รัศมีของกระบี่พลังปราณทำให้ผู้คนทั้งสนามพากันเงียบกริบ ก่อนที่มันจะค่อยๆ สลายหายไปจนมองไม่เห็น
เย่เฟิงเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายเริ่มชา ทว่ายังเหลือเรี่ยวแรงในการโจมตีครั้งสุดท้าย เขาเสียเืมากเกินไป หากไม่สามารถคว้าโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ได้ ผลลัพธ์ของวันนี้ก็คงถูกกำหนดไว้แล้ว
เขาใช้จิตหยั่งรู้สำรวจทั้งสี่ทิศ
คนจำนวนไม่น้อยที่มองร่างกายซึ่งเต็มไปด้วยเืของเขา ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ พวกเขาคิดเหตุผลที่ชายหนุ่มไม่ยอมหลบหลีกไม่ออก ทั้งยังเลือกยืนหยัดต่อต้านกระบี่พลังปราณอันแสนร้ายกาจ
เกิดความโกลาหลขึ้นภายในวงล้อมของคนที่เฝ้าสังเกตการณ์
ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นทีละต้น บนพื้นเต็มไปด้วยร่องรอยรัศมีกระบี่พลังปราณทำให้หยาดฝนที่กระหน่ำตกลงมาจนเจิ่งนองกลายเป็น้ำแข็งไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหลินซือฉิง ในที่สุดเธอก็สามารถพยุงเซียวฉี่ที่หมดสติออกจากรถไปหลบหลังต้นไม้ที่อยู่ด้านข้างได้สำเร็จ ใบหน้าสวยโผล่พ้นต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงต้นหนึ่ง เธอจ้องเย่เฟิงซึ่งเืท่วมตัวด้วยสายตาซับซ้อน
หญิงสาวรู้ดีว่าเขาสามารถหลบหลีกได้ เพราะหลงหว่านเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มถูกเขาผลักออกห่างจากรัศมีกระบี่เป็ลำดับแรก
แต่ทำไมเขาถึงไม่หลบออกมา
เมื่อเหลือบเห็นร่องรอยรัศมีกระบี่จำนวนมากที่อยู่บนรถทหาร หลินซือฉิงก็รู้ได้ทันทีว่าหากไม่ใช่เพราะชายสวมหน้ากากยืนขวางอยู่ตรงนั้น เธอและเสียวฉี่คงตายไปแล้ว
เขายอมเจ็บหนักขนาดนี้เพียงเพื่อช่วยพวกเธอหรอกเหรอ?
หลินซือฉิงไม่คิดว่าตนและเพื่อนจะมีความสำคัญต่อชายสวมหน้ากากมากพอที่เขาจะปกป้องพวกเธอ ทว่าเมื่อลองใคร่ครวญเกี่ยวกับเื่นี้ดีแล้ว นอกเหนือจากสาเหตุนี้ก็ไม่มีเหตุผลอื่นที่ชายหนุ่มจะยืนขวางทางกระบี่
หญิงสาวย่อมไม่มีทางรู้ว่าเมื่อครู่หนานฟางปล่อยมือจากใต้รถทหารก่อนหน้าเธอหนึ่งก้าว ก่อนะโขึ้นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล เขาเคลื่อนไหวท่ามกลางความมืดทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น
รองเท้าบูทะโพลังไฟฟ้าและมีหน้าไม้สังหารของมือปราบิญญานิโคตินทำให้ตอนนี้หนานฟางมีความสามารถในการต่อสู้มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ลูกศรหน้าไม้ขนาดเล็กของมือปราบิญญานิโคตินไม่อาจทำอะไรหลงโม่หรานได้ เวลานี้ชายหนุ่มซ่อนตัวบนต้นไม้เพื่อรอโอกาสที่ลงมือ
ในมือของเขาถือมีดบินหลายเล่มเพื่อเตรียมโจมตีด้วยเคล็ดอสูรร่ำไห้ แม้หนานฟางเพิ่งฝึกเคล็ดวิชานี้ได้ไม่นานและอาจแสดงอานุภาพของมันได้ไม่เต็มที่นัก แต่เขาก็ยังพอใช้มันก่อกวนหลงโม่หรานได้
หลงหว่านเอ๋อร์ถูกเย่เฟิงผลักออกมา เดิมเธอจะพุ่งเข้าไปต่อสู้กับหลงโม่หรานสุดชีวิต ทว่าเมื่อกลับมาคิดดูแล้ว ต่อให้ทำอย่างนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตรงหน้าได้ ทั้งยังมีสิ่งที่เธอต้องระวังหลังจากนั้นอีก ไม่ว่าจะใช้เปลวสุริยะหรือศรฝังดวงดาวล้วนไม่อาจทำอะไรหลงโม่หรานได้มากนัก และยิ่งเธอใช้พลังเ่าั้มากเท่าไร ตัวตนในฐานะผู้ฝึกวิถีเซียนอาจถูกเปิดเผยได้ง่ายมากเท่านั้น
รูปแบบวิทยายุทธ์ของผู้ฝึกวรยุทธ์ซึ่งบรรลุขั้นที่สามมีความคล้ายคลึงกับผู้ฝึกวิถีเซียนอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่นกระบวนท่าเพลงกระบี่บุปผาเหมันต์ฝ่าสายลมล้อมจันทราขั้นที่สามของหลงโม่หราน ดังนั้นผู้คนอาจไม่เห็นถึงความแตกต่างขณะหลงหว่านเอ๋อร์ใช้วิชาศรฝังดวงดาวถึงสองครั้ง อย่างมากพวกเขาคงคิดว่าด้วยพร์ของเธอ ทำให้เธอสามารถบรรลุวิทยายุทธ์ขั้นที่สามได้แล้ว แต่หากหญิงสาวยังใช้วิชาเซียนอีก อาจทำให้คนสังเกตความต่างของมันได้ เวลานั้นหลงหว่านเอ๋อร์เลือกที่จะถอยออกไปสองสามก้าวจนกลืนหายไปกับความมืด ก่อนแฉลบไปยืนข้างชูชู คอยปกป้องน้าสาวให้ปลอดภัย
กลุ่มคนตระกูลหลงต่างกระจายออกไปตามหาแขนที่ถูกตัดขาดของหลงโม่หราน ชูชูรู้สึกตึงเครียดจนไม่กล้าหายใจ จนกระทั่งหลงหว่านเอ๋อร์มาอยู่ข้างกาย เธอถึงโล่งอกขึ้นมาได้
ท่ามกลางต้นไม้ในความมืดนั้น หญิงสาวสองคนต่างแอบอิงซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็เฝ้าระวังสถานการณ์รอบข้าง
หลงหว่านเอ๋อร์ใช้จิตหยั่งรู้เพ่งความสนใจไปทางเย่เฟิงและหลงโม่หราน หญิงสาวเฝ้าระวังสถานการณ์ทุกฝีก้าว ขอเพียงมีโอกาส เธอจะใช้วิชาเซียนจู่โจมหลงโม่หรานจากระยะไกลนี่แหละ!
ด้านศิษย์สำนักหมัดเทวาซึ่งมีสวีเซียวหยู่เป็ผู้นำ ทั้งหมดถอยออกไปไกล กระทั่งรัศมีของกระบี่พลังปราณหยุดลง ทุกคนจึงโล่งใจก่อนกลับมาล้อมวงอีกครั้ง
สวีเซียวหยู่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง จับจ้องไปทางเย่เฟิง
ในความคิดของชายชรา เขาหวังว่าเย่เฟิงจะสามารถสังหารหลงโม่หรานได้สำเร็จ จากนั้นเขาจะกำจัดเย่เฟิงด้วยตัวเอง ไม่เพียงเป็การกำจัดศัตรูตัวฉกาจของคนในยุทธจักรเท่านั้น ยังถือเป็การล้างแค้นให้กับลัวเฟิงอีกด้วย
ชายชราคร้านจะคิดให้มากความ ถึงอย่างไรการตายของลัวเฟิงก็เป็ความผิดของเย่เฟิง ในการแย่งชิงาาปะการังใต้ทะเล แม้ต้องสูญเสียผู้าุโที่มีระดับวรยุทธ์ห้าสิบปีถึงสองคน สำหรับเขายังไม่สำคัญเท่าการสูญเสียลัวเฟิงเพียงคนเดียว อย่างที่รู้กันว่าลัวเฟิงนับเป็อัจฉริยะในบรรดาผู้ฝึกวรยุทธ์รุ่นเยาว์ที่สามารถใช้พลังภายในออกมาได้!
ครั้งนี้นับว่าสำนักหมัดเทวาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทั้งยังสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อย แม้เขาจะเป็ถึงผู้าุโของสำนักหมัดเทวา ทว่าหลังกลับสำนักไปแล้วเขาก็ต้องทนแบกรับผลที่จะตามมา
ขณะนั้นเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์ต่างพากันชี้บริเวณการต่อสู้
ไม่ว่าวันนี้ผลลัพธ์จะเป็อย่างไร ชายสวมหน้ากากก็ทำให้หลงโม่หรานอยู่ในสภาพน่าสังเวชได้ขนาดนี้ ไม่เพียงแต่แขนถูกตัดขาด ชายหนุ่มยังสามารถบีบให้หลงโม่หรานต้องใช้เพลงกระบี่บุปผาเหมันต์ฝ่าสายลมล้อมจันทราขั้นสามออกมาได้ นี่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนในยุทธจักรต้องจารึกชื่อของเขาไว้ในใจแล้ว
หากวันนี้ชายสวมหน้ากากสามารถรอดไปได้ เื่ทั้งหมดต้องเลยเถิดมากกว่าเดิมเป็แน่
เกรงว่าจะถึงคราวที่ยุทธจักรต้องสั่นคลอน!
น่าเสียดายที่แม้ชายสวมหน้ากากจะสามารถสังหารหลงโม่หรานได้ แต่เขาก็ไม่อาจรอดพ้นจากมืออำมหิตของสวีเซียวหยู่ไปได้... ผู้คนต่างมองไปทางสวีเซียวหยู่ที่อยู่ท่ามกลางลูกศิษย์สำนักหมัดเทวา ก่อนที่ทั้งหมดจะเห็นจิตสังหารที่ส่องประกายจากแววตาของเขา
ต่อให้วันนี้ชายสวมหน้ากากจะมีปีกบินหนีก็ยังยากที่จะรอดไปได้!
หนึ่งก้าว
สองก้าว
หลงโม่หรานเดินถือกระบี่เล่มยาวเข้าไปหาเย่เฟิง ท่ามกลางพายุฝน ชุดคลุมยาวของเขาปลิวไปตามแรงลมทั้งยังชุ่มเื ท่าทางของเขาทั้งโหดร้ายและอำมหิต
“หมดแรงแล้วงั้นเหรอ?”
หลงโม่หรานกระตุกยิ้มหยามเหยียด ประกายสีขาวของกระบี่พลังปราณที่อยู่ไกลออกไปตวัดชี้มาทางเย่เฟิง
ด้านเย่เฟิงที่รู้สึกชาไปทั้งร่างก็ไม่คิดหลบหลีก!
หากชายหนุ่มหลบก็จะไม่มีแรงในการโจมตีอีกฝ่ายครั้งสุดท้าย...
ฉึก!
เงาร่างหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านข้างของป่าอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด ก่อนที่จะเข้าไปขวางหน้าเย่เฟิงใน่เวลาวิกฤต
รังสีสีขาวของกระบี่พลังปราณแทงทะลุหน้าอกของเด็กหนุ่มอย่างจัง แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มคนนี้ก็คือชายสวมหน้ากากจากตำหนักไท่จี๋นั่นเอง!
จนกระทั่งตอนนี้เย่เฟิงก็ยังไม่รู้จักชื่อของอีกฝ่าย เขาเพียงช่วยรักษาแผลเป็บนใบหน้าให้ แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มกลับใช้ร่างกายเป็เกราะกำบังให้อีกครั้ง โดยการรับกระบี่แทนเย่เฟิง!
ตุบ เสียงร่างเด็กหนุ่มร่วงลงไปกองกับพื้น
นึกไม่ถึงว่ากระบี่เล่มนั้นจะตัดขั้วหัวใจของเด็กหนุ่มพอดี ครั้งนี้เขาไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้อีกแล้ว
“ไอ้เด็กนี่อีกแล้ว!”
ความโกรธแค้นของหลงโม่หรานทบทวี!
ตอนอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมง เด็กนี่เข้ามาขวางกระบี่แทนชูชู ตอนนี้มันก็ยังวิ่งมารับกระบี่แทนชายสวมหน้ากากอีก ช่างโง่ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ!
“นี่... หลงโม่หราน” เย่เฟิงเอ่ยปาก มันสามารถดึงดูดความสนใจจากหลงโม่หรานได้อย่างง่ายดาย
ประโยคนี้ชายหนุ่มไม่ได้แสร้งกดเสียงต่ำ แต่ใช้เป็เสียงที่แท้จริงของตัวเอง เวลานี้มือข้างหนึ่งของเขาอยู่ที่หน้ากากสีดำ ดูเหมือนกำลังจะถอดหน้ากาก
เพื่อความอยู่รอด เขาจำเป็ต้องคว้าโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ ต่อให้ต้องเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำ!
เปรี้ยง!
ท่ามกลางพายุฝนตกกระหน่ำ ชายหนุ่มถอดหน้ากากของตน ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏต่อสายตาของหลงโม่หราน ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้ทักษะอำพรางตาปลอมแปลงใบหน้า แต่เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเย่เฟิง
หลงโม่หรานตะลึงค้างไปในทันที
เย่เฟิง?
เย่เฟิง!
“โอกาสนี้แหละ!”
เย่เฟิงมองร่างเด็กหนุ่มจากตำหนักไท่จี๋ด้วยความเสียใจ ทว่าจิตหยั่งรู้ของเขายังคงเพ่งไปที่หลงโม่หรานตลอดเวลา เขาฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายกำลังสับสน ตวัดกระบี่พลังปราณสีทอง ก่อนใช้กระบี่สยบัพุ่งใส่อีกฝ่าย!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
มีดบินหลายเล่มพุ่งจากบนต้นไม้ไปยังหลงโม่หรานอย่างรวดเร็ว เป็หนานฟางที่รอเวลาใช้เคล็ดอสูรร่ำไห้ออกมา!
“ศรฝังดวงดาว!”
หลงหว่านเอ๋อร์รีบคว้าโอกาสนี้ไว้เช่นกัน เธอยิงศรสีน้ำเงินใส่หลงโม่หราน
การโจมตีจากสามทิศทาง!
ขณะหลงโม่หรานตกตะลึงกับการรับรู้ตัวตนของเย่เฟิง เมื่อปฏิกิริยาตอบสนองของเขากลับมาก็พบว่าต่อให้ตนหนีไปทางไหนก็ล้วนต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีที่รุนแรงทั้งสิ้น!
แย่แล้ว!
หลงโม่หรานขนลุกพองในทันที!