เล่มที่ 6 บทที่ 154 ผู้บำเพ็ญขั้นสูง
เจียงหลีรับกระเป๋าเฉียนคุนใบเก่ามา พอเปิดออกก็เห็นว่าข้างในมีหินิญญาอัดแน่นจึงเบิกตาโตตกตะลึงไปชั่วขณะ
‘ซื้อจริงอย่างนั้นหรือ?’
เพียงพริบตาเดียวก็รีบเก็บกระเป๋าเฉียนคุนใบนั้นไปทันที ก่อนจะยกมือคารวะหวังหยวน
“ศิษย์พี่ พอดีคิดได้ว่าข้ายังมีธุระ จึงต้องขอตัวก่อน หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่!”
พูดจบเจียงหลีก็เผ่นแน่บไปทันที
ระหว่างที่วิ่งอยู่นั้น เขาก็คิดไปพลาง ‘ไม่ว่าอีกฝ่ายจะซื้อจริงหรือเท็จ ยังไงข้าก็ขอหนีก่อนดีกว่า ต่อให้เสียดายภายหลังยังไงก็ไม่ทันแล้ว…’
หวังหยวนที่ยืนถือกระบี่อยู่นั้นยังคงตกตะลึงอยู่ที่เดิม สายตาก็มองไปที่เจียงหลีที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
เป็เวลานานกว่าเขาจะยกยิ้มขมขื่นออกมา ‘ช่างเถอะ จะหนีก็หนีไป อย่างไรก็ตามหินิญญาพวกนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ถือว่าทำบุญก่อนตายแล้วกัน…’
หลังจากถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หวังหยวนก็มุ่งหน้าเดินออกไปทางนอกเมือง
ที่หุบเขาสำนักไป๋เหอมีไอปีศาจเข้มข้นคล้ายเมฆหมอกหนาทึบทั่วบริเวณ แม้อยู่ไกลก็ยังเห็นได้ชัดเจน ท่ามกลางไอปีศาจเข้มข้นนั้น มีปีศาจขนาดั์สูงกว่าสิบจ้างคล้ายูเาลูกย่อม มีลักษณะครึ่งอสรพิษครึ่งวัว บัดนี้กำลังถือธงดำไว้ในมือ คอยบงการให้ควันดำมากมายแพร่กระจายเข้าสู่ค่ายกลขนาดใหญ่
และในค่ายกลขนาดใหญ่นั้นก็มีศิษย์สำนักไป๋เหอนับร้อยคนถูกกักขังอยู่ พวกเขากำลังถูกหมอกควันดำที่ราวกับงูโอบรัดดูดกลืนพลังปราณที่พวกเขาบำเพ็ญมานับสิบปี…
หวังหยวนมองเหล่าศิษย์ที่อยู่ในค่ายกล ทันใดนั้นสายตาก็ฉายแววแน่วแน่ชัดเจนขึ้น ก่อนที่เขาจะชักกระบี่พุ่งตัวขึ้นไปยังหุบเขา เพื่อต่อสู้กับปีศาจครึ่งอสรพิษครึ่งวัว
“เ้าปีศาจร้าย ไปตายเสียเถอะ!”
สามวันผ่านไปที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองวั่งไห่ มีผู้บำเพ็ญสองถึงสามคนกำลังพูดคุยถึงเทศกาลไห่หุ้ยที่กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างออกรส ทว่าก็มีผู้บำเพ็ญที่เดินทางมาจากนอกเมืองนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยออกมา
“จริงสิ ได้ยินว่าหลายวันก่อน สำนักไป๋เหอสามารถเอาชนะปีศาจขั้นห้าได้…”
“สำนักไป๋เหองั้นหรือ?”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงักไป ‘มีสำนักไป๋เหอตั้งอยู่ด้วยหรือ?’
เป็นานกว่าทุกคนจะนึกออกว่ามีสำนักนี้อยู่จริงๆ สำนักไป๋เหอนั้นตั้งอยู่บริเวณนอกเมือง ห่างจากเมืองวั่งไห่ไปพันลี้ ทั้งสำนักมีศิษย์อยู่ร้อยกว่าคน ผู้าุโที่แข็งแกร่งที่สุดก็บำเพ็ญแค่ขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ได้สองด่านเท่านั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็สำนักปลายแถวที่สุดในพิภพซ่างจงเลยทีเดียว…
ทุกคนชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะมีใครบางคนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ต่อให้ทั้งสำนักรวมกันก็ยังไม่พอให้ปีศาจขั้นห้ายาไส้เลยด้วยซ้ำ จริงไหม?”
“หึหึ คงไม่รู้กันสินะ…” ผู้บำเพ็ญที่มาจากนอกเมืองได้ยินดังนั้นก็แสร้งอมพะนำ กระตุ้นให้ทุกคนอยากรู้อย่างเห็นมากขึ้น ครู่หนึ่งจึงปริปากออกมา
“ได้ยินว่าสำนักไป๋เหอมีเคล็ดวิชามารา ที่ต้องใช้เืของผู้บำเพ็ญเซ่น เช่นนั้นจึงสามารถสังหารปีศาจขั้นห้าได้”
“เคล็ดวิชามาราหรือ?”
“ใช่ๆ ข้าจะบอกให้นะ…”
แค่ระยะเวลาสั้นๆเพียงสามวัน เื่นี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองวั่งไห่ ทั้งโรงน้ำชา โรงเตี๊ยม ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็พูดถึงเื่เดียวกัน
“สำนักไป๋เหอสังหารปีศาจขั้นห้า”
แต่สิ่งที่ผู้คนถกเถียงไม่หยุด กลับเป็เื่ที่สำนักไป๋เหอนั้นสามารถทำได้อย่างไร
บ้างก็พูดว่าเป็เคล็ดวิชามาราที่ต้องใช้เืเซ่น บ้างก็พูดว่าเป็ค่ายกลขนาดใหญ่ที่กักขังปีศาจขั้นห้าจนตาย บ้างก็พูดว่าสำนักไป๋เหอเลี้ยงัร้ายเอาไว้ตนหนึ่ง พอถึงยามคับขันก็ปล่อยมันออกมาต่อสู้กับปีศาจขั้นห้า…
แถมยังมีคนพูดว่าหวังหยวนที่เป็ผู้าุโของสำนัก ได้กระบี่เล่มหนึ่งจากผู้บำเพ็ญชั้นสูง และได้ใช้กระบี่นั่นสังหารปีศาจขั้นห้าสำเร็จอีกด้วย
จึงมีผู้คนมากมายหลั่งไหลไปหาหวังหยวนที่สำนักเพื่อสอบถามเบาะแสของผู้บำเพ็ญขั้นสูง…
แต่ประเด็นคือหวังหยวนจะไปรู้เบาะแสของคนผู้นั้นได้อย่างไร?
สุดท้ายหวังหยวนก็ถูกตื๊อจนทนไม่ไหว จึงอ้ำๆอึ้งๆกล่าวออกไป
“ข้าซื้อกระบี่นั่นมาในราคาสามพันหินิญญา!”
ผู้คนได้ยินเช่นนั้นก็ไม่อาจเชื่อได้ ‘ไปหลอกกับผีเถอะ กระบี่ที่สังหารได้แม้กระทั่งปีศาจขั้นห้า มีหรือจะขายในราคาสามพัน ใครจะไปเชื่อ?’
แต่ไม่ว่าหวังหยวนจะพูดจริงหรือโกหก แต่ข่าวลือเื่หวังหยวนได้รับกระบี่จากผู้บำเพ็ญขั้นสูงก็กระจายไปทั่วเมืองวั่งไห่แล้ว…
บัดนี้ภายในร้านหลอมอาวุธทางเหนือของเมืองวั่งไห่
“ได้ยินไหมๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็ผู้บำเพ็ญขั้นสูงที่มอบกระบี่ด้วยล่ะ ฮ่าๆ…”
สองวันที่ผ่านมา เจียงหลีเดินไปไหนมาไหนด้วยความทะนงตน เพราะั้แ่ข่าวลือเริ่มแพร่กระจาย เจียงหลีก็เอาแต่เดินเชิดหน้าตลอด จนหลินเฟยอดสงสัยไม่ได้ ‘หากมีข่าวลือยิ่งกว่านี้ เ้านี่จะเชิดจนคอหักเลยหรือเปล่า’
“จริงสิ อาจารย์อา ตอนนี้ทั้งเมืองมีแต่ข่าวลือเื่มอบกระบี่…” พอเห็นว่าหลังจากคุยโม้โอ้อวดแล้วไม่มีคนสนใจ เจียงหลีจึงยอมหยุด ก่อนจะเดินกลับมาหาหลินเฟย
“ถือโอกาสนี้นำกระบี่ที่เหลือออกไปขายดีหรือไม่ หนึ่งเล่มสามพัน สองเล่มหกพัน สิบเล่มก็สามหมื่น ร้อยเล่มก็สามแสนหินิญญาเชียวนะ โอ๊ย ตาย…”
“ไม่รีบ”
“หื้อ จะไม่ให้รีบได้อย่างไร!” เจียงหลีได้ยินดังนั้นก็แย้งขึ้นมาทันที
“นั่นมันสามแสนหินิญญาเชียวนะ ท่าน…”
“จริงสิ ข้ามีเื่หนึ่ง้าให้เ้าไปทำ”
“หื้อ?”
“เดี๋ยวเ้าเอากระบี่ออกไป…” หลินเฟยกวักมือเรียกให้เจียงหลีเข้ามาหา ก่อนจะกระซิบข้างหูเสียงเบา หลังจากสั่งงานเสร็จก็ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ
“หากทำสำเร็จ จะได้มากกว่าสามแสนหินิญญาเลยทีเดียว”
พูดจบก็ลุกขึ้นกลับไปบำเพ็ญปราณโลหะสีทองต่อ โดยไม่สนเจียงหลีที่แข็งค้างเป็หินเลยสักนิด
เพราะนี่เป็กิจวัตรที่หลินเฟยต้องทำทุกวันใน่นี้
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้หลินเฟยมีพลังปราณโลหะสะสมมากมายตอนอยู่ขั้นย่างหยวน คืนนั้นตอนฝ่าเคราะห์อัสนีเก้าสาย ก็มีโอกาสพุ่งทะยานบรรลุขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนเคราะห์ด่านที่สองแล้ว แต่หลินเฟยกลับกดข่มเอาไว้
เพราะรู้ดีว่าขั้นบำเพ็ญเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ดีแต่อย่างใด…
ชาติที่แล้วหลังจากภัยพิบัติครั้งนั้น ตลอดเวลาสามสิบปี หลินเฟยเห็นผู้บำเพ็ญมากมายที่ขั้นบำเพ็ญพุ่งขึ้นอย่างก้าวะโ ทว่ารากฐานกลับไม่มั่นคง สุดท้ายร่างก็แตกสลายไปในด่านเคราะห์ก่อนจะได้บรรลุขั้นฟ่าเซิน
ดังนั้นชาตินี้ในทุกขั้นบำเพ็ญหลินเฟยจะต้องทำรากฐานให้มั่นคง โดยใช้ปราณกระบี่เซียนเทียนเป็หลัก ปราณกระบี่โฮ่วเทียนเป็รอง บำเพ็ญเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ทีละขั้น แม้จะมีโอกาสบรรลุมิ่งหุนเคราะห์สอง แต่หลินเฟยก็จำเป็ต้องกดข่มเอาไว้ เขารู้ดีว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ออกห่างจากเป้าหมายไปไกล…
ดังนั้น่นี้หลินเฟยจึงยุ่งเป็พิเศษ ทั้งหลอมกระบี่ ทั้งวางค่ายกล แถมยังต้องหลอกล่อสามสำนักใหญ่เล่นอีก
-----------------------------------------------------------------------------------------
