่นี่มันคือการทรมานเด็กตัวเท่านี้ชัดๆ!"
"ในโลกของข้า ความปลอดภัยหมายถึงการยังมีลมหายใจ" มู่เยว่สบตานางด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
"เ้าคิดว่าเด็กชายวัยแค่นี้จะรอดชีวิตในวังหลวงมาได้โดยไม่มีเกราะคุ้มกันเช่นนี้หรือ? หากเขาจำเ้าได้ เขาจะปกป้องเ้า และการปกป้องเ้าจะทำให้เขาเผยจุดอ่อนออกมา ซึ่งในวังแห่งนี้ จุดอ่อนหมายถึงความตาย"
รุ่ยเอ๋อร์นิ่งอึ้งไป คำพูดของมู่เยว่เหมือนค้อนที่ทุบลงบนหัวใจ นางมองน้องชายที่บัดนี้สงบลงแล้วและกลับไปยืนในท่าเดิมราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกรีเซ็ตเครื่องใหม่ ดวงตาของเขากลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง
"เขา! เขาจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ หรือ?"
"สำหรับตอนนี้ ใช่" มู่เยว่หันไปมองทางประตูห้องบรรทม
"แต่ตอนนี้เ้าควรห่วงคนข้างในมากกว่า พี่สาวเ้า! เหยาเจินเจิน กำลังจะทำทุกอย่างพัง"
ภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งด้วยผ้าม่านโปร่งสีเหลืองอำพัน กลิ่นกำยานัหอมตลบอบอวล องค์ฮ่องเต้จิ่งตี้ประทับอยู่บนพระแท่น สายตาคมปลาบจับจ้องไปที่เหยาเจินเจินที่นั่งก้มหน้าจนคางชิดอก ร่างกายของนางสั่นเทาราวกับลูกนกต้องพายุ
"เจินเจิน" ฮ่องเต้ตรัสด้วยเสียงนุ่มนวลทว่ามีอำนาจ
"เ้าเขียนอักษร สันติภาพ ให้ข้าดูอีกครั้งซิ ครั้งนี้ข้าอยากเห็นเ้าเขียนบนผ้าไหมยาวสิบเจ็ดหลานี่ ข้าจะใช้เป็ผ้าม่านประดับในหอศรัทธา"
เจินเจินแทบจะร้องไห้ออกมา
"ฝ่าา! หม่อมฉัน! หม่อมฉันเพิ่งฟื้นไข้ ข้อมือยัง! ยังไม่สู้ดีนักเพคะ"
"งั้นหรือ? เมื่อเย็นเ้ายังตวัดพู่กันเรียกัได้อยู่เลย" ฮ่องเต้เลิกคิ้ว รอยยิ้มที่มุมปากเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความระแวง
"หรือว่า! สิ่งที่ข้าเห็นเมื่อเย็น เป็เพียงปาฏิหาริย์ชั่วคราว?"
"มิได้เพคะ! หม่อมฉัน หม่อมฉันเพียงแต่..."
"เขียน!" ฮ่องเต้ตวาดสั้นๆ จนแจกันหยกข้างแท่นสนั่น
เจินเจินจำใจลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือยาวที่วางพ่วงด้วยผ้าไหมขาวบริสุทธิ์ นางหยิบพู่กันขึ้นมา แต่มือที่สั่นอย่างรุนแรงทำให้พู่กันหลุดร่วงลงพื้นจนน้ำหมึกกระเด็นเปื้อนพรม
"ฝ่าา! หม่อมฉันผิดไปแล้ว!" เจินเจินทรุดตัวลงคุกเข่า ร่ำไห้ออกมาอย่างหมดท่า
ภายนอกห้อง รุ่ยเอ๋อร์ได้ยินทุกคำพูดผ่านประสาทััที่เฉียบคมขึ้นจากการดื่มหมึก "โง่จริงๆ!"
"เ้าจะช่วยนางไหม?" มู่เยว่ถามพลางกอดอก
"หากนางถูกจับได้ว่าหลอกลวงเบื้องสูง ตระกูลเหยาทั้งหมดจะถูกปะาเจ็ดชั่วโคตร รวมถึงเ้าด้วย"
"ข้าไม่สนตระกูลเหยา แต่ข้าสนโฉนดที่ดินและเสี่ยวชุ่ยที่ยังอยู่ที่นั่น" รุ่ยเอ๋อร์สูดลมหายใจ
"และข้า้าให้นางเป็ เกราะบังหน้าให้ข้าไปอีกสักพัก"
รุ่ยเอ๋อร์หลับตาลง ใช้สมาธิทั้งหมดสั่งการไปยัง น้ำหมึกในเืของนาง นางเริ่มขยับปลายนิ้วกลางอากาศ ราวกับกำลังเขียนลงบนความว่างเปล่า
"วิชา ร้อยเรียงวารีผ่านผนัง!" มู่เยว่พึมพำด้วยความประหลาดใจ
"เ้าเพิ่งเรียนรู้มันได้ในคืนเดียวงั้นหรือ?"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ตอบ แต่นางกำลังบังคับให้หมึกที่กระเด็นอยู่บนพรมในห้องบรรทม ไหลกลับมาที่พู่กัน และไม่ใช่แค่ไหลธรรมดา แต่นางใช้พลังปราณอักษรดึงดูดหมึกจากจานหมึกให้ระเหยกลายเป็ไอจางๆ แทรกผ่านรอยแตกของประตูไม้ เข้าไปห่อหุ้มพู่กันในมือของเจินเจิน
ภายในห้อง เจินเจินรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาประคองมือนางไว้ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเข้าสู่ข้อมือ ทำให้นางหยุดสั่นอย่างน่าประหลาด
"ลุกขึ้นเขียน" เสียงกระซิบของรุ่ยเอ๋อร์ดังขึ้นในใจของเจินเจิน
"ทำตามที่ข้าบอก ขยับมือตามความรู้สึก!"
เจินเจินเหมือนคนละเมอ นางลุกขึ้นจับพู่กันและเริ่มลากเส้นลงบนผ้าไหมยาวสิบเจ็ดหลา เส้นอักษรที่ออกมาคราวนี้ไม่ได้ทรงพลังเหมือนัทะยานฟ้า แต่กลับพริ้วไหวเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขา งดงามและสงบนิ่งสมกับคำว่า สันติภาพ
ฮ่องเต้จิ่งตี้นิ่งอึ้งไป ความโกรธเกรี้ยวสลายไปสิ้น ทรงก้าวเข้าไปลูบไล้รอยหมึกที่ยังไม่แห้ง
"ยอดเยี่ยม! แม้จะต่างจากเมื่อเย็นไปบ้าง แต่นี่คือลายมือที่สื่อถึงจิติญญาที่สงบสุขจริงๆ เจินเจิน! เ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้ไม่เว้นแต่ละชั่วโมงเลยทีเดียว"
ฮ่องเต้รวบตัวเจินเจินเข้ามากอด
"คืนนี้ข้าจะยกโทษให้เ้าที่ทำพู่กันหล่น แต่เ้าต้องชดเชยให้ข้าด้วยการร่ายรำบทกวีที่เ้าเขียนนี้ให้ข้าฟัง"
เจินเจินซบหน้าลงบนอกพระองค์พลางลอบถอนหายใจยาว แววตาของนางที่เคยมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยความริษยา บัดนี้กลับเริ่มมีความ ยำเกรง และ พึ่งพา เข้ามาแทนที่
ภายนอกตำหนัก รุ่ยเอ๋อร์ทรุดลงพิงเสาเหงื่อโทรมกาย การบังคับอักษรข้ามห้องผ่านสื่อกลางที่เป็ไอหมึกใช้พลังงานมหาศาล
"เ้าช่วยนางไว้ได้อีกครั้ง" มู่เยว่เดินเข้ามาประคองนาง
"แต่เ้าก็ทำให้ฮ่องเต้ทรงลุ่มหลงในตัวนางมากขึ้น นั่นหมายความว่า เ้าจะต้องติดอยู่ในบ่วงนี้ไปอีกนาน"
"ข้าไม่ได้ช่วยนาง ข้าช่วยตัวเอง" รุ่ยเอ๋อร์ปัดมือเขาออกอย่างไว้ตัว
"มู่เยว่อ๋อง ท่านสัญญาว่าจะพาข้าไปหอจดหมายเหตุลับ คืนนี้ข้าพร้อมแล้ว"
"เ้าแน่ใจหรือ? ร่างกายเ้าตอนนี้เหมือนกระดาษที่ถูกไฟลามไปครึ่งแผ่น"
"กระดาษที่ถูกไฟลามนั่นแหละ ที่จะเขียนความจริงได้ชัดเจนที่สุด" รุ่ยเอ๋อร์สบตาเขา แววตาของนางบัดนี้ไม่ใช่เด็กสาววัยสิบสี่ แต่เป็จอมปราชญ์ผู้กร้านโลก
"ข้าต้องรู้ว่าใครฆ่าพ่อข้า และใครเป็คนเอาตัวอาอันมา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเป็แค่ฝีมือของลุงรองโง่ๆ ของข้าเพียงคนเดียว"
มู่เยว่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก
"ก็ได้ ในเมื่อเ้าอยากไปลงนรกนัก ข้าก็จะนำทางให้"
เขาสะบัดชายเสื้อคุมสีดำ ห่อหุ้มร่างของรุ่ยเอ๋อร์ไว้แล้วทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกที่สุดของวังหลวง ที่ตั้งของหอจดหมายเหตุชิงหลวน ที่ซึ่งความลับนับร้อยปีถูกฝังไว้ใต้อักษรที่ตายแล้ว
รุ่ยเอ๋อร์มองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเงาเจ็ด (อาอัน) ยังคงยืนนิ่งเฝ้าหน้าประตูดวงตาที่ว่างเปล่านั้นยังคงหลอกหลอนนาง
อาอัน! รอพี่ก่อนนะ เมื่อพี่ลบอักขระลบเลือนในหัวใจเ้าได้ เราจะกลับบ้านไปด้วยกัน แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้วก็ตาม
กลิ่นหมึกโลหิตัในกายของนางเริ่มเข้มข้นขึ้น ทุกครั้งที่นางโกรธหรือเศร้า พลังของมันจะทวีคูณ แต่นางกลับไม่รู้เลยว่า ทุกครั้งที่พลังเพิ่มขึ้น ความเป็มนุษย์ ของนางก็กำลังถูกย้อมให้กลายเป็สีดำทีละน้อย
