แม่นมหวงและจางลี่ลอบมองไปยังทาสหนุ่ม ทว่าเขายังมีสีหน้าเรียบนิ่งราวกับฟังถ้อยคำเ่าั้ไม่เข้าใจ
“ว่าแต่คุณหนูรองสกุลฟู่มาเรือนท้ายจวนด้วยธุระอันใดรึ?”
“ข้าก็ไม่ได้อยากย่างเท้ามาที่สกปรกเช่นนี้” นางปรายตามอง
ไปยังเล้าไก่ที่ส่งเสียงน่ารำคาญ “ท่านแม่ให้นำเสื้อผ้าเครื่องประดับมาให้ ท่านพ่อกำชับให้คุณหนูใหญ่ไปต้อนรับแขกของท่านพ่อ”
“แขกของท่านพ่อนี่ใครกัน”
“ท่านพ่อสั่งให้ข้าพูดมาแค่นี้”
“แล้วเ้าไม่รู้หรือไรว่าใคร”
ฟู่ซินอี๋เม้มปากเน้นแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น นางหันไปสั่งให้บ่าวรับใช้เสื้อผ้าเครื่องประดับให้ฟู่เซียงเซียง จางลี่รีบเข้ามารับแทนคุณหนูที่ยังนั่งกินมื้อเช้าไม่สนใจเื่ที่ได้ยินนัก
“ข้าเสร็จธุระแล้ว ไปล่ะ” ฟู่ซินอี้ปรายตามองทางชายหนุ่มอีกครั้งแล้วรีบหมุนตัวเดินเร็วๆ ราวกับหนีอะไรสักอย่าง
“ชุดนี้สวยจังเลย” จางลี่ทำตาโต นานทีปีหนจะเห็นทางเรือนใหญ่ส่งเสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆมาให้สักชุดสองชุด
ฟู่เซียงเซียงปรายตามองเล็กน้อย เห็นทีว่า ‘แขก’ของท่านพ่อจะเป็คนสำคัญจริงๆ ถึงยอมให้ลูกรักอย่างฟู่ซินอี้มาหานางด้วยตนเอง นางส่ายหน้าไปมาแล้วทำราวกับไม่มีเื่ใดเกิดขึ้น
“อี้เฉิน!” นางร้องอย่างเพิ่งนึกได้แล้วหันมามองทางชายหนุ่มที่กินโจ๊กปลาเกลี้ยงชามแล้ว “ข้าเรียกเ้าว่าอี้เฉินก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อยก่อนผงกศีรษะรับ
‘อี้เฉิน’ ก็ฟังดูไม่เลวนัก ดีกว่าชื่อ ‘สุนัข’ ก็แล้วกัน
อี้เฉินแปลว่า : สูงใหญ่
หวงเจียอีได้ยินเสียงผ่าฟืนจากด้านนอกก็รีบวางมือจากงานปักผ้าแล้วเดินไปยังต้นเสียงที่ได้ยิน ทาสหนุ่มกำลังผ่าฟืนอยู่ที่ลานบ้าน
“หยุดมือประเดี๋ยวนี้นะ! คุณหนูย้ำนักหนาไม่ให้เ้าเคลื่อนไหวร่างกายมากไป เ้าต้องพักผ่อนให้มากๆ”
ชายหนุ่มหันไปตามเสียงที่ได้ยิน เขาอ้าปากแต่ยังไม่ทันได้พูด แม่นมหวงก็โบกมือไปมาเหมือนห้ามไว้ก่อน
“ข้ารู้ว่าเ้าพูดไม่ได้” แม่นมหวงชิงพูดขึ้นก่อนเพราะไม่อยากทำมือภาษามืออะไรให้วุ่นวาย “หากาแของเ้าปริขึ้นมาจะทำให้คุณหนูลำบากอีก อย่างไรก็พักอีกสองสามวันตามที่คุณหนูบอกเถอะนะอี้เฉิน”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘อี้เฉิน’ ชะงักไปเล็กน้อย เขาก็ไม่ใช่คนดีนักแต่จะให้ผู้หญิงที่ยังเป็แค่เด็กสาวมาคอยดูแลก็รู้สึกแปลกพิกล และเขาเองก็นอนมาหลายวันแล้ว หากไม่ขยับตัวเสียบ้างก็เกรงว่าจะขยับไม่ได้อีกเลย
“แต่มีแรงงานผู้ชายในบ้านนี้ก็ดีจริงๆนะ” แม่นมหวงอดพูดออกมาไม่ได้ นางปรายตามองอีกฝ่ายแล้วนึกเสียดายอยู่ไม่น้อยที่คุณหนูจะไม่รับเขาไว้ในเรือน
จู่ๆ ถูกมองด้วยหางตาก็ทำให้ ‘อี้เฉิน’ รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน มีแต่คนอยากตายเท่านั้นที่มองเขาด้วยสายตาเช่นนี้ ทว่าการเคลื่อนไหวที่เข้ามาใกล้ทำให้ชายหนุ่มย้ายสายตามองไปทางเข้าเรือน เด็กสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองนวลงดงามราวดอกไม้ที่ผลิบานในยามเช้า ใบหน้าหวานระบายยิ้มแล้วเดินเร็วๆ จนเกือบจะเป็วิ่งมาทางเขา หัวใจพลันเต้นแรงแปลกพิกล เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ร่างเล็กมาหยุดตรงหน้า สองมือของนางประคองผ้าเช็ดหน้าห่อขนมสองสามชิ้น
“มีเรี่ยวแรงขึ้นแล้วหรือ” นางยิ้มอย่างดีใจจนดวงตาเป็ประกายพราวระยับ “แสดงว่าฝีมือการรักษาของข้ายอดเยี่ยมไปเลยสินะ”
‘ฝีมือการรักษาอะไรกัน ข้าเดินลมปราณรักษาตัวเองต่างหาก’
เขาไม่ได้พูดในสิ่งที่คิด และไม่อาจถอนสายตาจากเด็กสาวตรงหน้าได้เลย เขาเห็นนางสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเรียบง่าย แต่เวลานี้นางไม่ต่างจากคุณหนูสูงศักดิ์สมฐานะ
“แม่นมมาหยิบขนมดอกกุ้ยนี่ไปสิ ข้าแอบหยิบได้มาแค่สามชิ้นเอง แม่นมหยิบเผื่อจางลี่ด้วย”
“เ้าค่ะ”
แม่นมหวงยื่นมือมาหยิบขนมไปสองชิ้นเหลือในมือคุณหนูหนึ่งชิ้น เด็กสาวเห็นทาสหนุ่มยืนยิ่งงันอยู่จึงหยิบขนมชิ้นสุดท้ายแล้วส่งเข้าปากเขาด้วยตนเองอย่างไม่ถือสา อย่างไรเขาก็แค่คนาเ็และเป็ใบ้ ดูซื่อจนน่าสงสาร
ไม่รู้เหตุใด เขาจึงอ้าปากรับขนมดอกกุ้ย นางไม่ได้เอ่ยปากสั่งด้วยซ้ำ แต่เขากลับเต็มใจรับขนมที่นางป้อนอย่างไม่ลังเลว่าขนมชิ้นนี้จะมีพิษหรือไม่ หรือเพราะเขารู้ว่าคนใจอ่อนอย่างนางวางพิษใครไม่ได้ได้กระมัง
“ทำไมกลับมาเร็วนักเ้าคะ” แม่นมหวงถามอย่างแปลกใจ อุตส่าห์แต่งกายงดงามแต่หายไปแค่ชั่วยามก็กลับมาแล้ว “แขกของนายท่านคือใครหรือเ้าคะ”
“ใต้เท้าเว่ย”
“ใต้เท้าเว่ย...ใต้เท้าเว่ยที่อายุหกสิบผู้นั้นหรือเ้าคะ”
“ใช่”
“แล้ว...เขามาทำอะไรหรือเ้าคะ” แม่นมหวงภาวนาให้ไม่เป็อย่างที่คิด
“ดูตัวข้าไง” นางพูดราวกับเป็เื่ธรรมดา
“ดูตัว? ดูตัวอะไรกัน ใต้เท้าเว่ยอายุหกสิบแล้วแต่คุณหนู...”
“ปีหน้าข้าก็ปักปิ่นแล้วนะ แต่เขาไม่สนใจเด็กสาวอมโรคมือไม้อ่อนแรงแค่ถือถ้วยชาก็ยังหกเลอะเถอะอย่างข้าหรอก”
ฟู่เซียงเซียงหัวเราะเสียงใสแล้วก้มมองกระโปรงของตนที่เลอะคราบชาอยู่
“ลำบากแม่นมแล้ว”
“ไม่รู้นายท่านคิดอะไรถึงได้ให้คุณหนูไปพบคนอย่างใต้เท้าเว่ยเช่นนั้น” แม่นมหวงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ก็คงหวังดีให้ข้าแต่งงานเข้าสกุลสูงศักดิ์กระมัง” นางยิ้มไม่ได้คิดน้อยใจอันใด ไม่สิ นางเลิกคิดเื่พวกนี้ไปแล้ว เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มารดาเลี้ยงพยายามให้นางแต่งงานกับคนที่แก่กว่าบิดาของตนด้วยซ้ำไป
“ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาช่วยเก็บสมุนไพร” นางพูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าเรือน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม่นมหวงได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง นางเผลอมองทางอี้เฉินเล็กน้อย เห็นเขายังยืนโง่งมก็ถอนหายใจอีกครั้ง น่าเสียดายที่รูปร่างสูงใหญ่แต่ท่าทางทึ่มทื่อ นางโคลงศีรษะไปมาแล้วเดินตามหลังคุณหนูมาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า เพียงครึ่งเค่อแม่นมหวงก็หอบชุดสวยที่เปื้อนคราบน้ำชาออกไปซัก ฟู่เซียงเซียงกลับมาสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายอีกครั้ง ผมยาวถูกรวบแล้วคลุมด้วยผ้าสีฟ้าอ่อน นางโผล่หน้าออกมาแล้วกวักมือเรียกทาสหนุ่ม
“อี้เฉินมาทางนี้”
ชายหนุ่มถูกเรียกว่า ‘อี้เฉิน’ หลายครั้งจนเริ่มชิน เขาวางมือจากท่อนฟืนแล้วเดินไปหาเด็กสาว นางมีกลิ่นอายของสมุนไพรหอมจางทำให้ใจสงบ
“ข้าให้เ้าพักก็พักสิ” นางทำปากยื่นแลดูน่ารักน่าเอ็นดู “มานั่งนี่ ข้าขอดูแผลหน่อย”
ทาสหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ปล่อยให้เด็กสาวหยิบกรรไกรตัดผ้าพันแผลที่พันร่างเขาออกอย่างเบามือ นางไม่ได้เอ่ยพูดอะไรอีก เขาก็นั่งนิ่งปล่อยให้นางทำตามใจ ได้ยินเสียงบ่นพึมพำอยู่บ้างก่อนจะใส่ยาและพันแผลให้เขาใหม่
“เ้าฟื้นฟูร่างกายได้เร็วดีจริง นี่เป็ผลการรักษาของข้าและยาลับสูตรเฉพาะของท่านหมอจู” นางคลี่ยิ้มกว้างแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งยื่นให้เขา
เขาไม่ได้ตอบรับแต่มองมือเรียวงามวางลูกศรบนโต๊ะ แววตาของเขาเยียบเย็นลงทันที
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าอยากเห็นหรือไม่ แต่ถ้าไม่้า ข้าจะเก็บไว้เป็ของที่ระลึกว่านี่เป็การเย็บแผลครั้งแรกของข้า”
‘ของที่ระลึก’ มีสตรีแบบใดเก็บของแบบนี้ไว้เป็ที่ระลึกกัน
มุมปากยกยิ้มขบขันอย่างไม่รู้ตัว แต่เพราะใบหน้านี้ยังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว รอยยิ้มนั้นจึงทำให้ใบหน้าดูบิดเบี้ยวน่ากลัวพิกล แต่ฟู่เซียงเซียงกลับยื่นหน้ามองพิจารณาอย่างเป็กังวล อดยื่นนิ้วไปแตะรอยแผลไม่ได้
“ข้าจะเอายามาทาให้นะ ไม่ต้องเป็กังวลไป โดยปกติจะหายดีในเจ็ดวัน แต่ถ้านานกว่านั้นอาจเพราะบอบช้ำภายในอย่างหนัก มีเืเสียที่ไหลเวียนไม่สะดวก อื้ม...ข้าท่องจำมานะแต่เพิ่งเคยเห็นาแอย่างนี้เป็ครั้งแรก เ้านี่...คุ้มค่าเงินสองตำลึงข้าจริงๆ”
