บทที่ 10 เดิมพันด้วยเข็มวินาที ep 2
หลิงเว่ยจ้องตาเขากลับ ไม่มีความเกรงกลัวในแววตาคู่นั้น มีเพียงความขบขันจางๆ
"ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่ถือปืนอยู่ข้างนอกหรอกนะ..."
เธอยกนิ้วชี้เรียวยาวขึ้น แตะที่อกข้างซ้ายของเขาอีกครั้ง ก่อนจะเคาะเบาๆ นิ้วตำแหน่งเดิมที่เธอเคยัั
"แต่อาจจะเป็สิ่งที่ซ่อนอยู่ ในนี้ หรือคนใกล้ตัวที่คุณคาดไม่ถึงต่างหาก"
พูดเสร็จมุมปากขวาของเธอก็ยกขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างยั่วยวนกวนโมโห
"หมายความว่าไง?" เฟิ่งอู่เหินคว้าข้อมือเธอไว้แน่น บีบจนเธอเจ็บ
"บอกมา! เธอรู้อะไรอีก?"
"โอ๊ย! เจ็บนะ!"
หลิงเว่ยนิ่วหน้า พยายามบิดข้อมือออก
"ฉันบอกยังไม่ได้ พลังของฉันมีขีดจำกัด การฝืนดูอนาคตของคุณเมื่อคืนทำให้ฉันแทบตาย คุณต้องรอ..."
"รอ? รอให้ฉันเืตกยางออกก่อนหรือไง!"
"ใช่!" หลิงเว่ยตวาดกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เพราะโชคชะตาของคุณมันเริ่มหมุนแล้ว นับั้แ่วินาทีที่คุณพาฉันเข้ามาในบ้านหลังนี้!อีกอย่างคุณก็บอกเองว่าไม่กลัวป้องกันแล้วมิใช่รึ? แล้วคุณจะกลัวอะไร?”
เธอจัดให้เขาอีกหนึ่งดอกเบาๆ พอกรุบกริบ
ทั้งสองจ้องตากันอย่างดุเดือด บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ทันใดนั้น...
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงบอกเวลา 09:00 น. ดังขึ้น วินาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์มือถือของเฟิ่งอู่เหินก็กรีดร้องดังสนั่นทำลายความเงียบ!
เฟิ่งอู่เหินชะงัก สายตาคมกริบเหลือบมองหน้าจอ 'เหยียนเจ๋อ' มือขวาคนสนิท เขากดรับสายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเด็กสาวใต้ร่างไม่วางตา
"ว่ามา"
"นายครับ! มีเื่ด่วน!"
น้ำเสียงของเหยียนเจ๋อที่ปกติจะสุขุมนุ่มลึก บัดนี้กลับเจือไปด้วยความตื่นตระหนกและเร่งรีบ
"สายลับที่เราส่งไปเจาะข้อมูลเชิงลึกของคู่ค้าคุณชายเฉิงหาว เพิ่งกู้ไฟล์ลับที่ถูกซ่อนไว้ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศได้ครับ... ข้อมูลทางการเงินที่มันเอามาโชว์เราทั้งหมด เป็ของปลอม!"
คิ้วเข้มของเฟิ่งอู่เหินขมวดเข้าหากันทันที "ของปลอม?"
"ใช่ครับ! ความจริงคือบริษัทแม่ของพวกมันล้มละลายไปั้แ่เดือนก่อนแล้วครับนาย! มันกำลังถังแตกและโดนฟ้องร้องคดีฉ้อโกงข้ามชาติอยู่ มันรีบมาเซ็นสัญญากับคุณชายเฉิงหาวเพื่อจะเอาเงินมัดจำก้อนโตไปหมุนหนีหนี้ครับ!"
เฟิ่งอู่เหินกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง หุ้นส่วนคนนั้นกำลังจะล้มละลาย... คำทำนายของหลิงเว่ยดังก้องในหัวทันที มันถูกต้อง ถูกต้องอย่างน่าขนลุก!
ยังไม่ทันที่เขาจะสั่งการอะไรต่อ สายเรียกซ้อนก็ดังแทรกเข้ามา คราวนี้ชื่อบนหน้าจอคือ 'เฉิงหาว'
เฟิ่งอู่เหินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากดสลับสายทันที "เฉิงหาว..."
"คุณชายเจ็ด! คุณชายเจ็ด! ช่วยผมด้วย! ชิบหายแล้วคราวนี้!"
เสียงของเฉิงหาวดังลั่นออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโกลาหล เสียงไซเรนตำรวจและเสียงคนะโโหวกเหวกดังแทรกเข้ามาเป็ระยะ
"เกิดอะไรขึ้น! นายเซ็นสัญญาไปหรือยัง?" เฟิ่งอู่เหินตะคอกถาม
"เกือบไปแล้วนะสิ! ปลายปากกาฉันแตะกระดาษแล้ว! แต่จู่ๆ ... จู่ๆ ดินตรงไซต์งานก่อสร้างที่พวกมันพาผมมาดูเพื่อเซ็นสัญญาก็ถล่มลงมา!"
เฉิงหาวหอบหายใจแรงเหมือนคนกำลังวิ่งหนีตาย
"นายรู้ไหมว่าเจออะไร? โลงศพพี่! โลงศพเป็ร้อยๆ โลง! ใต้ดินที่พวกมันบอกว่าเป็ทำเลทอง มันคือป่าช้าเก่า! ขุดลงไปเจอแต่กระดูกคนตาย!"
เฟิ่งอู่เหินตัวชาวาบไปทั้งร่าง หันขวับมามองหลิงเว่ยที่นอนนิ่งฟังอยู่บนเตียงด้วยสายตาเหลือเชื่อ ที่ดินผืนนั้น เป็สุสานเก่าที่เ้าที่แรงมาก...
"พอความแตก พวกชาวบ้านแถวนั้นก็ฮือกันเข้ามา บอกว่าที่นี่เ้าที่แรงมาก ใครมาทำกินก็เจ๊งหมด แล้วตำรวจก็เพิ่งบุกเข้ามาจับไอ้ประธานนั่นข้อหาหลอกลวงต้มตุ๋นพอดี! ถ้าฉันเซ็นช้ากว่านี้ หรือจรดปากกาลงไป...ฉันคงโดนร่างแหข้อหาสมรู้ร่วมคิด แถมเสียเงินมัดจำฟรีๆ จนหมดตัวแน่!"
เสียงปลายสายยังคงพร่ำบ่นด้วยความขวัญเสีย
"แม่งเอ๊ย! รอดมาได้ไงวะเนี่ย...คุณชายเจ็ด แค่นี้ก่อนนะฉันต้องไปให้ปากคำตำรวจ"
ติ๊ด!
ความเงียบปะทุขึ้นมาในอากาศเสียงดังสนั่นทันทีที่ สายตัดไปแต่ครั้งนี้เป็ความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
เฟิ่งอู่เหินค่อยๆ ลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง ช้าๆ ราวกับคนหมดแรง เขายืนนิ่ง หันหน้ากลับมามอง 'แม่มดน้อย' ที่นอนอยู่บนเตียงเต็มตา
หลิงเว่ยยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ได้ยิ้มเยาะเย้ย แต่แววตาฉายประกายลึกลับ เธอยกมือขึ้นเสยผมทัดหูเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สรุปว่า เพื่อนของคุณยังรักษากระเป๋าเงินและอิสรภาพ ของเขาเอาไว้ได้ใช่ไหมคะ?"
เฟิ่งอู่เหินไม่ตอบในทันที เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาคำลวงหรือกลโกง แต่สิ่งที่พบมีเพียงความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ข้อมูลเชิงลึกที่แม้แต่หน่วยข่าวกรองของเขายังเพิ่งขุดเจอยัยเด็กนี่รู้ล่วงหน้ามาเป็วัน เื่ใต้ดินที่ไม่มีใครรู้... เธอก็มองเห็นทะลุปรุโปร่ง
"เธอ..." เสียงของัหนุ่มแหบพร่าไปเล็กน้อย
"เธอรู้ได้ยังไง?"
หลิงเว่ยขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงสบายๆ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็รอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า
"ฉันบอกคุณแล้วหลายครั้งแล้วนะ ว่าหากว่าฉัน้ารู้ ไม่มีอะไรจะปิดบังฉันได้ "
เฟิ่งอู่เหินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความมั่นใจและกำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงต่อหน้าต่อตา คำทำนายแรกแม่นยำราวจับวาง แล้วคำทำนายที่สองล่ะ?
"อีกสามวัน นายจะเืตกยางออก"
ความเย็นะเืแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังของมาเฟียหนุ่ม เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ตัวประกัน... ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า แต่เธอคือ ตัวแปรสำคัญ ที่อาจจะชี้ชะตาชีวิตของเขา!
"ดูเหมือนฉันจะชนะพนันรอบแรกนะคะ"
หลิงเว่ยยิ้มบางๆ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่รัศมีบางอย่างรอบตัวเธอกลับดูสูงส่งจนน่าเกรงขาม
เฟิ่งอู่เหินยืนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ความเงียบโรยตัวลงมาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ในหัวสมองของชายหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาข่มขู่เธอ ลากเธอมาขัง บีบข้อมือเธอ และสบประมาทความสามารถของเธอสารพัด ทั้งที่เธอกำลังพยายามเตือนด้วยความหวังดี (หรือเปล่า?) แต่ที่แน่ๆ ... เธอคือของจริง!!
ความรู้สึกกระดากอายสายหนึ่งแล่นวูบเข้ามาในอก... เขา... คุณชายเจ็ดผู้เลื่องชื่อเื่มารยาททางสังคมอันไร้ที่ติ เมื่อต้องออกงาน กลับทำตัวเป็อันธพาลข่มเหงผู้มีคุณวิเศษถึงเพียงนี้ แถมยังไม่เคยแม้แต่จะแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ ปล่อยให้เธอเรียกเขาว่า 'นาย' อยู่ฝ่ายเดียว
"อะแฮ่ม..."
เฟิ่งอู่เหินกระแอมไอเบาๆ เพื่อไล่ความอึดอัด เขาขยับคอเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ ปรับสีหน้าจากความตื่นตระหนกให้กลับมาสงบนิ่งและสง่างามตามเดิม แม้แววตาจะลดความดุดันลงหลายส่วน
"ฉัน..."
เขาเอ่ยขึ้นเสียงทุ้ม ก่อนจะชะงักไปนิดเหมือนเพิ่งนึกได้
"ไม่สิ ผม"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้หลิงเว่ยเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
เฟิ่งอู่เหินยืดตัวตรง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ท่วงท่าเปลี่ยนจากผู้คุมกฎมาเป็เ้าบ้านผู้ทรงเกียรติ
"ต้องขออภัยที่เสียมารยาทไปหลายครั้ง ทั้งเื่ที่ข่มขู่ และเื่ที่พาตัวคุณมาแบบไม่ให้เกียรติ"
เขาสบตาเธอตรงๆ แววตาฉายแววขอโทษอย่างลูกผู้ชาย แม้จะยังมีความไว้ตัวอยู่บ้าง
"ดูเหมือนผมจะมองข้ามมารยาทพื้นฐานไปจนลืมแนะนำตัวอย่างเป็ทางการกับแขกคนสำคัญ"
ชายหนุ่มโค้งศีรษะลงเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้บอดี้การ์ดข้างนอกต้องอ้าปากค้างหากมาเห็น
"ผม เฟิ่งอู่เหิน ทายาทลำดับที่เจ็ดแห่งตระกูลเฟิ่ง และเป็เ้าของบ้านหลังนี้"
เขายื่นมือขวาออกไปหาเธอ ราวกับจะขอสงบศึกและเริ่มต้นใหม่
"ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการ... คุณหนูรองหลิงเว่ย"
หลิงเว่ยมองมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้า สลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามเก็กขรึมกลบเกลื่อนความรู้สึกผิด เธอหลุดขำออกมาเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะยื่นมือบางที่ยังเย็นเฉียบของตนไปวางบนฝ่ามือร้อนผ่าวของเขา
"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ... คุณชายเฟิ่ง"
เธอกระชับมือตอบกลับอย่างมั่นคง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย ทำหน้าตาจริงจังขึ้นมาแวบหนึ่ง
"แต่ขอแก้ไขอะไรนิดนึงนะคะ"
เฟิ่งอู่เหินเลิกคิ้วสูง
"หืม?"
"ช่วยเรียกฉันว่า 'หลิงเว่ย' เฉยๆ เถอะค่ะ ตัดคำว่า 'คุณหนูรองตระกูลหลิง' ทิ้งไปได้เลย"
"ทำไม?"
ชายหนุ่มถามด้วยความฉงน
"ตำแหน่งคุณหนูตระกูลใหญ่ ตระกูลหลิงก็ไม่เลวนิครับ?"
หลิงเว่ยยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ราวกับกำลังพูดเื่ดินฟ้าอากาศปกติ
"เปล่าค่ะ มันก็หรูดี แต่พอดีว่าฉันเตรียมจะยื่นใบลาออกจากตระกูลนั้นเร็วๆ นี้น่ะค่ะ ตำแหน่งนี้มันใกล้จะหมดอายุเต็มที ขืนคุณเรียกติดปาก เดี๋ยวฉันจะลำบากใจตอนเป็คนจรจัดเปล่าๆ"
คำตอบที่ตรงไปตรงมาแถมยังดูไม่แคร์โลกของเธอทำให้เฟิ่งอู่เหินถึงกับสตั๊นไปสามวินาที ลาออกจากการเป็ลูกหลานเนี่ยนะ? ยัยเด็กนี่มันมีความคิดความอ่านยังไงกันแน่
สุดท้าย เขาก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เป็เสียงหัวเราะที่ดูชอบใจในความบ้าบิ่นนี้
"ลาออก? ฮึ ความคิดเข้าท่าดีนี่ ผมชอบคนชัดเจนแบบนี้"
หลิงเว่ยยิ้มกว้างจนตาหยี ั์ตาเป็ประกายซุกซนกลับมาอีกครั้ง
“งั้นตกลงตามนี้นะคะ คุณชายเจ็ด”
เฟิ่งอู่เหินกระตุกยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายและมีเสน่ห์กว่าครั้งไหนๆ มือหนากระชับมือเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับเป็การสัญญาของลูกผู้ชาย
"ตกลงครับ คุณหลิงเว่ย ว่าที่คนจรจัดแห่งยุค"
****กำลังจะเป็ว่าที่คน จอห์นจัดแห่งยุคแล้ว****
