หรงจ้านสวมอาภรณ์สีแดง ในความกระจ่างพิสุทธิ์แฝงเจือไปด้วยความเย้ายวนเยี่ยงปิศาจ
พูดตามตรง เฉียวเยว่รู้สึกว่านี่ถึงจะเป็ตัวจริงของเขา ส่วนหรงจ้านที่ดูดีทุกกระเบียดในอดีตคล้ายเป็การเสแสร้งมากกว่า
ฮ่องเต้แย้มพระสรวลเลิกพระขนง พร้อมกับตำหนิพอเป็พิธี "เ้ามาสาย"
แต่แม้จะเป็เช่นนี้ สายพระเนตรที่ทอดมองหรงจ้านกลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
"กระหม่อมไม่จำเป็ต้องมาเร็วเกินไป อย่างไรเสียสนามแรกก็ไม่แพ้"
ถ้อยคำโอหังเช่นนี้ทำเอาฝ่ายซีเหลียงโกรธจนแทบหงายหลัง
มู่หรงจิ่วทอยิ้มเอ่ยขึ้นว่า "หลายปีผ่านไป ความมั่นใจของท่านอ๋องอวี้กลับยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"
หรงจ้านหันข้างไปมองเขา เลิกคิ้วเล็กน้อย เผยประกายออกมาเต็มเปี่ยม "เพราะข้ารู้จักสำนักศึกษาสตรีของพวกเราเป็อย่างดี" เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะหัวเราะเย้ยหยัน "แต่รู้จักพวกเ้า... มากยิ่งกว่า"
องค์ชายสี่แห่งซีเหลียงมุ่นคิ้วขมวด "ท่านอ๋องอวี้อย่าผยองเกินไปจะดีกว่า สิ่งที่ท่านทำกับซีเหลียง พวกเรายังจดจำใส่ใจ เพื่อความสงบสุขของปวงประชาทั่วหล้า พวกเราจะไม่ถือสา และปล่อยวางความแค้นในอดีตเ่าั้ แต่หาได้แสดงว่าท่านอ๋องอวี้จะข่มเหงพวกเราเช่นนี้ได้"
หรงจ้านหัวเราะเสียงดังจนหายใจไม่ทัน การแต่งกายเช่นนี้ยิ่งขับเน้นเสน่ห์เย้ายวนของเขาออกมา เป็ความรู้สึกที่ไม่ดีนักสำหรับบุรุษ แต่พอเป็หรงจ้านทุกคนกลับไม่รู้สึกแปลกใจ ราวกับ... เป็เื่ปรกติ
แววตาของหรงจ้านดุดันขึ้นมา "สิ่งที่พวกเ้าทำกับข้า จะให้ข้าลืมได้หรือ? ข้าเคยพูดไว้ บิดาข้าตายแล้ว ใครก็ตามที่ทำร้ายเขา ข้าจะทำให้คนเ่าั้ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการตาย เ้าสามารถอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ รู้หรือไม่เพราะเหตุใด ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ"
หรงจ้านแหงนหน้าขึ้นฟ้าหัวเราะจนตัวโยน "นั่นก็เพราะเ้ามันแค่สวะ ข้าคร้านจะแตะต้องคนไร้ประโยชน์"
"เ้าโอหังเกินไปแล้ว" มู่หรงซื่อตบโต๊ะผางลุกขึ้นยืน ทั่วร่างเต็มไปด้วยโทสะอย่างถึงที่สุด
นอกจากเสียงของเขา รอบด้านเงียบสนิทชนิดเข็มตกสักเล่มก็ยังได้ยิน และไม่มีผู้ใดกล้าเป็ผู้นำในการทำลายความเงียบงันภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
"ตอนข้าอายุสิบกว่าขวบก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้ซีเหลียงของพวกเ้า ส่งพี่ใหญ่กับพี่รองของพวกเ้าไปเข้าเฝ้าพญายม เ้าคิดว่าตอนนี้ข้าจะกลัวเ้าหรือ?" หรงจ้านยังคงพูดต่อ
"จ้านเอ๋อร์ พอเถิด" ทั้งสองฝ่ายต่างชักกระบี่ง้างธนู ถึงเวลาที่ฮ่องเต้ต้องออกโอษฐ์ประนีประนอม "เ้าเด็กคนนี้มักหุนหันพลันแล่นเป็ประจำ อย่าก่อเื่อีกเลยนะ"
หรงจ้านไหวไหล่ ดูเหมือนจะยอมรับฟัง
สายตาของมู่หรงจิ่วที่จดจ้องหรงจ้านตลอดเวลา สุดท้ายก็เลื่อนมาที่มู่หรงซื่อ แล้วกดมือของเขาไว้ "พี่สี่ ท่านอ๋องอวี้... อายุยังน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ควรเห็นแก่ภาพรวมเป็หลัก เมื่อเป็การทำเพื่อปวงประชา ทุกฝ่ายก็อย่าเก็บมาใส่ใจนักเลย"
มู่หรงซื่อหายใจฟืดฟาดไม่หยุด แต่ในที่สุดก็นั่งลง ชายาองค์ชายสี่กุมมือพระสวามีไว้ แล้วเอ่ยกระซิบเสียงเบา "พระสวามีอย่ากริ้วเลยเพคะ จ้านเอ๋อร์ยังเด็ก"
มู่หรงซื่อถลึงตาใส่ชายาของตน แต่ไม่เอ่ยคำใดอีก
ทุกคนต่างชมละครฉากใหญ่อย่างสงวนท่าที เฉียวเยว่ได้แต่มองอย่างปลงตก ชีวิตก็คือละคร ละครก็คือชีวิตโดยแท้
เดิมทีนางคิดว่าสังคมชนชั้นสูงจะให้ความสำคัญกับเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่ดูจากตอนนี้ กลับไม่เป็อย่างที่คิดโดยสิ้นเชิง
ต่อไปจะถึงขั้นด่ากันกลางถนนเลยหรือไม่?
แต่นึกถึงการเลือกตั้งของบางประเทศก่อนหน้าที่จะข้ามภพมา เฉียวเยว่ก็รู้สึกว่าทุกสิ่งล้วนเป็ไปได้
ทว่าการตบหน้าโดยตรงของหรงจ้านก็จัดว่าเฉียบขาดจริงๆ
แม้ไม่แน่ชัดว่าหรงจ้าน้าสิ่งใด แต่เฉียวเยว่ก็รู้ว่าการทำเช่นนี้สามารถสร้างความกดดันให้ซีเหลียงได้ เป็ประโยชน์ต่อการแข่งขันของพวกนาง
"การแข่งขันลำดับที่สอง ภาพเขียน"
เฉียวเยว่ค่อนข้างลังเลเกี่ยวกับการวาดภาพ นางเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าพวกเขาจะเลือกหมวดวิชาที่ไร้ข้อโต้แย้ง ประเภทภาพเขียนมีความเป็อัตวิสัยเกินไป
เ้าว่าดี ข้าว่าไม่ดี ผู้ใดจะมาตัดสินล้วนเป็ปัญหาใหญ่
แต่เมื่อมีการเสนอเข้ามา ก็น่าจะมีเกณฑ์การตัดสินที่กำหนดไว้แล้ว
"ทั้งสองฝ่ายต้องวาดภาพแข่งกัน ท่ามกลางสีสันอันงดงามแห่งวสันตฤดู และหมู่ภมรผีเสื้อ เมื่อเป็เช่นนี้ มิสู้ใช้มวลผกามาเป็หัวข้อ ดูว่าของผู้ใดจะรังสรรค์ได้วิจิตรตระการตากว่ากัน หากภาพไหนสามารถทำให้พวกมันชมชอบ ก็นับว่าภาพนั้นชนะ"
เฉียวเยว่ฟังข้อเสนอนี้แล้วก็นึกถึงลูกไม้ที่ใช้บ่อยในนิยายข้ามภพ การเติมน้ำผึ้งลงในสีคือวิธีการง่ายสุดมิใช่หรือ ทว่า... วิธีการนี้ เฉียวเยว่ไม่เชื่อว่าคนโบราณจะคิดไม่ได้
นางเม้มปาก แล้วกระซิบข้างหูอิ้งเยว่สองสามประโยค
อิ้งเยว่มองนางอย่างประหลาดใจ
เฉียวเยว่พยักหน้ายิ้ม อิ้งเยว่ยกมือขึ้นทันที แล้วเอ่ยว่า "ทูลฝ่าา การใช้ภาพเขียนล่อหมู่ภมรสามารถเล่นตุกติกกับอุปกรณ์ที่ใช้วาดได้ ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอให้มีการตรวจสอบหมึกของทั้งสองฝ่ายว่ามีการเติมน้ำผึ้งเพื่อล่อภมรหรือไม่ และแลกเปลี่ยนน้ำหมึกกันเพคะ"
ฮ่องเต้ตะลึงงัน ก่อนที่จะแย้มพระสรวลเล็กน้อย "มีเหตุผลอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าแคว้นของท่าน..."
ฮ่องเต้โยนปัญหานี้ไปให้ฝ่ายตรงข้าม พระองค์ไม่ตรัสว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่ แต่รอดูว่าซีเหลียงจะมีการตอบสนองอย่างไร
พูดตามตรง ในใจของทางซีเหลียงล้วนก่นด่าสองพี่น้องสกุลซูว่าเป็สุนัขกินมูล แท้จริงแล้วพวกเขาวางแผนใช้ประโยชน์จากกลอุบายนี้ จึงเสนอการแข่งขันหมวดวิชานี้ขึ้นมา ไม่นึกว่าจะถูกซูอิ้งเยว่เปิดโปงเสียจนหมดเปลือก
แต่หากพวกเขาไม่เห็นด้วย ก็จะดูโจ่งแจ้งเกินไปว่าพวกเขา้าจะโกง
อิ้งเยว่มองคณาจารย์จากซีเหลียง
องค์ชายเก้าทอยิ้มอ่อนๆ "ย่อมได้อยู่แล้ว"
ถึงอย่างไรยามนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธ เขามองไปทางหรงจ้าน หรงจ้านเชิดหน้ายิ้มเยาะ
องค์ชายเก้ายิ้มทรงเสน่ห์ไม่โต้ตอบ แต่หลังจากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "แข่งต่อเถอะ"
อิ้งเยว่ "ข้าเอง"
จะให้เฉียวเยว่ลงสนามทุกรอบไม่ได้ แม้ว่าภาพเขียนของนางไม่นับว่าแย่ แต่ให้นางจัดการเองดีกว่า ถึงอย่างไรนางก็ต้องเข้าร่วมแข่งขันในฐานะว่าที่ชายารัชทายาทอยู่แล้ว
ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบน้ำหมึกเรียบร้อย เฉียวเยว่ก็ยิ้มแย้มเดินกลับไปที่ของตนเอง
เดิมทีซีเหลียงคิดจะโกงด้วยน้ำผึ้ง ยามนี้จึงไม่สามารถเอาน้ำผึ้งออกมาใช้ได้อีก เมื่อเป็เช่นนี้ทั้งสองฝ่ายก็ต้องพึ่งพาความสามารถที่แท้จริง
แต่แม้จะพูดว่าแข่งกันด้วยความสามารถ แต่ความชอบของสัตว์... ก็เป็สิ่งที่ยากจะเอ่ยด้วยวาจา
คู่แข่งของอิ้งเยว่เป็หญิงสาวคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะโตกว่าอิ้งเยว่ไม่มากนัก เฉียวเยว่มองออกว่าผู้เข้าแข่งขันเดิมที่มิใช่นาง แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามตรวจสอบน้ำหมึก จึงต้องเปลี่ยนตัวมาเป็นาง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ทุกคนต่างมองทั้งสองวาดภาพ ต้องบอกว่าทั้งคู่เลือกที่จะวาดดอกโบตั๋นเหมือนกัน
จนกระทั่งเสร็จสิ้น เมื่อมาพิจารณาดูก็จะไม่รู้สึกว่าแตกต่างกันมากนัก ต่างฝ่ายต่างก็มีเอกลักษณ์ของตนเอง
ดังนั้นการชมภาพวาดจึงเป็สิ่งที่ตัดสินได้ยาก แต่ละคนล้วนมีความชอบแตกต่างกัน เ้าชอบวิธีวาดที่นุ่มนวลอ่อนช้อย ข้าชอบวิธีวาดที่ดุดันทรงพลัง แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ไม่สามารถกดข่มอีกแบบลงได้
ทั้งสองฝ่ายแขวนภาพขึ้นไป แล้วรออยู่เงียบๆ
เวลาหนึ่งก้านธูป ภาพของผู้ใดสามารถล่อหมู่ภมรผีเสื้อได้มากที่สุด ถือว่าเป็ผู้ชนะ
พูดตามตรง ผึ้งน้อยเ่าั้ใช่ว่าจะโง่เขลา อยู่ดีๆ ไหนเลยจะสนใจภาพเขียน แทนที่จะสนใจมวลบุปผาสดสวยนับไม่ถ้วนที่เบ่งบานอยู่เต็มอุทยาน
ธูปหอมค่อยๆ เผาไหม้ ในที่สุดก็มีตัวหนึ่งบินเข้ามา แล้วเกาะบนภาพของอิ้งเยว่อย่างช้าๆ
มุมพระโอษฐ์ของฮ่องเต้โค้งขึ้น ทอดพระเนตรไปทางกลุ่มคณะทูตซีเหลียง สีหน้าของพวกเขาไม่ดีนัก
เฉียวเยว่จดจ้องภาพเขียนเขม็ง ผึ้งเริ่มจะเยอะขึ้น แต่เมื่อเทียบกับดอกไม้จริงย่อมด้อยกว่าหลายส่วน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองออกว่าพวกมันชอบภาพของอิ้งเยว่มากกว่า บางครายังมีผีเสื้อสองสามตัวบินมาเกาะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังน้อยกว่าผึ้งมาก
หากมิใช่ว่ามีการให้ฝ่ายตรงข้ามตรวจสอบอุปกรณ์ก่อน ทุกคนก็คงคิดว่าพวกเขาเล่นลูกไม้บางอย่างเป็แน่
แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหา ประกอบกับภาพของอิ้งเยว่ก็ไม่เลวจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจบอกว่าผู้อื่นใช้กลโกง
แน่นอนว่ามีผึ้งและผีเสื้อบางส่วนเกาะบนภาพของซีเหลียงเช่นกัน แต่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
จนกระทั่งธูปหมด
ชัยชนะย่อมจะชัดเจน
เฉียวเยว่มองหรงจ้านโดยไม่ตั้งใจ ดวงตาล้ำลึกของเขาดูเหมือนจะมีอารมณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน เพียงแค่มองก็แทบจะสูบคนเข้าไปข้างใน เฉียวเยว่ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนที่ยิ้มให้เขาอย่างสดใส
หรงจ้านอมยิ้มกวักมือเรียก
ไม่ว่านางจะไปหรือไม่ล้วนแต่กระอักกระอ่วน นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ซอยเท้าถี่ๆ คิดเอาเองว่าไม่มีคนรู้เห็นจนไปถึงข้างกายเขา แท้จริงแล้วอย่าว่าแต่หรงจ้าน แม้แต่นางเองก็เตรียมตกเป็เป้าสายตาของทุกคน พฤติกรรมของนางช่างน่าขบขันราวกับปิดหูขโมยกระดิ่งก็ไม่ปาน
หรงจ้านหยิกแก้มของนางเอ่ยว่า "ทรงผมของเ้าคล้ายคนปัญญาอ่อน"
"..."
พูดตามตรง หากคนผู้นี้ไม่ถูกตีจนตายก็แสดงว่าทุกคนล้วนนิสัยดี เพิ่งพาลใส่ซีเหลียงมาหมาดๆ นี่จะพาลใส่นางใช่หรือไม่?
เฉียวเยว่กับสหายในสำนักศึกษาสตรีล้วนทำผมทรงเดียวกัน นี่คือสิ่งที่พวกนางปรึกษาหารือกันแล้ว กระทั่งการแต่งหน้าก็ทำตามที่เฉียวเยว่แนะนำ ทุกคนต่างวาดขอบตาให้ตกลงเล็กน้อย จนดูคล้ายดวงตาลูกสุนัขทั้งเล็กและดูไร้พิษภัย
เฉียวเยว่ย่อมมีวิธีการหว่านล้อม พี่สาวของนางได้รับแต่งั้แ่ชายารัชทายาทย่อมจะไม่เป็ไร แต่พวกนางไม่ได้ หากโดดเด่นเกินไป จนถูกองค์ชายซีเหลียงไร้ยางอายเ่าั้หมายตามาสู่ขอจะทำเช่นไร
พวกนางต้องแต่งไปซีเหลียงกระนั้นหรือ?
เมื่อเฉียวเยว่วิเคราะห์เช่นนี้ ทุกคนก็แทบอยากจะหากระสอบมาคลุมศีรษะเสียให้รู้แล้วรู้รอด
นี่คือสิ่งที่ทุกคนปรึกษาหารือกัน พยายามแสดงตนให้น้อยที่สุด และพยายามทำให้ผู้อื่น... ไม่ชอบ
หรงจ้านแสดงท่าทางรังเกียจ "สามัญจริงๆ"
เฉียวเยว่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นางนึกอยากจะเข้าไปกัดคนสักที
"การแข่งขันถัดไป เ้าลงแข่ง" หรงจ้านพูดต่อ
เฉียวเยว่ถลึงตาใส่เขา "เพราะเหตุใดเล่า?"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "ก็ไม่มีอันใด ข้าไม่ได้ชมการแข่งขันครั้งแรก ดังนั้นข้าจะดูการแข่งถัดไป"
เฉียวเยว่บ่นพึมพำ "แต่การแข่งสนามแรกท่านเองก็คิดว่าข้าชนะอยู่แล้วมิใช่หรือ ตอนนี้จะมาบอกว่าไม่ได้ดู เช่นนี้สมเหตุสมผลตรงไหน..."
พอเงยหน้าขึ้น ทุกคนล้วนมองนางอยู่ เฉียวเยว่จึงรีบหุบปากทันที
ดวงหน้าน้อยเงยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ดูเป็เด็กหญิงที่แสนจะน่ารัก แต่ก็เป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
แม้ไม่รู้ว่าต้องแข่งขันทั้งหมดกี่อย่าง แต่เมื่อชนะไปแล้วสองรายการ ทุกคนก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาก
"การแข่งขันลำดับที่สาม หมาก"
เฉียวเยว่ยกมือ "ข้าเข้าร่วม"
พี่จ้านจงใจแสดงละครก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้นางได้ลงแข่งอีกหน เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองก็ไม่ใช่คนเขลา
สาวสวยมากฝีมือแห่งชมรมการแสดงที่พูดถึงก็คือนางเอง
