ในที่สุด ข่าวที่องค์าาเมืองแซมบอร์ดออกมาจากการเก็บตัวฝึกฝนก็กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
ทุกฝ่ายที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์ในเมืองแซมบอร์ดเริ่มระมัดระวังตัวและกระตือรือร้นมากขึ้น เป้าหมายการมาเยือนเมืองแซมบอร์ดของพวกเขาก็คือ การสำรวจความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเมืองแซมบอร์ด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซ้อมรบระดับอาณาจักรที่กำลังจะมาถึง ราชอาณาจักรเซนิทมีอาณาจักรบริวารภายใต้การปกครองถึงสองร้อยห้าสิบอาณาจักร ถึงแม้ว่าอาณาจักรและองค์าาส่วนใหญ่จะถดถอยลงไป แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนพวกที่มีจิตใจทะเยอทะยานและพวกคนเ้าเล่ห์เพทุบาย สำหรับพวกที่มีความทะเยอทะยานแล้ว พวกเขาอยากจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของฝ่ายศัตรูเพื่อนำมาเป็ข้อมูลในการวางแผนของตัวเอง ดังนั้นอาชีพสืบข่าวจึงเป็สิ่งที่สำคัญ
แน่นอนว่ามีองค์กรธุรกิจขายข่าวบางส่วนได้ยื่นมือเข้ามาที่เมืองแซมบอร์ด
ใครๆ ต่างก็พากันคิดว่าการสืบข่าวในครั้งนี้จะต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน พวกเขาเตรียมกลับไปคิดราคาข่าวแพงๆ ไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต่างคาดไม่ถึงคือ ในเย็นวันเดียวกันที่าาเมืองแซมบอร์ดออกมาจากการเก็บตัว าาหนุ่มคนนี้ก็ได้ประกาศจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นที่จตุรัสหน้าวัด ทุกคนจะได้เห็นถึงความห้าวหาญของเมืองแซมบอร์ด และใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาของว่าที่ราชินีในอนาคต อีกทั้งในงานเลี้ยงครั้งนี้จะมีการปรากฏตัวของผู้นำคนสำคัญของฝ่ายการทหารและฝ่ายการเมืองอีกด้วย แต่สิ่งทำให้ทุกคนใยิ่งกว่าเดิมก็คือ การที่องค์หญิงนาตาชาแห่งราชอาณาจักรเซนิทผู้สูงส่งคนนั้นจะเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยตัวเอง และยังพูดคุยกับาาเมืองแซมบอร์ดอย่างสนิทชิดเชื้อราวกับเป็สหายเก่าที่รู้จักกันมานาน
งานเลี้ยงครั้งนี้จะทำให้พวกสายสืบจำนวนมากได้รู้จักบุคคลคนสำคัญของเมืองแซมบอร์ด และยังเป็โอกาสที่จะได้เห็นความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขยิ่งกว่านั้นก็คือ ในงานเลี้ยงคืนนี้าาเมืองแซมบอร์ดจะจัด ‘พิธีสวนสนาม’ ขึ้น ก่อนหน้านี้มีข่าวลือถึงกองกำลังทหารของเมืองแซมบอร์ดที่มีชื่อเรียกแปลกๆ อยู่สองหน่วย...นี่ถือเป็การเปิดตัวอัศวินเซนต์และหน่วยเทศกิจสู่สายตาของสาธารณะชน
อัศวินเซนต์ทั้งหมดมีจำนวนเพียงห้าสิบคน พวกเขาดูคล้ายกับกองทัพอัศวินม้า และม้าที่พวกเขาขี่ล้วนเป็สัตว์อสูรระดับสี่ เฟลมมิ่ง บีตส์ที่พวกเขายึดมันมาจากกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรในาก่อนหน้านี้ เดิมทีตามการคาดเดาของคนส่วนใหญ่ อาวุธของพวกเขาน่าจะเป็ดาบไม่ก็กระบี่ แต่ในความเป็จริงแล้ว อาวุธในมือของพวกเขากลับทำให้เหล่าสายสืบที่กำลังแอบซุ่มดูอยู่พากันเหงื่อแตกพลั่ก มือข้างหนึ่งของพวกเขาถือโล่ที่มีฟันเลื่อยนูนออกมาตรงขอบ ขนาดของโล่ใหญ่เท่าบานประตู ส่วนมืออีกข้างก็ถือขวานั์ที่มีใบขวานกว้างและมีความยาวเกือบจะเท่าดาบ...อาวุธในมือของอัศวินเซนต์มีจุดเด่นเพียงข้อเดียวคือ...ใหญ่!
ตามมาด้วยหน่วยเทศกิจ ปัจจุบันนี้หน่วยเทศกิจมีทั้งหมดสองร้อยคน พวกเขาจะสวมเกราะเบา บนหัวสวมหมวกเกราะเหล็กปิดจมูกเป็รูปตัว T มือขวาถือหอกยาว มือซ้ายถือโล่กลม และขี่ม้าด้วยท่าทางอกผ่ายไหล่ผึ่ง หน่วยเทศกิจทั้งสองร้อยคนต่างควบม้ายกหอกเข้ามาในสนาม กลิ่นอายที่รุนแรงน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากตัวพวกเขา
ทันทีที่เหล่าชาวเมืองแซมบอร์ดได้เห็นฉากนี้ก็พลันโห่ร้องออกมาอย่างชื่นชม
เมื่อเทียบกับกองกำลังที่เหมือนยาจกเมื่อสี่เดือนก่อนแล้ว กองกำลังทหารแบบนี้ สำหรับเมืองแซมบอร์ดแล้วถือได้ว่าเป็การพัฒนาแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว ผลของการเปลี่ยนแปลงภายในสี่เดือนได้ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน พวกเขาต่างเป็พยานในความแข็งแกร่งของอาณาจักรแซมบอร์ดแห่งนี้ เมื่อได้เห็นเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดในลักษณะที่องอาจกล้าหาญ และยังมีศาสตราวุธที่สะท้อนแสงเย็นะเืนี้ ทำให้ชาวเมืองแซมบอร์ดรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แต่สำหรับเหล่าสายสืบจากอาณาจักรต่างๆ กลับคิดว่า ความเป็จริงตรงหน้าดูดียิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดในตอนแรกเสียอีก พวกเขาคิดว่าจะได้ชมกองทัพที่มีแสนยานุภาพร้ายกาจ และมีกองทหารจำนวนมากมายปรากฏตัวต่อหน้า กองทัพที่สามารถโจมตีกองทัพพันธมิตรจนแตกพ่าย...แต่ใครจะไปรู้ว่ากองทัพที่มีแสนยานุภาพของเมืองแซมบอร์ดจะมีเพียงแค่สามร้อยกว่าคน ฟังจากเสียงกระซิบรอบข้างของพวกชาวเมืองแซมบอร์ดแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีจำนวนเพียงเท่านี้จริงๆ
“ได้อย่างไรกัน...ด้วยจำนวนคนเพียงแค่นี้? าาเมืองแซมบอร์ดก็ยังสามารถเอาชนะกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรได้อีกหรือ?” ในเงามืดนอกจตุรัสมีใครบางคนเกิดคำถามขึ้นในหัวใจ
“ทหารเพียงสามร้อยนาย ต่อให้กล้าหาญแค่ไหนก็ไม่น่าจะทำได้ถึงขนาดนั้นนี่นา?” บางคนที่เห็นฉากนี้ สีหน้าก็พลันดูดีขึ้น “ดูเหมือนว่าท่านเอิร์ลคงจะคิดมากไป เมืองแซมบอร์ดไม่ได้มีค่าให้สนใจอะไรหรอก”
“ทหารพวกนี้มันอะไรกัน? ความจริงกับสิ่งที่ได้ยินมาช่างต่างกันลิบลับ ดูเหมือนว่าพวกกองทัพพันธมิตรที่พ่ายแพ้ไปน่าจะเป็พวกปวกเปียกที่ดีแต่ดื่มกินล่ะสิไม่ว่า น่าเสียดายเฟลมมิ่ง บีตส์ที่เป็สัตว์อสูรระดับสี่จริงๆ กลับต้องไปตกอยู่ในมือาาเมืองแซมบอร์ด! บางทีถ้าคิดหาวิธีดีๆ ได้ ก็คงจะนำสัตว์อสูรพวกนั้นมาไว้ในกำมือพวกเราได้แน่!” บางคนก็เกิดความโลภขึ้นมา แต่ไม่นับว่าเป็เื่แปลกอะไร เฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหกสิบกว่าตัวต่างเป็ความเย้ายวนที่น่าสะดุดตาจริงๆ
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะตาบอด
สายสืบบางอาณาจักที่แอบอยู่ในมุมมืดต่างพากันสังเกตเห็นถึงบางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
“กลิ่นอายพลังจากตัวของาาเมืองแซมบอร์ดช่างยิ่งใหญ่จนคาดเดาไม่ถูก ดูเหมือนว่าการเก็บตัวฝึกฝนจะทำให้เขาทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตระดับใหม่...ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เขาสามารถสังหารนักรบระดับสามดาวได้ในพริบตา แสดงว่าตอนนี้เขาน่าจะอยู่ในระดับสี่ดาวแล้ว!”
“ความสัมพันธ์ระหว่างาาเมืองแซมบอร์ดและองค์หญิงก็ดูปกติดี หรือว่าจะมีอะไรหลบซ่อนอยู่?”
“ยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดมีไม่กี่คนที่น่าสนใจ บางทีท่านไวเคานต์อาจจะสนใจพวกเขาก็ได้ หากดึงคนพวกนี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเราได้ เมืองแซมบอร์ดก็จะไม่ถือว่าเป็ภัยคุกคามอะไร...”
งานเลี้ยงได้สิ้นสุดลงในตอนเช้า พร้อมๆ กับคลื่นใต้น้ำที่เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นอย่างเงียบๆ
……
สามวันต่อมา กองทัพของเมืองแซมบอร์ดได้ออกเดินทางไปเข้าร่วมการซ้อมรบระดับอาณาจักรที่ทางราชอาณาจักรเซนิทเป็ผู้จัดขึ้น
ลมฤดูใบไม้ร่วงได้พัดหอบเอาแถบยาวของธงโบกสะบัดจนเกิดเสียงพรึ่บพรั่บกลางอากาศ ธงทุกผืนต่างถูกปักด้วยฝีมือของว่าที่ราชินีในอนาคต บนผืนธงเป็รูปของสัตว์อสูรสุนัขสองหัวที่ปากของมันคาบขวานและดาบเอาไว้ นี่เป็ภาพที่ซุนเฟยออกแบบมากับมือสำหรับต้นแบบ จะเป็ตัวอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ 'ลมกรดทมิฬ' เสาธงสูงเสียดฟ้า ธงกระพือเป็แนวตรงในอากาศประหนึ่งักำลังเคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้า พลางส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องราวกับถูกมัดไว้ที่เสาธง และพยายามจะดิ้นรนหนีออกไปให้ได้
ชาวเมืองแซมบอร์ดทุกคนต่างพากันมายืนอออยู่บนถนนทั้งสองฟากฝั่ง พวกเขาต่างโยนดอกไม้สดและใบไม้ที่เป็สัญลักษณ์ของชัยชนะ รุ่งโรจน์ และกล้าหาญไปทางเหล่าทหารบนถนน พวกทหารต่างมีภรรยา บิดามารดา บุตร หรือแม้กระทั่งคนรักมาร่วมอวยพรไม่ขาดสาย พวกเขาคอยเฝ้ามองคนสนิทของตัวเองที่อยู่บนหลังม้าศึกและกำลังจะเดินทางไกลด้วยความคาดหวังว่าพวกเขาจะนำเกียรติยศกลับมาที่อาณาจักร...
ซุนเฟยสวมเพียงเกราะอ่อนสีดำ ผมสีดำปลิวไปตามแรงลมขณะที่ขี่เ้าสุนัขั์สีดำ ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร สองแขนของเขาโอบกอดร่างคู่หมั้นสาวแองเจล่าไว้ พวกเขาทั้งคู่ต่างเดินนำอยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพ
วันนี้แองเจล่าสวมชุดเกราะสำหรับสตรีแบบประณีต ผมสีดำดุจเส้นไหมใต้หมวกเกราะเหล็กมิลานลู่ไปตามลม เส้นประสาทในการดมกลิ่นของซุนเฟยทำงานได้ดีมาก เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างของคู่หมั้นสาว ในสายตาของทุกคนอดไม่ได้ที่จะโยนภาพเงาของสาวน้อยน่ารักที่มีรอยยิ้มบริสุทธิ์ทิ้งไป แองเจล่าในชุดเกราะได้เผยให้เห็นถึงกลิ่นอายความกล้าหาญที่พบเห็นได้ยาก และนั่นยิ่งทำให้นางมีเสน่ห์อย่างไร้ขีดจำกัด
ด้านหลังของซุนเฟนมีผู้นำอัศวินเซนต์แปเตอร์ แช็ค อัศวินโกลด์เซนต์ทั้งสองคนอย่างดร็อกบาและเพียร์ซ อดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่ง แฟรงก์ แลมพาร์ด พัศดีโอเลเกร์ สาวน้อยผมทองเจ็มม่า ปิดท้ายด้วยราชองครักษ์เฟร์นันโด ตอร์เรส ขบวนทัพครั้งนี้เขาแทบจะขนยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดมา ซุนเฟยทิ้งไว้แค่พ่อตาเบสท์และบรู๊คให้อยู่รักษาการในเมือง
รถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิงนาตาชาและเหล่าข้าราชบริพารก็รวมอยู่ในกองทัพนี้ด้วย
หลังจากที่ 'นักบุญหญิง' คนนี้ได้พำนักอยู่ที่เมืองแซมบอร์ดเป็เวลานาน ในที่สุดนางก็ตัดสินใจกลับราชอาณาจักร
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดกองทัพก็ได้เดินทางหายลับเข้าทุ่งหญ้าสีทอง ชาวเมืองแซมบอร์ดที่มาส่งก็ค่อยๆ ทยอยกลับเข้าเมืองด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ บนกำแพงเมือง สองผู้นำทางการเมืองและการทหารอย่างเบสท์และบรู๊คทอดสายตามองตามหลังจนกระทั่งธงได้หายลับไปในเส้นขอบฟ้า จึงค่อยเบนสายตากลับมาอย่างช้าๆ
“รอจนฝ่าากลับมา บางทีเมืองแซมบอร์ดอาจได้เลื่อนขึ้นเป็อาณาจักรบริวารระดับสาม...อืม ไม่สิ น่าจะเป็อาณาจักรบริวารระดับสองหรือเปล่านะ?”
“อาณาจักรบริวารระดับสอง? เกอเทอ นี่เ้าไม่ได้เข้าใจถึงความทะเยอทะยานของฝ่าาเลยหรือ?” ชายหน้าขาวเบสท์หัวเราะออกมาเบาๆ “เกรงว่าแม้แต่อาณาจักรบริวารระดับสองคงไม่ได้อยู่ในสายตาของฝ่าาหรอก...เมืองแซมบอร์ดจะได้รับอะไรจากการซ้อมรบในครั้งนี้ไม่มีใครคาดเดาได้หรอก แต่แม้ว่าวันนี้ฝ่าาจะไม่อยู่ พวกเราสองคนก็ไม่อาจทำตัวเกียจคร้านได้ เพราะพวกเรามีฝ่าาที่ชอบอู้งานนี่นะ ป่านนี้คงทิ้งงานมากมายไว้ให้พวกเราทำอยู่แน่ๆ!”
บรู๊คใช้มือััเบาๆ ที่เชิงเทียนตรงหน้าตัวเองก่อนจะแสดงความมั่นใจออกมา “ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว เพียงข้านึกถึงพิมพ์เขียวที่ฝ่าาทรงร่างออกมา เืในกายข้าก็ร้อนระอุขึ้นมาทันทีเชียว ถ้าบรรลุเป้าหมายนี้ได้จริงๆ ทั้งแผ่นดินอาเซรอทยังจะมีใครกล้าดูเบาเมืองแซมบอร์ดของเราอีกเล่า?”
“ฮ่าๆๆ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่อนไม้เช่นเ้าจะมีอารมณ์ขันเช่นนี้อยู่ด้วย!”
“ฮึๆ...”
……
อาณาเขตของเมืองแซมบอร์ดเล็กมากจนน่าสงสาร หลังจากออกเดินทาง ความเร็วของการเดินทัพก็ไม่ถือว่าเร็วมาก ผ่านไปไม่ถึงสี่ชั่วโมง แม้ว่ายังไม่ได้ออกจากทุ่งหญ้าสีทอง แต่ก็ถือว่าออกจากอาณาเขตเมืองแซมบอร์ดแล้ว และกำลังเข้าสู่อาณาเขตเพื่อนบ้าน...อาณาจักรล้ายซือ
อาณาจักรล้ายซือเป็อาณาจักรบริวารระดับห้า แม้ว่าความแข็งแกร่งของอาณาจักรจะอ่อนแอ แต่ในอดีตก็แข็งแกร่งกว่าเมืองแซมบอร์ดไม่น้อย ในตอนที่เมืองแซมบอร์ดตกต่ำ อาณาจักรล้ายซือได้ก่อความวุ่นวายให้แก่เมืองแซมบอร์ดไว้ไม่น้อย เรียกได้ว่าตกบ่อแถมก้อนหินหล่นใส่ซ้ำ1 ระหว่างทั้งสองอาณาจักรเกิดการขัดแย้งอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เมืองแซมบอร์ดมักจะแพ้มากกว่าชนะ อีกทั้งราชวงศ์ของแซมบอร์ดก็ไม่กล้าไม่พอใจ หลายครั้งถูกบีบให้ต้องนำทรัพย์สินออกมาให้ าาอาณาจักรล้ายซือเคยข่มขู่ไว้ว่า ถ้าตน้าเงินหรือหญิงงามก็ไปเอาได้ที่เมืองแซมบอร์ด...เห็นได้ชัดถึงสถานะและความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรว่าเลวร้ายแค่ไหน
ดังนั้น สำหรับอาณาจักรแซมบอร์ดแล้ว อาณาจักรล้ายซือถือเป็หนึ่งในศัตรูของเมืองแซมบอร์ด
“ทหารทุกคนระวังตัว รักษาความตื่นตัวไว้!”
แช็คโบกมือครั้งหนึ่ง อัศวินเซนต์ยี่สิบนายก็กระจายตัวออกไปตามสัญญาณมือ ภายในรัศมีสี่ห้ากิโลเมตรตกอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ด
นกขนาดั์ที่มีปีกกว้างกว่าหนึ่งเมตรบินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้า ทุกคนต่างเห็นเ้านกั์ตัวนี้บินลงมาเกาะที่ลูกศรของซุนเฟย และส่งเสียงร้องอย่างสนิทสนม ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือสัตว์เลี้ยงของาา ดังนั้นจึงไม่มีใครทำเื่ที่โง่เขลาอย่างการยิงนกให้ร่วงลงมา
เข้าสู่อาณาเขตของอาณาจักรล้ายซือมาประมาณสิบกิโลเมตร ในที่สุดก็พบด่านตรวจของอาณาจักรล้ายซือ
จุดตรวจอันซอมซ่อนี้ถือเป็เื่ปกติสำหรับอาณาจักรแถวๆ ชายแดนที่จะสร้างขึ้นมา ปกติแล้วจะมีเพียงเหล่าทหารชาวบ้านประมาณห้าหกคนถูกส่งมาทรมานอยู่ที่นี่ ในความเป็จริงแล้ว หากพบกับาจริงๆ ขึ้นมา ไอ้จุดตรวจนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เพียงสร้างไว้เฉยๆเท่านั้น แต่ที่ทำให้กองทัพเมืองแซมบอร์ดคาดไม่ถึงก็คือ การได้พบหน้าาาอาณาจักรล้ายซือและเหล่าเชื้อพระวงศ์มายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่นี่
“หยุด!”
ซุนเฟยโบกมือ ทหารที่อยู่ด้านหน้าก็พลันหยุดลง แม้แต่เหล่าม้าศึกที่พวกทหารม้าขี่อยู่ก็คล้ายจะฟังคำสั่งของซุนเฟยออก พวกมันพากันหยุดอยู่กับที่ทันที
แต่หอกที่ส่องประกายแสงเย็นะเืกลับส่งเสียงกระทบกันดัง ‘ชิ้งๆๆ’ ออกมา ปลายหอกทั้งหมดชี้ไปทางฝูงชนของอาณาจักรล้ายซือ พลังที่ราวกับจะทำลายูเาถูกะเิออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทหารเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดไม่ได้ซ่อนความเป็ปรปักษ์ของพวกเขาเอาไว้ เพียงพริบตาเดียวรังสีฆ่าฟันก็พวยพุ่งออกมา หากพวกอาณาจักรล้ายซือตัวใดกล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว หรือมีคำสั่งจากองค์าา พวกเขาก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปละเลงเืกับพวกมัน!
พวกเขารับรู้ได้ถึงรังสีฆ่าฟันและความเป็ศัตรูจากฝ่ายเมืองแซมบอร์ดอย่างชัดเจน สีหน้าของาาอาณาจักรล้ายซือก็พลันเปลี่ยนไป หัวใจเขาเต้นโครมครามก่อนจะทำใจกล้าฉีกยิ้มและเดินแหวกผู้คุ้มกันออกมา ก่อนจะชูมือขึ้นแล้วแบมือออกมาเป็เชิงว่าไม่ได้มีเจตนาเป็ศัตรู “องค์าาเมืองแซมบอร์ดที่เคารพ โปรดอย่าเข้าใจผิด พวกเราไม่ได้คิดจะเป็ศัตรูกับท่านเลย!”
“้าอะไร?” ซุนเฟยที่นั่งอยู่บนหลังสุนัขั์สีดำถามขึ้นมา
“าาเมืองแซมบอร์ดที่เคารพ ข้าได้ยินมาว่าอาณาจักรแซมบอร์ดกำลังจะเดินทางไปเข้าร่วมการซ้อมรบในครั้งนี้ ข้าจึงนำเชื้อพระวงศ์และขุนนางออกมารอต้อนรับที่นี่ ในอดีตอาณาจักรแซมบอร์ดและอาณาจักรล้ายซืออาจจะมีเื่ขัดแย้งกัน แต่มันก็ผ่านไปแล้ว นับจากวันนี้เป็ต้นไป ราชวงศ์ของอาณาจักรล้ายซือและราชวงศ์ของอาณาจักรแซมบอร์ดจะกลายเป็สหายที่สนิทชิดเชื้อกัน ของพวกนี้เป็ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ...” าาอาณาจักรล้ายซือโบกมือให้เหล่าทหารยกหีบเหล็กขนาดใหญ่สี่หีบเข้ามาอย่างระมัดระวัง เสียงปึงดังขึ้นยามที่วางบนพื้น เมื่อเปิดฝาออก แสงสีทองอร่ามก็สว่างขึ้นมาจนละลานตาไปหมด ด้านในหีบเป็เหรียญทองทั้งหมด
ที่าาอาณาจักรล้ายซือมารออยู่ที่นี่ ที่แท้ก็มาเพื่อแสดงความนอบน้อมสำนึกผิดนั่นเอง
แม้ว่าซุนเฟยจะไม่พูดอะไร แต่เหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดและทหารต่างรู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างในร่างกำลังแล่นพล่านอยู่ ทุกคนกำอาวุธแน่น ยืดตัวตรง เกิดความเย่อหยิ่งขึ้นมาในใจ
ซุนเฟยกำมือหลวมๆ ก่อนที่ปรากฏหอกยาวสีดำขึ้นในมือของเขา
ฉากนี้ทำเอาาาอาณาจักรล้ายซือใกลัว เขารู้สึกกังวลว่าาาเมืองแซมบอร์ดที่ทรงพลังประหนึ่งดาวหางคนนี้จะไร้ความปราณีเช่นเดียวกับข่าวลือ พวกเขาถูกซุนเฟยข่มขู่ขวัญจนกระเจิง เขาเอาหอกออกมาจากอากาศได้อย่างไรโดยที่ไม่ร่ายเวทมนตร์หรือโคจรคลื่นพลัง พลังของแบบนี้มันเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก...ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดเหมือนในรายงานจริงๆ ด้วย
ปลายหอกที่แหลมคมทิ่มไปที่เหรียญทอง ซุนเฟยไม่ยอมลงจากหลังของสุนัขั์สีดำ จากนั้นไม่นานเขาก็มองเห็นเหงื่อที่ไหลอาบหน้าของาาอาณาจักรล้ายซือ เขาสะบัดมือครั้งหนึ่งก็มีทหารจากด้านหลังควบม้าออกมาก่อนจะลงมายกหีบเหล็กนี้อย่างไม่เกรงใจ
าาอาณาจักรล้ายซือพลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ร่างอ้วนๆ สามารถยืนได้อย่างมั่นคงอีกคราก่อนจะฉีกยิ้มประจบประแจงไปให้ ทหารบางส่วนของอาณาจักรล้ายซือพก็พาหญิงสาวที่มีใบหน้าสละสวยเดินเข้ามา ผู้หญิงเ่าั้ต่างอายุแค่สิบแปดสิบเก้า แต่งหน้างดงามสวมชุดผ้าลินินบางๆ ที่มองเห็นทะลุเข้าไปด้านใน เพียงแต่ตอนนี้คือปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวจนแทบจะตัวแข็งตายอยู่แล้ว เหล่าสาวๆ พวกนี้ยังคงพยายามฉีกยิ้มอ่อนหวาน แต่ร่างกายกลับสั่นระริกด้วยความหนาว
ซุนเฟยแอบสถบด่าในใจ เขาเข้าใจได้ในทันที
หญิงสาวพวกนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งของเครื่องบรรณาการ
ซุนเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะโบกมือ ทหารด้านหลังจึงรีบลากรถม้าเข้ามา ก่อนที่เหล่าสาวๆ จะขึ้นไปอยู่บนรถม้า ซุนเฟยไม่มีความคิดที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะพวกผู้หญิงเหล่านี้เดิมทีก็ถูกเลี้ยงดูอบรมให้มาเป็เครื่องบรรณาการหรือทาสสาวอยู่แล้ว แม้เขาจะไม่รับ แต่ชะตากรรมของพวกนางก็ไม่มีทางดีขึ้นแน่นอน มีแต่จะทรมาน บางทีการรับพวกนางก็เท่ากับเป็การไถ่ถอน แน่นอนว่าซุนเฟยไม่ได้มีความคิดที่จะเปิดวังหลังอยู่แล้ว
เมื่อเห็นาาเมืองแซมบอร์ดยอมรับเครื่องบรรณาการทั้งสองอย่าง ทุกคนในอาณาจักรล้ายซือก็พลันโล่งอก
“อาณาจักรล้ายซือยังเตรียมงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ไว้รอต้อนรับาาและเหล่าทหารกล้าของเมืองแซมบอร์ดไว้แล้ว ไม่รู้ว่า...” าาอาณาจักรล้ายซือยิ้มประจบประแจงพลางเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่ซุนเฟยเพียงแค่ส่ายหน้าทำให้าาอาณาจักรล้ายซือต้องกลืนคำพูดต่อไปลงท้องทันที จากนั้นก็ไม่กล้าพูดต่อ
สายตาเ็าของชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งทำให้เขารู้สึกหวานกลัว ซุนเฟยกล่าวว่า ”ทีแรกข้าก็นึกว่าจะได้บดขยี้อาณาจักรล้ายซือเสียแล้ว เพราะสิ่งที่พวกเ้าทำกับเมืองแซมบอร์ดสมควรที่จะโดนเอาคืนเป็สิบเท่าร้อยเท่า! แต่นับว่าเ้ายังแสนรู้ เหรียญทองพวกนี้ข้าจะรับไว้ แต่อย่านึกว่าเื่มันจะจบลงง่ายๆ แบบนี้นะ หวังว่าเ้าจะแสนรู้แบบนี้ไปตลอด ไม่อย่างนั้น ราชวงศ์ของอาณาจักรล้ายซือคงจะรับความโกรธของอาณาจักรแซมบอร์ดไม่ไหว!” ซุนเฟยเลือกใช้คำว่า ‘แสนรู้’ แสดงให้เห็นถึงการดูถูกและเหยียดหยามอีกฝ่าย
แต่...
“ได้ๆๆๆๆ...พวกเราจะเป็สหายที่ดีที่สุด เป็สหาย สหาย...”
าาอาณาจักรล้ายซือไม่กล้าแม้แต่จะต่อต้าน แรงกดดันมหาศาลที่กระจายออกมาจากร่างของาาแซมบอร์ดนั้น ทำให้เข่าของเขาอ่อนยวบแทบทรงตัวไว้ไม่อยู่ ถ้าไม่มีทหารที่อยู่ข้างๆ ประคองเอาไว้ เกรงว่าคงลงไปคุกเข่ากับพื้น สร้างความอับอายขายขี้หน้าในฐานะาาแน่ๆ
“สหาย? จำไว้เสีย อย่าพูดคำนี้ต่อหน้าข้าเพราะ...พวกเ้าไม่คู่ควร!”
ซุนเฟยถอนหายใจออกมาอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะโบกมือเป็สัญญาณให้กองทัพเดินทางต่อ พวกเขาราวกับเป็คลื่นกระแสน้ำที่ไม่อาจต่อต้านได้ แม้แต่พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็ยังะเือย่างชัดเจน ดาบหอกและชุดเกราะก็สะท้อนกับแสงอาทิตย์ ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ ในอาณาจักรล้ายซือไม่ใครกล้าเผชิญหน้ากับกองทัพตรงหน้าโดยตรง แค่รังสีฆ่าฟันที่หนาแน่นบนร่างของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดก็ทำเอาพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมา
เมื่อมองเห็นกองทัพเมืองแซมบอร์ดเดินจากไปแล้ว าาอาณาจักรล้ายซือถึงค่อยหยุดสั่นแล้วกลับมายืนอย่างมั่นคง
ชายหนุ่มที่มีท่าทีห่อเหี่ยวคล้ายจะเป็ขุนนางเล็กๆ เดินเข้ามาประคองร่างของาาอาณาจักรล้ายซือ เขาจ้องตามแผ่นหลังของเหล่าทหารม้าที่อยู่ไกลออกไปอย่างดุดัน ก่อนจะกล่าววาจาชั่วร้ายออกมา “าาแซมบอร์ดสมควรตาย กล้าดีอย่างไรมาดูถูกพระองค์ ฮึๆ ให้มันหยิ่งผยองไปก่อนเถิด มีความแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยกลับคิดว่าตัวเองไร้เทียมทาน ฮึๆ การเดินทางไกลของเมืองแซมบอร์ดครั้งนี้จะเดินทางไปถึงเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแบบเป็ๆ หรือเปล่าเถอะ ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะตายระหว่างทางก็ได้ เสียดายก็แต่คู่หมั้นสาวของาาแซมบอร์ด หากพระองค์ได้นางมาเชยชม...”
สวบ!
เสียงฝ่าอากาศดังมาแต่ไกล ก่อนจะทะลวงเข้าปากของขุนนางหนุ่ม
ร่างของขุนนางหนุ่มผู้นี้ก็พลันหงายหลังล้มตึง ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ขนนกสีขาวที่ปลายธนูสั่นไหวเบาๆ...
“นักธนูมือฉมัง!!!”
ฝูงชนของอาณาจักรล้ายซือพลันวุ่นวายขึ้นมา แม้แต่เหล่าทหารก็ยังตกตะลึงจนลืมคุ้มครองาาอาณาจักรล้ายซือ พวกเขาเอาแต่มองไปยังกองทัพที่อยู่ห่างออกไป มีร่างหนึ่งยืดกายขึ้นตรง ขนของเฟลมมิ่ง บีตส์ไหวลู่ไปตามลม...นั่นคือนักธนูมือฉมังตามข่าวลือในากองทัพพันธมิตร!
---------------------
1 ตกบ่อแถมก้อนหินหล่นใส่ซ้ำ อุปมาว่า เห็นคนตกอยู่ในอันตรายแทนที่จะช่วยกลับซ้ำเติมให้แย่ลง
