"ฉันเป็นักพฤกษศาสตร์... เอ่อ หมายถึง ฉันรู้เื่ต้นไม้ดีที่สุด ต้นไม้้าเวลาเติบโต คนก็เหมือนกัน เธออายุแค่สี่ขวบ จะไปทำงานเท่าผู้ใหญ่ได้ยังไง"
เสี่ยวเถานิ่งค้างไป น้ำตาที่แห้งไปแล้วกลับรื้นขึ้นมาใหม่ คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะความรู้สึกอุ่นๆ ที่แล่นวาบเข้ามาในหัวใจ เด็กน้อยโผเข้ากอดขาซูเหยาแน่น
"แม่เปลี่ยนไป... แม่ใจดีจัง เสี่ยวเถารักแม่คนนี้จ๊ะ"
ซูเหยาตัวแข็งทื่อ เธอไม่ชินกับการถูกเด็กกอดเลยสักนิด ในใจลึกๆ แอบคิดว่ามันน่ารำคาญและทำให้เสื้อผ้าเปื้อนคราบน้ำตา แต่ทว่ามือของเธอกลับค่อยๆ เอื้อมลงไปลูบหลังเล็กๆ นั้นเบาๆ อย่างเป็ธรรมชาติ
"เออน่ะ เลิกร้องได้แล้ว เดี๋ยวตาบวมพอดี" ซูเหยาแสร้งทำเป็ดุ แต่เสียงของเธออ่อนลงมาก "มาช่วยฉันหาต้นผักเสี้ยนป่าดีกว่า ถ้าเจอเยอะๆ เย็นนี้ฉันจะทำผักดองสูตรพิเศษให้กิน รสชาติจะดีกว่าข้าวต้มิญญาที่บ้านเยอะ"
"ผักดองเหรอจ๊ะ! หนูจะช่วยหาจ๊ะแม่ หนูจะหาให้เต็มตะกร้าเลย!"
เสี่ยวเถาเริ่มออกวิ่งะโโลดเต้นอยู่รอบตัวซูเหยา ความหวาดกลัวที่เคยปกคลุมหายไปราวกับหมอกที่โดนแสงอาทิตย์จ้า ซูเหยามองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างทางกลับบ้าน ซูเหยาพบต้นสมุนไพรที่มีสรรพคุณฆ่าแมลงธรรมชาติ เธอเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง พลางวางแผนในหัวว่าจะจัดการกับสวนผักอย่างไรให้ทันฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
แต่แล้ว ความสงบสุขก็ถูกขัดจังหวะเมื่อมีเสียงแหลมสูงดังมาจากทางแยกข้างหน้า
"ตายจริง! นั่นแม่ม่ายหลินไม่ใช่เหรอ? วันนี้เข้าป่าไปหาผู้ชายหรือไปหาอะไรกันแน่ ถึงได้หอบเอาหญ้าเน่าๆ เต็มตะกร้ากลับมาแบบนั้น!"
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาขวางหน้า เธอคือ สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลหลิน พี่สะใภ้ของสามีผู้ล่วงลับที่คอยจิกกัดและพยายามจะไล่ซูเหยาออกจากบ้านเพื่อยึดที่ดินสวนผักมาเป็ของตน ขณะนั้นเสี่ยวเถารีบวิ่งมาหลบข้างหลังซูเหยาทันที มือเล็กๆ กำชายเสื้อแม่แน่นจนยับย่น
ซูเหยาหรี่ตามองผู้มาใหม่ เธอไม่มีอารมณ์จะมาเล่นาประสาทกับแม่บ้านขี้อิจฉาในตอนนี้
"ฉันไปหาของกินและของใช้ ไม่ได้ไปหาเื่ใคร หรือถ้าพี่สะใภ้ว่างมากจนมีเวลามาจับผิดคนอื่น ฉันแนะนำให้ไปดูสวนบ้านพี่เถอะ เห็นว่าต้นกล้าเหี่ยวจนจะตายหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?" ซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม
สะใภ้ใหญ่หน้าเปลี่ยนสีทันที "แก! กล้าดียังไงมาแช่งสวนบ้านฉัน? นังม่ายตัวซวย อวดดีนักนะ เดี๋ยวนี้พูดจามีหางเสียงกับพี่กับเชื้อไม่เป็แล้วหรือไง!"
"หางเสียงน่ะมีไว้ใช้กับคนที่ควรเคารพ" ซูเหยากระชับสายตะกร้าบนหลัง "และคนที่จะมาดูถูกฉันต่อหน้าลูกสาวของฉัน ไม่ถือว่าเป็คนในประเภทนั้น... หลีกไปซะ ฉันมีงานต้องทำ"
สะใภ้ใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่นึกว่าน้องสะใภ้ที่เคยเอาแต่ร้องไห้หรือทำตัวบ้าๆ บอๆ จะโต้ตอบได้เป็เหตุเป็ผลและนิ่งสงบได้ขนาดนี้
"ไปกันเถอะเสี่ยวเถา อย่าอยู่คุยกับคนไร้สาระเลย มันเสียพลังงาน" ซูเหยาจูงมือเสี่ยวเถาเดินผ่านไปอย่างสง่าผ่าเผย
เสี่ยวเถามองแม่ของเธอด้วยความทึ่ง เด็กน้อยไม่เคยเห็นใครกล้าเถียงป้าสะใภ้ที่ดุที่สุดในหมู่บ้านได้แบบนี้เลย หัวใจดวงน้อยๆ พองโตด้วยความภาคภูมิใจ
แม่ของหนูเก่งที่สุดในโลกเลย!
ในเย็นวันนั้น ซูเหยาไม่ได้บังคับให้เสี่ยวเถาลงสวน แต่เธอกลับชวนเด็กน้อยมานั่งล้อมวงที่กองไฟหน้าบ้าน ช่วยกันคัดแยกพืชที่เก็บมา ซูเหยาอธิบายลักษณะของใบไม้แต่ละชนิดราวกับกำลังบรรยายในห้องประชุมทางวิชาการ แม้เสี่ยวเถาจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เด็กน้อยก็นั่งฟังอย่างตั้งใจไม่ยอมห่างไปไหน
สำหรับหลินซูเหยา ชีวิตในยุค 70 อาจจะยากลำบากทางกาย แต่น่าแปลกที่เธอกลับรู้สึกว่าความวุ่นวายในจิตใจที่เคยแบกไว้ในโลกอนาคต มันค่อยๆ ถูกเยียวยาด้วยมือน้อยๆ ที่คอยช่วยหยิบต้นหญ้าส่งให้เธออย่างขะมักเขม้น
บางทีการมีมนุษย์เด็กอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะไม่แย่อย่างที่คิด
แสงเงินแสงทองของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของฝาบ้านดิน หลินซูเหยา ลืมตาขึ้นพร้อมกับความปวดเมื่อยที่รุมเร้าไปทั้งตัว ร่างกายนี้ช่างเปราะบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับใจของเธอที่อยากจะเริ่มงานใจจะขาด ข้างกายของเธอ เสี่ยวเถา ยังคงหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเด็กน้อยทำให้ซูเหยาเผลอจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง แก้มตอบๆ นั้นเริ่มมีสีเืฝาดขึ้นมาบ้างจากซุปผักป่าเมื่อคืน
ซูเหยาลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เธอสวมชุดผ้าฝ้ายสีซีดขัดส้วม สะพายจอบเก่าที่บิ่นจนเกือบใช้ไม่ได้ แล้วเดินตรงไปยังสวนผักหลังบ้าน พื้นที่ประมาณครึ่งหมู่ (ราว 300 ตารางเมตร) ที่ตอนนี้ดูไม่ต่างจากสุสานพืช
เธอย่อตัวลง ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วััผิวดินที่แห้งกรังจนเป็แผ่นแข็ง "ไหนดูซิ... ปัญหาของเธอคืออะไรกันแน่"
หญิงสาวพยายามวิเคราะห์ด้วยสายตานักวิทยาศาสตร์ ซูเหยาไม่ได้มองแค่ "ดิน" แต่มันคือระบบนิเวศที่ล้มเหลว เธอขุดดินลงไปเพียงไม่กี่เิเก็เจอกับความแข็งกระด้างที่แม้แต่นิ้วมือยังสอดเข้าไปไม่ได้
"ดินเหนียวจัด มันทำให้ระบายน้ำแย่ แต่อุ้มน้ำจนรากเน่าในฤดูฝน และแข็งเป็หินในฤดูแล้ง" เธอกระซิบวิเคราะห์กับตัวเอง พลางหยิบเศษดินขึ้นมาดม
"กลิ่นอับชื้นแต่ไร้ชีวิตวา ไม่มีไส้เดือน ไม่มีจุลินทรีย์ ค่าพีเอชน่าจะเอนไปทางเป็กรดจัดเพราะการปลูกพืชซ้ำซากโดยไม่พักดิน"
เธอมองไปยังพืชที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ต้นผักกาดที่มีใบเหลืองซีดและแกร็น "อาการขาดไนโตรเจนชัดเจน แถมขอบใบไหม้แบบนี้โพแทสเซียมก็ไม่เหลือ"
"แม่จ๋า...ทำอะไรอยู่เหรอจ๊ะ?"
เสียงใสๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเหยาะๆ เข้ามา เสี่ยวเถาในชุดเดิมแต่ดูสดใสขึ้นกว่าวันแรกขยี้ตาพลางมองแม่ที่กำลังนั่งดมดินอยู่
"กำลังตรวจอาการคนป่วยอยู่น่ะ" ซูเหยาตอบโดยไม่หันไปมอง
เสี่ยวเถาทำหน้าฉงน "คนป่วย? ใครป่วยจ๊ะแม่ ในสวนไม่มีคนเสียหน่อย มีแต่ผักเหี่ยวๆ"
ซูเหยาชี้ลงที่พื้น "นี่ไง คนป่วยที่ใหญ่ที่สุด ผืนดินนี้กำลังขาดสารอาหารอย่างหนัก เสี่ยวเถา รู้ไหมว่าทำไมที่ผ่านมาแม่ของเธอ...เอ้อ...แม่น่ะ ถึงปลูกอะไรไม่ขึ้น? ไม่ใช่เพราะเธอทำไม่ดีหรอกนะ แต่เพราะดินมันหิวจนไม่มีแรงจะเลี้ยงต้นไม้แล้ว"
