“ท่านลุงเหว่ย เขาไม่เป็อะไรใช่หรือไม่? ตอนนั้นข้ารู้สึกหวาดกลัวก็เลยเอายานอนหลับที่ท่านให้ใส่ไปในน้ำชาจนหมดเลย”
ท่านลุงเหว่ยปล่อยข้อมือของชายในเสื้อคลุมสีดำออก เขาจ้องไปที่ติงเหว่ยและตำหนิว่า “คราวหน้าเ้าห้ามประมาทเช่นนี้อีก ปริมาณยานอนหลับนั้นเพียงพอให้หมูป่าสิบกว่าตัวสลบได้ โชคดีที่ข้ามียาถอนพิษ ข้าจึงให้เขากินไปก่อน พรุ่งนี้ตื่นมาก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
ติงเหว่ยยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีก นางจึงรีบพูดว่า “ข้าสร้างปัญหาให้ท่านลุงเหว่ยอีกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข้าจะนึ่งอวี๋เซียงตั้นเกิง [1] ให้ท่านบำรุงร่างกาย”
เป็อย่างที่คาดไว้ เมื่อเห็นของอร่อยมารออยู่ตรงหน้า ท่านลุงเหว่ยก็มีสีหน้าดีขึ้นมาทันที “ไปเถอะ ไปเถอะ คนนี้ท่าทางลับๆ ล่อๆ เ้าจะระวังมากสักหน่อยก็ไม่ผิดอะไร”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ต่างก็กลอกตาขึ้น ผู้าุโท่านนี้เปลี่ยนคำพูดเร็วเกินไปแล้ว
ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจ หลังจากไม่ได้เจอลูกชายกว่าค่อนวันนางเองก็เป็ห่วงขึ้นมา จึงลากอวิ๋นอิ่งกลับไปที่ห้องฝั่งตะวันตกทันที
เฉิงเหนียงจื่อกำลังอดทนต่อความง่วง เฝ้าดูเด็กๆ ทั้งสามคนในขณะที่เย็บผ้าไปด้วย เมื่อเห็นนายหญิงเดินเข้ามานางก็ดีใจทันทีและจะลงไปคำนับกับพื้น
ติงเหว่ยห้ามนางเอาไว้ และถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “วันนี้อันเกอเอ๋อร์เป็อย่างไร สบายดีใช่ไหม?”
“สบายดี เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะลุกขึ้นมากินนมไปอีกรอบหนึ่ง แต่ตอนกลางวันก็ร้องไห้งอแงจะหานายหญิง ต่อมานายน้อยอุ้มไปปลอบอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็ดีขึ้นแล้ว”
ติงเหว่ยพยักหน้า แล้วก็มองต้าหวากับเอ้อร์หวาที่นอนอยู่บนเตียงเตา แล้วพูดว่า “พวกเ้านอนลงเหมือนเดิมเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปพักที่ฟูกนุ่มๆ ด้านนอกสักหน่อย”
เฉิงเหนียงจื่อได้ยินก็หวาดกลัวเป็อย่างมาก ไหนเลยจะมีบ่าวนอนอยู่บนเตียงเตาแล้วนายไปนอนบนฟูกนุ่มเช่นนี้ นางยัง้าจะปฏิเสธ แต่ติงเหว่ยกลับพูดเสียงแข็งว่า “อีกสองชั่วยามฟ้าก็สว่างแล้ว อย่าทรมานกันเลย ข้าเองก็ต้องตื่นเช้าไปเตรียมอาหารเช้า เ้าเองก็จะได้ดูแลเด็กๆ ด้วย”
เฉิงเหนียงจื่อตอบด้วยความเคารพ อวิ๋นอิ่งจึงรีบไปเอาฟูกนุ่มๆ หนาๆ มาวางลงบนม้านั่ง และเกรงว่าติงเหว่ยจะมีเื่บางอย่างในใจทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่ จึงช่วยนางถอดเสื้อคลุมและเครื่องประดับออก จากนั้นก็อธิบายด้วยเสียงแ่เบา
ความจริงแล้วชายในเสื้อคลุมสีดำคนนั้นเป็มิตรสหายั้แ่สมัยเด็กของกงจื้อิ เขามีชื่อว่าฟางซิ่น มีสมญานามว่าอี้ชิง [2] สกุลฟางเป็ขุนนางมาหลายชั่วอายุคน นับั้แ่ตอนที่ก่อตั้งซีฮ่าว บรรพบุรุษของสกุลฟางเองก็มีส่วนช่วยเหลือ ดังนั้นก็เหมือนกับสกุลกงจื้อที่มีส่วนช่วยอย่างมากในการก่อตั้งประเทศมาหลายชั่วอายุคน ท่านพ่อและท่านแม่ของกงจื้อิเสียไปั้แ่เขายังเล็ก ผู้าุโฟางเองก็เป็อัครมหาเสนาบดี ทำให้ตอนเด็กกงจื้อิเองก็ได้รับคำชี้แนะจากท่านผู้าุโฟางอยู่ไม่น้อย เขาเรียนหนังสือและฝึกวรยุทธ์มากับฟางซิ่น
สกุลกงจื้อดำรงตำแหน่งอู่โฮ่ว [3] มาหลายต่อหลายรุ่น กงจื้อิเองก็ศึกษากลยุทธ์ทางการทหารั้แ่เด็ก แต่นายน้อยฟางกลับชอบบทกลอนมากกว่า ฝีมือการต่อสู้ของเขาทำได้เพียงเอาชนะพวกนักเลงเท่านั้น แล้วกลับเต็มไปด้วยความเพ้อฝัน
แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้กระทบกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองมิตรสหายคู่นี้ ทุกคนในซีจิงต่างก็รู้กันหมดว่า ที่ไหนมีเสี่ยวอู่โฮ่ว(กงจื้อิ) ที่นั่นก็ต้องมีนายน้อยฟาง ที่ไหนมีนายน้อยฟาง ก็จะขาดเสี่ยวอู่โฮ่ว(กงจื้อิ) ไปไม่ได้เช่นกัน
ครั้งก่อนตอนที่กงจื้อิปราบพวกเถียเหล่ยสำเร็จ ในระหว่างทางที่กำลังยกทัพกลับก็ถูกพวกเถียเหล่ยลอบทำร้ายทำให้เขาเสียชีวิตเนื่องจากยาพิษ และนำศพกลับไปทำพิธีที่เมืองหลวง ตอนนั้นนายน้อยฟางสังหารราชวงศ์เถียเหล่ยที่ถูกจับกุมตัวอยู่ในซีจิงทั้งหมด และงานศพวันต่อมาเขาก็ยิ่งโกรธและเดือดดาลเป็อย่างมาก หากไม่เป็เพราะว่าท่านพ่อของเขาทุบตีด่าทอและขอร้องทั้งน้ำตา เกรงว่าวันนั้นิญญาของเขาคงจะไปปรโลกตามมิตรสหาย(กงจื้อิ)ด้วยกันแล้ว
กงจื้อิครั้งนี้มีความหวังในการแก้พิษ เขาจึงเตรียมความพร้อมทุกอย่างและส่งจดหมายไปให้นายน้อยฟาง เกรงว่าั้แ่นายน้อยฟางได้รับจดหมายนั้นก็ขี่ม้าเร็วมาตลอดทั้งวันทั้งคืน เขาอยากจะยืนยันว่าเื่ที่มิตรสหายของเขาตายแล้วฟื้นคืนชีพเป็เื่จริงหรือไม่ นึกไม่ถึงว่าตอนที่กำลังถามทางก็ไปพบกับติงเหว่ยเข้าพอดี ปรากฏว่าเขาถูกชาถ้วยหนึ่งทำให้ล้มลงไป…
ยิ่งติงเหว่ยฟังมากเท่าไรนางก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้น ในใจของนางก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรมเล็กน้อย
อวิ๋นอิ่งมองออกจึงรีบปลอบว่า “แม่นางอย่าได้กังวลไปเลย ถึงแม้นายน้อยฟางจะมีสถานะสูงส่งแต่ก็เป็คนใจดีมาก ปกติแล้วเขาปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้อย่างพวกเราเป็อย่างดีและไม่เคยดูถูกแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่าน…เอ่อ ท่านรีบนอนพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้นายน้อยค่อยพูดให้สักหน่อย เื่นี้ก็จะผ่านไปแล้ว”
ติงเหว่ยเอาแต่โทษตนเองอยู่ จึงไม่ทันได้ยินบางอย่างแปลกๆ ในคำพูดของอวิ๋นอิ่ง
“ตกลง เ้าเองก็ไปนอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าค่อยไปขอขมานายน้อยฟางก็แล้วกัน”
ติงเหว่ยหวีผมของนางด้วยความหงุดหงิด นางดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มอย่างลวกๆ แล้วก็หลับไป วันนี้เริ่มจากที่ท่านพ่อของนางป่วย เพิ่งจะพ้นขีดอันตราย ต่อมาก็ทำเป็กล้าหาญคิดจับนักฆ่าคนหนึ่งได้ หลังจากที่ส่งเขากลับมาที่คฤหาสน์ถึงจะรู้ว่าจับผิดคนแล้ว
ความวุ่นวายโกลาหลทั้งหมดนี้ ไม่ง่ายเลยที่นางจะผ่านปัญหาทั้งหมดมาได้
อวิ๋นอิ่งแทบไม่เคยเห็นเ้านายของนางทำตัวเหมือนเด็กเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงนายน้อยฟางที่ทั้งหล่อเหล่าและมากไปด้วยความสามารถกลับถูกจับมัดเหมือนหมูแล้วส่งมา นางเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“ฟู่” จากนั้นก็มีเสียงเป่าลมดับเปลวเทียน
ในห้องหลักกงจื้อิกำลังถามเฟิงจิ่วด้วยเสียงราบเรียบว่า “ไฟในห้องด้านข้างดับแล้วหรือ?”
เฟิงจิ่วเดินไปที่หน้าต่างและมองไปรอบๆ สักสองสามครั้ง จากนั้นเขาก็หันกลับมาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดับไปแล้ว เกรงว่าพี่ติงคงจะใไม่น้อย”
กงจื้อิพยักหน้าและโบกมือให้เฟิงจิ่วออกไป จากนั้นเขาก็ก้มหน้ามองมิตรสหายที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่ไกล เขาหัวเราะออกมาเบาๆ และพูดว่า “อี้ชิง ถึงแม้นางจะบ้าบิ่นไปสักหน่อยแต่นางก็เป็คนดี เดี๋ยวรอเ้าตื่นขึ้นมาข้าจะให้นางทำกับข้าวอร่อยๆ สักสองสามอย่าง แล้วพวกเรามิตรสหายก็มาดื่มกันสักแก้ว”
นายน้อยฟางที่ยังถูกโจวกงบังคับให้เดินหมากรุกด้วยอยู่นั้นไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เขาจึงไม่คัดค้านไปโดยปริยาย ดังนั้นเื่นี้จึงจบลงด้วยการตัดสินใจอย่างมีความสุขเช่นนี้…
……
เช้าตรู่ของฤดูร้อนมักจะสดใสเสมอ ทันทีที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีขาวนวลราวกับท้องปลา ติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำให้สะอาด จากนั้นก็มุ่งไปที่ห้องครัวและยุ่งวุ่นวายขึ้นมา
เมื่ออวิ๋นอิ่งเข้ามารายงานว่าเ้านายของเขาลุกขึ้นแล้ว เขาก็พูดไม่ออกกับอาหารในครัว
หากไม่นับเครื่องเคียงที่รสชาติเบาและสดชื่นแปดอย่าง ก็จะมีโจ๊กสี่ประเภท คือ โจ๊กข้าวสีม่วงกับฟักทอง โจ๊กมันเทศ โจ๊กข้าวเหนียวลำไย และโจ๊กเม็ดบัวใส่น้ำตาลกรวด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซาลาเปาเนื้อไส้ต่างๆ เกี๊ยวทอดและเกี๊ยวนึ่ง อาหารทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะเลี้ยงคนสิบคนให้อิ่มได้เลยเสียด้วยซ้ำ
ติงเหว่ยปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของนาง และก็โรยงาขาวลงไปบนเครื่องเคียงเล็กๆ ทั้งสองอย่าง จากนั้นก็เรียกให้อวิ๋นอิ่งช่วยตั้งโต๊ะ
ติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งใช้เวลายกไปมาคนละสามถึงสี่รอบกว่าจะจัดวางโต๊ะอาหารเช้าเสร็จ กงจื้อิที่กำลังจับไม้ค้ำยันทั้งสองข้าง ด้านหลังเขามีชายหนุ่มสวมชุดสีฟ้าและรัดเกล้าที่ทำจากทองคำ ทั้งสองคนเดินตามกันออกมาจากข้างในห้อง รอบดวงตาของพวกเขาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเมื่อมิตรสหายได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งหลังความเป็ความตาย น้ำตาลูกผู้ชายก็หลั่งออกมา
ติงเหว่ยยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนมากขึ้น นางจึงรีบยกกับข้าวมาวาง แล้วไปยืนรอปรนนิบัติรับใช้ด้วยความเคารพอยู่ด้านข้าง
กงจื้อิเหลือบมองโต๊ะที่เกือบจะรับน้ำหนักไม่ไหว และมองไปทางติงเหว่ยด้วยแววตาที่ยิ้มมากขึ้น
คุณชายท่านนั้นพูดอย่างติดตลกว่า “ข้ายังคิดว่าเ้าต้องอยู่อย่างยากลำบากในพื้นทีู่เาห่างไกลเช่นนี้ อุตส่าห์รีบมาอย่างบ้าคลั่งตลอดสามวันสามคืน นึกไม่ถึงเลยว่าการใช้ชีวิตของเ้ายังหรูหรามากกว่าในพระราชวังเสียอีก เช่นนี้ใครที่หนีออกมาจากความยากลำบากกันแน่? ข้าที่เป็บุตรชายของอัครมหาเสนาบดียังไม่เคยได้กินอาหารเช้าที่หรูหราขนาดนี้มาก่อนเลย!”
หลังจากพูดจบ เขาก็ไม่ได้เกรงใจใดๆ นั่งลงตรงที่นั่งแขกและเริ่มลงมือกินอาหารเช้าทันที
บางทีเขาอาจจะหิวมากจริงๆ กงจื้อิดื่มโจ๊กมันเทศไปแค่ถ้วยเดียว แต่คุณชายฟางกลับกินซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่ไปเจ็ดแปดลูก โจ๊กไปอีกสามชาม และเครื่องเคียงอีกครึ่งหนึ่ง
ติงเหว่ยถือโอกาสใช้เวลาที่ว่างนี้เพื่อพิจารณามิตรสหายผู้มีชื่อเสียงของกงจื้อิที่มาจากซีจิง พูดง่ายๆ ระหว่างกงจื้อิกับคุณชายฟาง คนหนึ่งเ็าคนหนึ่งอบอุ่น คนหนึ่งเหมือนน้ำแข็งคนหนึ่งเหมือนเปลวไฟ
ใบหน้าแหลมคมเรียวยาวราวกับมีด กรอบหน้าชัด โหนกแก้มสูง เบ้าตาลึก คิ้วหนาและตาโต จมูกโด่งเป็สันและริมฝีปากหนา หน้าตาหล่อเหลากว่าคนทั่วไป แฝงไว้ด้วยท่าทางที่ดูน่าเกรงขามและดุดัน
ส่วนคุณชายฟางใบหน้ากลมและอวบอิ่ม ั์ตาโตสองชั้นปลายเรียวยาว จมูกโด่งเป็สันและริมฝีปากบาง ระหว่างคิ้วทั้งสองของเขามีร่องย่นอยู่สามส่วน แต่เข้ามักจะยิ้มแย้มเสมอเวลาพูด ยิ่งทำให้ดูอ่อนโยนและมีเสน่ห์ของชายหนุ่มเ้าชู้
แต่หากเปรียบเทียบแล้ว ติงเหว่ยยังชอบชายหนุ่มที่ดูแข็งแกร่งแบบกงจื้อิมากกว่า ต่อให้สีหน้าจะดูเ็าไปสักหน่อย แต่ในใจของเขากลับใจดีและอบอุ่นอย่างถึงที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่นแต่เื่ที่นางท้องทั้งๆ ที่ยังไม่แต่งงานจนเกือบจะถูกส่งไปอยู่ที่หนีกู่อัน เขากลับไม่เคยดูถูกนางเลย ทั้งยังดูแลนางเป็อย่างดีอีก เห็นได้ชัดเจนถึงความใจกว้างและโอบอ้อมอารีของบุรุษ
ถ้าเขาไม่ได้ตกที่นั่งลำบากเหมือนตอนนี้ เกรงว่าหญิงสาวจากครอบครัวชาวนาอย่างนางคงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเขาด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกันทุกวันเป็เวลานาน ต่างฝ่ายต่างดึงดูดกัน และความรู้สึกก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น…
นางจะคว้าโอกาสนี้ไว้ดีหรือไม่ เพื่อให้ตนเองสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้ เพื่อหาพ่อที่ชี้แนะให้อันเกอเอ๋อร์ได้ยามที่เขาเติบโตขึ้น เพื่อให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และครอบครัวมีโอกาสก้าวไปสู่หนทางแห่งความมั่งคั่ง…
เมื่อคิดเช่นนี้ ติงเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะมองกงจื้อิอย่างเหม่อลอย
กงจื้อิเองก็สังเกตเห็น ตอนที่ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นของเขาเหลือบมองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาสามส่วนโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวคนนี้เหมือนลำธารใสในฤดูใบไม้ผลิ ไม่จำเป็ต้องคิดมากอะไร แค่มองแวบเดียวก็รู้เห็นความงามในใจของนาง
คุณชายฟางที่กินดื่มจนอิ่มหนำแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นสหายของเขามีสีหน้ายิ้มแย้ม เขาใจนเกือบจะทำชาที่เพิ่งรินออกมาหก จากนั้นก็หันไปมองลุงอวิ๋นที่กำลังยิ้มอยู่เช่นกันว่า “ลุงอวิ๋น ข้าตาฝาดไปอย่างนั้นหรือ? เทียนเป่า [4] กำลังยิ้มอยู่จริงๆ”
เทียนเป่า?
“คิกคิก!” ติงเหว่ยที่เพิ่งมีสติกลับมา เมื่อได้ยินสิ่งที่คุณชายฟางพูดก็หัวเราะออกมา
เมื่อคืนหลังจากที่นางได้ยินสมญานามของคุณชายฟาง นางยังแปลกใจว่าสมญานามของกงจื้อิคืออะไร นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็คำสองคำที่ให้กลิ่นอายแบบชนบทและติดดินอย่าง “เทียนเป่า”
“อะแฮ่ม!” ลุงอวิ๋นกวาดตามองสีหน้าของนายน้อย จึงรีบกระแอมสองครั้งเพื่ออธิบายว่า “อู้หวาต้าเป่า [5] คือชื่อที่ท่านผู้าุโตอนที่ยังมีชีวิตตั้งให้ด้วยตนเอง”
อู้หวาต้าเป่า?
ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นนางจึงรีบก้มหัวลงและทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้
การไม่ได้รับการศึกษาไม่ใช่เื่ผิด แต่การทำให้คนอื่นอับอายก็เป็เื่ที่ไม่สมควรทำเป็อย่างมาก
กงจื้อิเห็นว่าติงเหว่ยเกือบจะเอาใบหน้าของนางไปซุกไว้ข้างในเสื้อสีเขียวมรกตอยู่แล้ว ทำให้คอขาวอมชมพูโผล่ออกมาเล็กน้อย บนศีรษะของนางก็มีปิ่นปักผมสีแดงที่มีพู่สองอันห้อยอยู่ข้างๆ ใบหน้าของนาง ช่างดูมีชีวิตชีวาเป็พิเศษ
เขายกมือขึ้นหยิบถ้วยชาแล้วซ่อนรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก
คุณชายฟางไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของสหาย แต่เขากลับสนใจใบหน้าที่เขินอายของติงเหว่ยเป็อย่างมาก ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นมองติงเหว่ยอย่างประเมินสองรอบแล้วพูดว่า “นี่คือสมาชิกในครอบครัวอย่างนั้นหรือ?”
ลุงอวิ๋นเกรงว่าเขาจะเกิดความคิดที่ไม่เหมาะสม จึงรีบอธิบายว่า “แม่นางติงท่านนี้ เป็คนที่คอยรักษาอาการาเ็ของนายน้อยตลอดครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา ที่ทุกวันนี้นายน้อยสามารถเคลื่อนไหวได้ล้วนเป็ความดีความชอบของแม่นางติง”
คิดไม่ถึงว่าเมื่อคุณชายฟางได้ยินเช่นนั้นกลับลุกขึ้นและโค้งคำนับ “แม่นางช่วยเทียนเป่าเอาไว้ก็เหมือนได้ช่วยข้าด้วยเหมือนกัน วันหน้าหากแม่นางมีเื่อะไร ขอเพียงเอ่ยปากมา ข้าจะยอมทำทุกอย่างโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!”
ติงเหว่ยคิดไม่ถึงว่าคุณชายฟางจะให้ความสำคัญแก่มิตรภาพมากขนาดนี้ เมื่อนึกถึงเื่เมื่อวานนางก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมา นางจึงรีบคำนับกลับและพูดว่า “คุณชายฟางดีกับบ่าวเกินไปแล้ว จะว่าไปแล้วบ่าวยังต้องขอขมาคุณชายที่ได้ล่วงเกินไป เมื่อคืนข้าใจนเข้าใจผิดว่าคุณชายฟางเป็คนร้าย ถึงได้ลงมือทำร้ายท่านจนต้องลำบาก…”
“อะไรนะ?” จู่ๆ คุณชายฟางก็เงยหน้าขึ้นมาทันที เขาโมโหจนมองติงเหว่ยจากหัวจรดเท้า จากนั้นก็ะโออกมาว่า “เ้าก็คือหญิงสาวชาวนาที่วางยาสลบข้าคนนั้นงั้นหรือ!”
ติงเหว่ยหน้าแดงและฝืนยิ้มพูดว่า “เป็เช่นนั้นจริงๆ”
“ข้าก็ว่าแล้วแม่นางคนนี้ ข้าแค่ถามทางเท่านั้น ยังให้น้ำข้าดื่มหนึ่งถ้วย เหตุใดเ้าถึงได้ทำให้ข้าสลบโดยไม่มีสาเหตุและไม่มีเหตุผล
โชคดีที่เป็แค่ความเข้าใจผิด มิเช่นนั้นตอนนี้ข้าก็คงกลายเป็เหมือนเนื้อที่อยู่บนเขียงหรือซาลาเปาที่อยู่ในหม้อแล้ว [6] ?”
-----------------------------------------
[1] อวี๋เซียงตั้นเกิง 鱼香蛋羹 หมายถึง ซุปที่มีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ ต้นหอม ขิง และกระเทียม มีรสชาติเปรี้ยวหวานชุ่มคอ
[2] อี้ชิง 义卿 หมายถึง ความชอบธรรมและความมีเหตุผลทางศีลธรรมหรือพฤติกรรม และบางครั้งก็หมายถึงคุณภาพของความภักดีหรือความซื่อสัตย์ด้วย
[3] อู่โฮ่ว 武侯 หมายถึง เ้าพระยายุทธ์ มีหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์การทหาร บุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่มีชื่อเสียงและดำรงตำแหน่งนี้ เช่น ขงเบ้ง
[4] เทียนเป่า 天宝 หมายถึง บุคคลที่ได้รับความรักจาก์
[5] อู้หวาต้าเป่า 物华天宝 หมายถึง สมบัติล้ำค่านานาชนิด
[6] เนื้อที่อยู่บนเขียงและซาลาเปาที่อยู่ในหม้อ 案上肉锅里的包子 หมายถึง ถูกจัดการได้ตามที่คนอื่น้า ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ และต้องอยู่ในความเมตตาของผู้อื่น