“มันน่ารักใช่หรือไม่ แต่เชื่อเถอะ เนื้อไก่อร่อยยิ่งกว่าเนื้อกระต่ายที่เราเคยทานเสียอีก”
“จริงรึท่านพ่อ?” เด็กสองคนอุทานด้วยดวงตาเป็ประกาย ผู้เป็พ่อก็ยิ้มอกพองโตพูดยืนยัน
“แน่นอน บิดาเ้าเคยโกหกซะที่ไหน”
“ว้าว”
“กินเนื้อ! กินเนื้อ! กินเนื้อ!”
^^
^^
เฉินอ่าว ผู้เคยสิ้นหวังทุกอย่างในชีวิต กลับแสดงรอยยิ้มเมื่อเขาเห็นเด็กๆ เข้ามาล้อมตัวเอง ส่งรอยยิ้มและทำท่าทางให้กับลูกๆ โดยคิดว่าหล่อและสง่างามที่สุด จนเฉินถั่วถงที่หุงข้าวอยู่เห็นแล้วต้องแบะปากใส่ ไก่สองตัวนั้นนางล่ามาด้วยมือแท้ๆ แต่สามีของนางกลับแสดงพฤติกรรมต่อหน้าลูกๆ ราวกับว่าเขาที่ล่ามาเอง
ส่วนผลงานที่นางให้สามีไปทำอย่างการเก็บผักป่า นางก็ถอดหายใจอย่างผิดหวัง ที่เขาใช้เวลาทั้งวันเก็บมาได้แค่สองกำมือ
จะว่าเป็ความผิดของเฉินอ่าวก็ไม่ได้ ผักนี้น่าจะหามาหมดในระยะ 10 ลี้รอบๆ หมู่บ้านแล้ว ด้วยที่เขาเป็เซียนที่ได้รับโทษทัณฑ์ พลังปราณในโลกเบาบางและอาจจะเรียกได้ว่าไม่มีเหลือ จึงทำเฉินอ่าวต้องทุ่มอย่างสุดกำลังในการค้นหาผักป่าสีเขียว
แม้แต่พลังปราณที่พยายามกักเก็บมาตลอดหลายวัน รวบรวมมาได้จนมีขนาดบริสุทธิ์เท่าเมล็ดงา เขาก็ยังเอาออกมาใช้อย่างเสียดายเพื่อค้นหาผักป่าได้มาแต่ไม่กี่กำ
สิ่งนี้ ทำเอาเฉินอ่าวจมไปด้วยความสิ้นหวัง ในโลกที่ไร้ซึ่งพลังปราณ เขาคงต้องตายในฐานะมนุษย์ธรรมดาก่อน ไม่อาจกลับไปยังแดนเซียนของตัวเองอย่างที่เคยตั้งใจ
แต่ชีวิตนี้ สิ่งที่ทำให้เฉินอ่าวยังคงยิ้มได้ คือท่าทางของเด็กๆ ที่ส่งเสียง “จ้อเจี๊ยว” อยู่ข้างๆ ปรบมือทุกครั้งในตอนที่เขาทำอาหารจับปังตอ
“บิดาจะลงมือแล้ว”
“จดจำและอย่ากะพริบตาเสียละ”
เฉินอ่าวสูดหายใจจนหน้าอกพอง ควงมีดปังตอเน่าๆ ในมืออย่างว่างท่า แต่เหมือนจะได้ผลที่ยอดเยี่ยม สามารถทำให้เฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อปรบมือและชอบใจกับการแสดง
ก่อนที่สายตาของเฉินอ่าวจะหรี่ลง โบกปังตอไร้คมในมือสับไปที่คอไก่ต่อหน้าลูกๆ สุดกำลัง
“ปัง!!~~”
อ๊ากกก!!~~
มีดบาดมือ?!!~~
“...”
เืสาดไปทั่วเขียง เป็ทั้งเืของไก่และเืคน ด้วยมีดปังตอสนิมที่ไร้คมและทำมาจากแร่เหล็กที่หลอมไม่ดี การฟันสุดแรงจึงทำให้ใบมีดหัก จนเศษส่วนหนึ่งปักไปที่มือของผู้เป็พ่อร้องลั่นออกมา
“ที่รัก มีดบาดมือข้า!!~~สมุนไพร ข้า้าสมุนไพร”
“เอ่อ ข้าเห็นแล้ว มันเป็แผลแค่เสี้ยนตำ จะแหกปากร้องลั่นบ้านไม่อายลูกหรือยังไง ทำกับข้าวต่อให้เสร็จซะ!!?”
“...”
“...”
เสียงอันเ็าตอบกลับ ทำเอาท่าทางที่เคยตื่นตูมหดหู่
เฉินเหนียนอู่ที่นั่งดูฉากตลกนี้อยู่มุมๆ หนึ่ง นางก็ส่ายหน้าให้เบาๆ ที่เห็นว่าพ่อของนางกำลังแสดงหลังมือที่มีเศษเหล็กปักให้ผู้เป็แม่ดู แต่แม่ของนางไม่ใส่ใจความเป็ตายของสามีตัวเองเลย แม่โบกมือหุงข้าวต่อโดยไม่หันไปมองเลยด้วยซ้ำ เหมือนท่าทางที่ไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่งให้บินหนีไปไกลๆ
และที่ยิ่งพูดไม่ออก ความตื่นตระหนกของพ่อมีแค่น้องสามเท่านั้นที่ให้ค่าและสนใจการร้องของเขา
“ท่านพ่อ ต้องรีบเอาเศษเหล็กออกแล้วล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ไม่เช่นนั้นท่านจะเป็บาดทะยักและเสียชีวิตได้หากปล่อยไว้นาน ข้าจะต้มน้ำร้อนให้ล้างมือ”
“จริงรึบุตรข้า?”
“แน่นอน เชื่อลูกชายของท่านสิ”
“...”
“...”
ช่างน่าขำ ที่ผู้ใหญ่อายุยี่สิบกว่าปี ก้มมองและฟังคำแนะนำของเด็กสองขวบ สองพ่อลูกรักษาและทำความสะอาดาแด้วยกันเองในเวลาไม่นานนัก ก่อนจะกลับมาทำอาหารได้ตามปกติ
“เด็กๆ อาหารทำเสร็จแล้ว”
“เฉินอวี๋ ไปเรียกพี่ชายของเ้าที่นอกบ้านให้แม่หน่อย”
“...”
ด้วยที่บ้านมีห้องเดียวรวมครัวและที่นอน การทำอาหารและเตรียมเนื้อสด ไม่สามารถให้พี่ชายคนโตเห็นและอยู่ใกล้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเื่ร้ายออกอาละวาดเหมือนวันที่ผ่านมา
เมื่อเฉินอวี๋ออกมาหาพี่ชายคนโต เขาก็ตรงไปหาเฉินต้าที่มัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้เขากลับไปทานข้าวในบ้านพร้อมกับทุกๆ คน
แต่อย่างนั้น ถึงจะไม่เห็นการฆ่าและเืด้วยตา แต่เฉินอวี๋ก็เห็นได้ว่าพี่ชายของเขาที่เอากระเทียมยัดจมูกยังคงได้กลิ่นคาวของโลหิตอยู่
สีหน้าและลมหายใจของเฉินต้ายังคงรุนแรง มีเสียงคำรามคล้ายสัตว์ร้ายเบาๆ ให้ได้ยินผ่านลำคอ แต่ครั้งนี้เหมือนว่าพี่ชายจะควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ต่อต้าน หรือมีท่าทางจะทำร้ายคนเหมือนวันก่อน
“พี่ชาย อาหารเย็นพร้อมแล้ว ท่านแม่ให้ข้ามารับท่านไปทานข้าวด้วยกัน ข้าจะแก้มัดให้ แต่ต้องสัญญาว่าห้ามกัดหรือทำร้ายผู้ใดอีก?”
ขณะถาม เฉินอวี๋ก็พยายามสังเกตพฤติกรรมของพี่ชาย ซึ่งเหมือนอีกฝ่ายจะพยักหน้าและเข้าใจได้ ทำเอาเฉินอวี๋รู้สึกโล่งอก ค่อยๆ ปลดเชือกที่เป็ปมออก ก่อนที่เขาจะพาพี่ชายไปทานอาหารค่ำด้วยกัน
หากถามถึงความประหลาดของเฉินต้า เฉินอวี๋ไม่เข้าใจว่าพี่ชายเป็อะไรกันแน่ แต่ท่าทางของพี่ชายคนโตนั้นดูเหมือนสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือ
ดวงตาสีแดง มีอารมณ์ดุร้าย สัญชาตญาณถูกกระตุ้นเมื่อเห็นเืสดๆ อยู่ในรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็มนุษย์ สิ่งนี้ มีอยู่หลากหลายตำนาน ดังนั้นหากไม่ใช่โรคผิดปกติบางอย่าง ก็คงจะมีแค่แวมไพร์ไม่ก็ผีดิบเท่านั้นที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่พี่ชายคนโตเป็
แต่ว่าประเด็นนั้น เขาก็ทดลองแล้ว พี่ชายไม่ได้กลัวกระเทียมหรือไม้กางเขน ตัวของเขาตากแดดไม่ได้ตัวไหม้ ดังนั้นเฉินอวี๋จึงปัดตกและหัวเราะให้กับความคิดมั่วๆ ของตัวเอง ด้วยชีวิตจริงเช่นนี้ มันจะไปมีสิ่งมีชีวิตในตำนานและเื่เล่าพวกนั้นได้อย่างไร..ว่ามั๊ย?
“กรี๊ดดด..”
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายคนโตวิ่งไปเลียเขียงเปื้อนเืไก่อีกแล้ว?”
“...”
“...”
เพิ่งเดินเข้าไปในบ้านแค่สองก้าว เฉินอวี๋เดินตรงไปยังโต๊ะกินอาหารที่แม่กำลังตักข้าวใส่ถ้วยอยู่ แต่เฉินต้านั้นกลับวิ่งทะยานไปหาเขียงและมีดเปื้อนเื เสียงร้องของเฉินเหนียนอู่ก็ทำเอาทุกคนใ จนเกิดฉากฉุกละหุกดึงเฉินต้าออกจากเขียงเปื้อนเืจนวุ่นวาย ถึงจะไม่ได้กัดหรือทำร้ายใครเหมือนครั้งก่อน แต่พี่ชายคนโตก็ยังคงพยายามไล่ตามเขียงนั้นไม่หยุดสักที
“เฮ้อ”
“จะมีคนปกติในครอบครัวของข้าบ้างไหมเนี่ย?”
“...”
เฉินอวี๋เห็นแบบนี้ก็ยืนเซ็ง ควรจะเป็มื้อค่ำที่ได้กินอาหารอย่างสงบแท้ๆ แต่สุดท้ายคืนวันนี้ก็ยังไม่พ้นความวุ่นวาย
หลังปล่อยให้เฉินต้าชิมเืสดๆ ที่ตกค้างจนหมด เขาก็เริ่มหลับลงที่พื้นเข้าสู่ห้วงนิทราของตัวเองอีกรอบ
เมื่อความสงบกลับมา ทุกคนก็มานั่งที่โต๊ะกับข้าว มีคบไฟยกปักกลางเสาบ้านเพียงพอให้เกิดแสงสลัวๆ
บนโต๊ะ มีซุปไก่และผักป่าลวกเท่านั้น แต่ที่ทำให้สีหน้าของเฉินอวี๋และหลายๆ คนลำบาก หยุดนิ่งไม่มีใครลงมือ คือถ้วยข้าวที่ผสมกับรำไม่ใช่ข้าวสวยเรียงเม็ด แต่สภาพถูกปั้นเป็ก้อนเหมือนยาลูกกลอน ก่อนผู้มีอำนาจของครอบครัวจะอนุญาตให้ทุกคนเริ่มกิน
“ทานกันเถอะ ปล่อยนานอาหารจะเย็นเสียรสชาติ” เสียงของเฉินถั่วถงเอ่ยขึ้น จากนั้นเฉินอ่าวและคนอื่นๆ ก็หยิบตะเกียบขึ้นมาถือ
คำแรกที่ัั มันบาดและค่อนข้างฝืนคอ แต่ด้วยความอดอยาก การมีรำข้าวให้กินก็นับว่าหรูที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้ว
เมื่อเงยหน้า เฉินอวี๋เห็นว่าไม่ใช่แค่เขาที่กลืนข้าวอย่างยากลำบาก แต่สีหน้าของทุกคนรอบๆ โต๊ะล้วนแต่ดูไม่ได้เลยสักคน โดยเฉพาะผู้เป็พ่อ ที่คิ้วของเขาขมวดบิดเบี้ยวเอาแต่เคี้ยวไม่ยอมกลืน
ไม่มีคำพูดใดๆ ผ่านปาก แต่จากสีหน้า ก็บอกได้ว่ามันไม่เหมือนข้าวที่มนุษย์ควรจะกินเลย
“บัดซบ”
“มันใช่ข้าวจริงๆ งั้นรึ?”
“...”
“...”
“...”
